
ในวันที่ตลาดความงามไทยแข่งขันดุเดือดกว่าเดิมทุกปี EVEANDBOY กำลังพยายามขยับตัวเองจาก “ร้านขายเครื่องสำอาง” ไปสู่การเป็น “Beauty Destination” เต็มรูปแบบ ผ่านกลยุทธ์ Experience Store, Pop-up Space และ Café ที่ออกแบบมาเพื่อให้คนไม่ได้แค่เข้ามาซื้อของ แต่เข้ามา ‘ใช้เวลา’ ร่วมกับแบรนด์มากขึ้น
ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการจัดงาน “EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้คอนเซปต์ “Beauty Beyond Reality” เพื่อสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมความงามที่กำลังขยายตัวจากสินค้า ไปสู่ไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้บริโภคยุคใหม่

หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด เปิดเผยถึงความพิเศษปีนี้ว่า มีแบรนด์ได้รับรางวัลรวม 148 รางวัล ครอบคลุมตั้งแต่ Makeup, Skincare, Fragrance ไปจนถึง Supplement โดยทุกรางวัลอ้างอิงจาก “ยอดขายจริง” ภายในร้าน EVEANDBOY ทุกสาขาทั่วประเทศ ไม่ใช่การโหวตหรือคะแนนนิยมทั่วไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ เวทีนี้กำลังกลายเป็น “Data Layer” สำคัญของตลาดบิวตี้ไทย เพราะในยุคที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมหาศาล รางวัลจากยอดขายจริงกลายเป็น Shortcut ในการช่วยตัดสินใจซื้อได้อย่างมีน้ำหนักมากกว่าคำโฆษณาแบบเดิม
ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้ซื้อเป็นแบรนด์ แต่ซื้อเป็น “Solution”
หนึ่งในอินไซต์สำคัญที่ EVEANDBOY มองเห็น คือพฤติกรรมของลูกค้ารุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 18-34 ปี ที่ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์เดียวเหมือนในอดีตอีกต่อไป
วันนี้ผู้บริโภคพร้อมหยิบสกินแคร์ยุโรป ลิปแบรนด์ไทย และเมกอัพจีนมาอยู่ในบิลเดียวกัน หากสินค้านั้นตอบโจทย์จริง ทั้งในแง่ส่วนผสม ราคา หรือผลลัพธ์ที่ต้องการ
โซเชียลมีเดียยังมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค จากเดิมที่เชื่อคำโฆษณา มาเป็นคนที่อ่าน Ingredient เอง วิเคราะห์ Active Ingredient เอง และเลือกซื้อแบบเฉพาะจุดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide, Vitamin C หรือสกินแคร์สำหรับอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หมวด Skincare กลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่เติบโตแรงที่สุดของตลาด และทำให้ “T-Beauty” หรือแบรนด์ไทย เริ่มมีบทบาทเด่นขึ้นเรื่อย ๆ

T-Beauty กำลังโต เพราะ “เข้าใจคนไทย” มากกว่าใคร
ข้อมูลจากสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ระบุว่า ตลาดความงามไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-7% และมีมูลค่ารวมแตะระดับ 400,000 ล้านบาท
ท่ามกลางการแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติ จุดแข็งสำคัญของ T-Beauty คือ “ความเข้าใจ” ทั้งสภาพผิว สภาพอากาศ และ Pain Point ของผู้บริโภคไทยได้อย่างตรงจุด
แบรนด์อย่าง ศรีจันทร์, La Glace หรือ ปัญญ์ปุริ จึงสามารถสร้างคาแรกเตอร์ของตัวเองได้ชัดเจน และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน EVEANDBOY ก็กลายเป็นเหมือน “สนามพิสูจน์” ของแบรนด์เหล่านี้ เพราะการจะยืนระยะบนเชลฟ์ได้ ไม่ได้มีแค่เรื่องสินค้า แต่รวมถึง Branding, Supply Chain และความสามารถในการรักษาคุณภาพเมื่อธุรกิจเริ่ม Scale Up ด้วยเช่นกัน

