
“Farming Future, Together” เดินหน้าสู่แพลตฟอร์มนวัตกรรมเกษตร ด้วยแนวคิด One Health เชื่อมเทคโนโลยี งานวิจัย และตลาด จาก Smart Farm ถึง Future Food
ประเทศไทยขาด “ความรู้” ด้านเกษตรจริงหรือ? หรือแท้จริงแล้วสิ่งที่ขาดคือ “ระบบ” ที่เชื่อมโยงและจัดการความรู้เหล่านั้นให้เดินทางจากงานวิจัยไปถึงแปลงเกษตรได้จริง คำถามนี้คือจุดตั้งต้นของความร่วมมือครั้งใหม่ ที่ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันนี้
ในงานประชุมระดับสากล “Farming The Future With KMITL Forum 2026” ณ KMITL Lifelong Learning Center (KLLC) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ “Farming Future, Together” วางเป้าหมายผลักดันประเทศไทยจากผู้ส่งออกวัตถุดิบดิบ สู่การเป็น “แพลตฟอร์มนวัตกรรมเกษตรเขตร้อน” ของภูมิภาค พร้อมยกระดับอาหารไทยสู่ตลาดพรีเมียมระดับโลก

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยืนยันว่ากระทรวงพร้อมเป็นข้อต่อเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลจริงในเชิงเศรษฐกิจ “งานวิจัยต่อจากนี้จะไม่จบลงบนชั้นหนังสือ แต่จะเดินทางไปถึงแปลงเกษตร โรงงานแปรรูป และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร กระทรวง อว. พร้อมเป็นข้อต่อเชิงนโยบายเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ผลิตอาหารดิบ สู่การเป็น ‘แพลตฟอร์มนวัตกรรมเกษตรเขตร้อน’ ที่ทั่วโลกต้องมาเรียนรู้” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว
การผลักดันครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยวาเกนิงเก้น (Wageningen University & Research) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีการเกษตรระดับโลก โดย มิสเตอร์ ไค๊ซ์ เต๊อะนิสเซ่น (Mr. Gijs Theunissen) อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “กระทรวงเกษตร ประมง ความมั่นคงด้านอาหาร และทรัพยากรธรรมชาติของเนเธอร์แลนด์ มุ่งมั่นพัฒนาความมั่นคงด้านอาหารที่ยั่งยืนผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ทั้งในเนเธอร์แลนด์และระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ทุกคน”

ทางด้าน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่าจุดแข็งของความริเริ่มนี้คือการนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาประสานกับศักยภาพเกษตรไทย “จุดแข็งของความริเริ่มนี้ คือการนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาประสานกับศักยภาพเกษตรไทย เชื่อมเทคโนโลยี งานวิจัย และตลาดเข้าด้วยกันตั้งแต่ Smart Farm ไปจนถึง Future Food เพื่อยกระดับอาหารไทยให้เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อร่อย และทรงคุณค่าในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก”
ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จของโครงการเกิดจากการรวมจุดแข็งเฉพาะถิ่นของเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ให้ทำงานร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียม ผ่านโมเดล Public-Private-People Partnership (PPPP) ที่ผนึกกำลัง 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาควิจัยและนวัตกรรม ภาครัฐด้านนโยบาย เครือข่ายเกษตรกรและชุมชน ภาคเอกชนและพันธมิตรทางการตลาด และพันธมิตรระดับนานาชาติ เช่น WUR, GETHAC และสหภาพยุโรป (EU)

ทั้งนี้ โครงการ “Farming Future, Together” วางกลไกการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Farm-to-Fork) โดยในปลายน้ำมุ่งเน้นการวางตำแหน่งสินค้าเกษตรยั่งยืนระดับพรีเมียม ระบบเกษตรพันธะสัญญาและข้อตกลงการค้าที่เป็นธรรม การเชื่อมโยงเกษตรกรสู่ตลาดโลก และการติดตั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับดิจิทัลแบบครบวงจร (Digital Traceability) เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคทั่วโลก
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคเกษตรและอาหารไทย ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ แต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่ Farm-to-Fork อย่างเป็นรูปธรรม

