มองมุมใหม่ “การคุมกำเนิด” กับ “สิทธิพื้นฐานของวัยรุ่น” สังคมไทย – เด็ก – ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้

  • 67
  •  
  •  
  •  
  •  

ถ้าเราพูดถึงประเด็น “ประชากรไทย” อย่างตรงไปตรงมา คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าประเทศไทยมีเพียงปัญหาสังคมสูงวัย ประเทศไทยมีผู้สูงอายุจำนวนมากจนเข้าสู่ภาวะ Aging Society แต่ที่จริงแล้ว สถานการณ์ด้านประชากรที่ไทยเผชิญอยู่ตอนนี้ พบอยู่ 2 ปัญหา คือ “การเกิดน้อย” และ “การเกิดด้อยคุณภาพ”

ในความรู้สึกของผู้คนมักจะมองว่าปัญหา “การเจริญพันธุ์” เป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาจะพบว่า…ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด

ตามข้อมูลสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีการกำหนด นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560-2569 และยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติ พ.ศ. 2560-2569 เพื่อส่งเสริมการเกิดและเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นให้มีประสิทธิภาพ บนพื้นฐาน “สิทธิของวัยรุ่น” ซึ่งนโยบายลักษณะนี้เกิดขึ้นและดำเนินงานมานานเกือบ 60 ปีแล้ว เพียงแต่ระยะหลังได้มีการผลักดันและเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้ผลยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ประชากรไทยมีการเกิดอย่างมีคุณภาพ เตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ก่อนคลอด หลังคลอด กระทั่งมีการเลี้ยงดูบุตรอย่างมีคุณภาพจนพ้นช่วงประถมวัย

คนไทยมีลูกน้อย…แต่ทำไมต้อง “คุมกำเนิด”

ภายใต้ปัญหาการเกิดน้อยที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจและสังคม แม้ว่านโยบายส่งเสริมให้คนไทยมีครอบครัวและให้กำเนิดอย่างมีคุณภาพ กระทั่งอัตราการเกิดในไทยลดลงจาก 2.7% ในปี 2513 เหลือเพียง 0.2% ในปี 2562 หรือคิดเป็นอัตราการเกิดเพียง 10.5 ต่อประชากร 1,000 คน

เมื่อคนไทยมีปัญหาเกิดน้อย ทำไมยังต้องรณรงค์ให้คุมกำเนิด ?

คำตอบของเรื่องนี้ชี้แจงได้ด้วยสถิติ… ทั้งจากความสำเร็จในการวางแผนครอบครัว รูปแบบวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปผู้คนนิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ในวัย 15-49 ปี มีบุตรเฉลี่ย 1.54 คน แต่สัดส่วนการให้กำเนิดจากวัยรุ่นกลับสวนทางกัน โดยปี 2562 พบว่าวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี คลอดบุตรถึง 169 คนต่อวัน ส่วนวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดบุตรเฉลี่ย 6 คนต่อวัน เรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหา เพราะทำให้ไทยมีประชากรจากการเกิดด้อยคุณภาพมากกว่านั่นเอง โดยปี 2562 มีผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้กำเนิดบุตรทั้งสิ้น 63,831 คน แบ่งเป็นอายุ 15-19 ปี มากถึง 61,651 คน และอายุต่ำกว่า 15 ปี ถึง 2,180 คน นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจในประเด็น “การตั้งครรภ์ซ้ำ” เพราะมีผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ตั้งครรภ์ซ้ำและให้กำเนิดบุตรถึง 5,222 รายทีเดียว

(นายแพทย์มนัส รามเกียรติศักดิ์ รองผู้อำนวยการ สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย)

อายุต่ำกว่า 20 ปี มีสิทธิ์ “คุมกำเนิด – ยุติการตั้งครรภ์”

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ต้องเร่งเครื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “การคุมกำเนิดในวัยรุ่น” ภายใต้สิทธิ์ที่พวกเขามี เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้สิทธิ์ “วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถเข้ารับบริการคุมกำเนิดและยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย” ณ สถานบริการในเครือข่ายของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งยังให้สิทธิ์ “หญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 20 ปีขึ้นไป สามารถเข้ารับบริการคุมกำเนิดได้หลังยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน เพียงแสดงบัตรประชาชนก็สามารถรับสิทธิ์ได้

“เปิดใจ – เรียนรู้ – เลือก” วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ…

ประเด็นนี้ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วเพียงแต่…จะทำหรือไม่ เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใดในสังคม จะเป็นพ่อ แม่ หรือยังเป็นเยาวชน ก็ควรเรียนรู้ พร้อมทั้งเลือกวิธีที่ดีและปลอดภัยเพื่อดูแลตนเอง ซึ่ง ACOG (American College of Obstetrics and Gynecology) และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แนะนำวิธีคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพเอาไว้ 2 วิธี คือ การคุมกำเนิดกึ่งถาวร ได้แก่ การใส่ห่วงอนามัยหรือฝังยาคุมกำเนิด และการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งไม่เพียงแต่คุมกำเนิดแต่ยังป้องกันโรคติดต่อทางเพศด้วย

โดยวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับการแนะนำว่ามีประสิทธิภาพสูงที่สุด ถึง 99.5% คือ “การคุมกำเนิดกึ่งถาวร ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัย”

อย่างไรก็ตาม การคุมกำเนิดกึ่งถาวร ยังสามารถคุมกำเนิดได้นานตั้งแต่ 3 – 5 – 10 ปี และมีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นอีกด้วย

โจทย์ใหญ่ คือ ทลาย “กำแพง – ทิฐิ” เยาวชนกับการคุมกำเนิด

จบจากการทำความเข้าใจสิทธิ์การคุมกำเนิดและยุติการตั้งครรภ์ที่วัยรุ่นไทยมี แต่โจทย์ใหญ่ที่สำคัญและเป็นปัญหาอย่างปฏิเสธไม่ได้ในสังคมไทย คือ การถูกตีตราในทางลบจากผู้ให้บริการที่มีต่อวัยรุ่นที่เข้ารับบริการคุมกำเนิด ตลอดจนยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องชื่นชมแนวทางของสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ที่มีต่อเรื่องดังกล่าว กับความพยายามกระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายมีมุมมองใหม่ต่อวัยรุ่นที่ขอรับบริกาดังกล่าว รวมถึงการทำให้วัยรุ่นมีความเข้าใจถึงทักษะชีวิต เรียนรู้เพศศึกษา และสามารถป้องกันตนเองหรือหลีกเลี่ยงการถูกล่วงละเมิดหากตนเองไม่ต้องการ ผ่านความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น เพื่อให้วัยรุ่นตระหนักถึงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวัยที่เหมาะสม

แม้แต่ประเด็นยุติการตั้งครรภ์ที่ยังเป็นเรื่องไม่ถูกกฎหมาย และขัดกับความรู้สึกของคนไทย ก็ควรได้รับการทำความเข้าใจและมองมุมใหม่ว่าเป็นหนึ่งในสิทธิของวัยรุ่นที่ไม่พร้อมตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือแม้แต่หญิงวัยเจริญพันธุ์ก็สามารถรับบริการจากสถานบริการในเครือข่ายจาก สปสช. ได้ เพียงมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 9-12 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 24 สัปดาห์ โดยวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองในการขอรับการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย

หรือ กรณีตั้งครรภ์ระหว่างเรียน สังคมไทยควรเปิดกว้างและยอมรับว่า “วัยรุ่นมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเองทุกกรณี” หากต้องการตั้งครรภ์จนคลอดบุตร ผู้ปกครอง โรงเรียน และสังคม ก็ควรเปิดรับและให้สิทธิ์พวกเขาได้เรียนต่อในสถานศึกษาเดิมจนจบการศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อขจัดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ซึ่งส่งผลกระทบทั้งสังคมและเศรษฐกิจภาพรวม ทั้งยังทำให้วัยรุ่นซึ่งเป็นอนาคตของประเทศได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ว่าการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจากหน่วยงานตามสิทธิขั้นพื้นฐานนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดและพวกเขาสามารถทำได้เพื่อป้องกันปัญหาอื่นที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

หากมีปัญหาให้นึกถึง “TEEN CLUB”

เมื่อเราพูดถึงสิทธิ์ของวัยรุ่น พูดถึงการทำความเข้าใจต่อสังคมไปแล้ว ก็ยังเหลืออีกปัญหาสำคัญ คือ ช่องทางการขอรับคำปรึกษาและเข้ารับบริการ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ พยายามดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อทำให้วัยรุ่นไทยเข้าถึงบริการด้านการคุมกำเนิดอย่างทั่วถึง

มีปัญหาเกี่ยวกับการคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ ต้องทำอย่างไร ?

คำตอบคือ ประเทศไทยมีสายด่วน 1663 เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และยังเป็นสายด่วนให้คำปรึกษาเรื่องโรคเอดส์ด้วย ซึ่งช่องทางดังกล่าวมีมานานแล้วและเป็นช่องทางให้คำปรึกษาได้ทั้งก่อนและหลังตั้งครรภ์

นอกจากนี้ สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ยังได้ต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นผ่าน LINE Official Account ในชื่อ TEEN CLUB” เพื่อเป็นช่องทางนำเสนอข้อมูล ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ การคุมกำเนิด รวมถึงสิทธิและข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่วัยรุ่นอาจไม่กล้าสอบถามใคร เช่น การเข้ารับบริการคุมกำเนิด ค้นหาสถานบริการที่สามารถใช้สิทธิคุมกำเนิดหรือยุติการตั้งครรภ์ ฟีเจอร์บันทึกประจำเดือน รวมถึง Chatbot “พี่ของขวัญ” ที่พร้อมให้บริการตอบคำถาม ทำให้วัยรุ่นและประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกสบายจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพียง Add LINE TEEN CLUB หรือสแกน QR code ตามรูปด้านล่างนี้


  • 67
  •  
  •  
  •  
  •