จากร้านขายเครื่องสำอาง สู่ “พื้นที่ใช้ชีวิต”
อีกจุดที่เห็นชัดคือ EVEANDBOY กำลังพยายามรีดีไซน์ตัวเองใหม่ในฐานะ Lifestyle Space
จากเดิมที่เน้นการเปิดสาขาขนาดใหญ่ในห้าง วันนี้แบรนด์เริ่มทดลองโมเดลใหม่ ๆ มากขึ้น ทั้ง Pop-up Store, Glass House และ Café เพื่อดึงคนเข้ามาใช้เวลาร่วมกับแบรนด์นานขึ้น
สาขาสีลมถูกออกแบบให้มีทั้ง Workshop Space และ Glass House Pop-up สำหรับทดลองสินค้าใหม่หรือจัดกิจกรรมร่วมกับแบรนด์
ส่วนสาขา Platinum Pop ที่ราชดำริ มีการเปิด “EVEANDBOY Café” บนพื้นที่กว่า 60 ตารางเมตร เพื่อทำหน้าที่เป็น Collaboration Space สำหรับอีเวนต์พิเศษหรือเมนูร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ
ขณะที่สาขาทรงวาด ซึ่งเตรียมเปิดในรูปแบบ Concept Store ถูกวางให้เป็นทั้ง Beauty Space และ Community Landmark ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ชอบ “เสพประสบการณ์” ควบคู่ไปกับการช้อปปิ้ง
แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่า วันนี้ร้านค้าปลีกไม่ได้แข่งกันแค่ SKU หรือโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่กำลังแข่งกันที่ “เวลาของผู้บริโภค” มากขึ้นเรื่อย ๆ

เป้าหมายใหม่ “หมื่นล้านบาท”
ปัจจุบัน EVEANDBOY มีสาขารวม 67 แห่งทั่วประเทศ และทำรายได้ปีล่าสุดราว 8,300 ล้านบาท
เป้าหมายถัดไปคือการผลักดันรายได้สู่ระดับ 10,000 ล้านบาท ผ่านทั้งการขยายสาขา การเพิ่มโมเดลพิเศษ และการรุก Omnichannel มากขึ้น
นอกจากเว็บไซต์และอีคอมเมิร์ซ EVEANDBOY ยังจับมือกับ LINE MAN MART เพื่อเสริมบริการ On-demand Delivery รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าทันทีมากขึ้น
พร้อมกันนั้นยังเดินเกมโปรโมชั่นตลอดทั้งปี ทั้ง Best Selling Awards, Mid-Year Sale, Anniversary Campaign และ Year-End Festival เพื่อกระตุ้น Traffic และเพิ่ม Basket Size อย่างต่อเนื่อง

ตลาดบิวตี้ไทย กำลังเข้าสู่ยุค “Experience + Community”
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ EVEANDBOY อาจสะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมความงามไทยได้ชัดเจนว่า ตลาดกำลังขยับจาก “การแข่งขันด้านสินค้า” ไปสู่การแข่งขันด้าน Experience มากขึ้น
ในอดีต แบรนด์อาจชนะได้ด้วยโฆษณา พรีเซนเตอร์ หรือการตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย แต่วันนี้ผู้บริโภคต้องการมากกว่านั้น พวกเขาอยากทดลอง อยากมีส่วนร่วม อยากแชร์คอนเทนต์ และอยากรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจตัวเขาเองจริง ๆ
ขณะเดียวกัน T-Beauty เองก็กำลังอยู่ในจังหวะสำคัญ เพราะจุดแข็งเรื่องความเข้าใจผู้บริโภคไทย เริ่มต่อยอดไปสู่การสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ หากรักษาคุณภาพและสร้าง Brand Equity ได้ต่อเนื่อง ไทยอาจไม่ได้เป็นแค่ “ตลาดความงามที่เติบโต” แต่กำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งใน Beauty Hub ของภูมิภาคเอเชียในอนาคตได้เช่นกัน

