2027 AI จะเปลี่ยนโลกธุรกิจ การตลาดอย่างไร? ชวนดู 5 เทรนด์เทคฯ จาก CEA สู่การสร้างประสบการณ์ลูกค้ารูปแบบใหม่


5 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2027 ที่กำลังเปลี่ยนการทำงาน ธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค

ทุกวันนี้หลายคนคงคุ้นเคยกับการใช้ AI เข้ามาช่วยทำงานและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันกันแล้ว แต่เมื่อมองไปถึงปี 2027 สิ่งที่น่าจับตาคือเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นอีกแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อ AI และเทคโนโลยีกำลังโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดด จนอาจเปลี่ยนทั้งวิธีทำงาน การเลือกซื้อสินค้า และประสบการณ์ที่เราได้รับจากบริการต่าง ๆ ไปจากที่คุ้นเคยในวันนี้


Key Takeaway

 

  • Technology Convergence คือแนวโน้มการเชื่อมต่อ AI ระบบข้อมูล และเทคโนโลยีหลายประเภทให้ทำงานร่วมกัน ช่วยให้ธุรกิจลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • AI Reality สะท้อนการนำ AI มาใช้งานเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้จริง พร้อมการเติบโตของ Agentic Commerce และ GEO ที่ส่งผลต่อการซื้อสินค้าและการค้นพบแบรนด์
  • RelAItionships และ Neurotech Integration แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีกำลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความสัมพันธ์ สุขภาพ และการทำงานของมนุษย์มากขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
  • Smart Immersive เปิดโอกาสให้แบรนด์สร้างประสบการณ์ที่ผู้บริโภคสามารถทดลองและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ผ่านเทคโนโลยี AR, VR, XR และ AI ทั้งในช่องทางออนไลน์และพื้นที่จริง

จึงอยากชวนมาดู 5 เทรนด์ ‘Technology & AI’ จากรายงาน เจาะเทรนด์โลก 2027 And/And ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ว่าเทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยกำลังจะเปลี่ยนไปแค่ไหนในปี 2027 ทั้งกับการทำงาน การทำธุรกิจ และชีวิตประจำวัน รวมถึงเรื่องที่แบรนด์ควรจับตาเป็นพิเศษ

 

1. Technology Convergence เมื่อ AI และเทคโนโลยีหลายตัวเริ่มทำงานร่วมกัน

 

ทุกวันนี้ มีเครื่องมือและเทคโนโลยีให้เลือกใช้มากมาย แต่ทำงานแยกจากกัน ทำให้เกิดขั้นตอนซ้ำซ้อนและต้องใช้คนคอยประสานงาน การเชื่อมเทคโนโลยีเข้าด้วยกันจึงช่วยลดขั้นตอนเหล่านี้ และทำให้ข้อมูลจากระบบหนึ่งสามารถนำไปใช้ต่อในอีกระบบได้สะดวกขึ้น

หนึ่งในแนวคิดที่น่าจับตาคือ AI Orchestration หรือการใช้ระบบกลางประสานการทำงานของ AI หลายตัว โดยให้แต่ละตัวรับผิดชอบงานที่แตกต่างกัน และนำผลลัพธ์มาทำงานร่วมกัน

อย่าง Microsoft ที่พัฒนา Ask Microsoft ระบบ AI สำหรับตอบคำถามลูกค้าบนเว็บไซต์ โดยใช้ AI หลายตัวรับผิดชอบข้อมูลคนละส่วน ทั้งข้อมูลสินค้า ราคา และบริการ เมื่อลูกค้าสอบถาม ระบบจะเลือกใช้ข้อมูลจาก AI ที่เกี่ยวข้องและนำมารวมเป็นคำตอบเดียว เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลรวดเร็วและลดภาระของพนักงาน

พบว่า ระบบใหม่ช่วยลดเวลารอคำตอบได้ 61% ขณะที่ปริมาณแชตที่ต้องให้พนักงานเข้ามาดูแลลดลงสูงสุด 70% หลังนำ Ask Microsoft มาใช้งาน มีประโยชน์ทั้งการลดงานซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และทำให้ข้อมูลจากหลายส่วนถูกนำมาใช้ร่วมกันได้ดีขึ้น 

– 88% ขององค์กรเดินหน้าสู่การใช้ AI Agent ทำงานบางส่วน หรือเต็มรูปแบบ

– 50% ของ AI Agent ยังทำงานแยกจากระบบอื่น ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงานยังมีข้อจำกัด

– 36% ของเวลาทำงานทีมไอที ถูกใช้ไปกับการออกแบบ พัฒนา และทดสอบการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างระบบต่างๆ

 

2. AI Reality AI เข้าสู่ช่วงที่ต้องใช้งานได้จริง และสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจ

 

AI Reality คือช่วงที่ AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีที่หลายองค์กรทดลองใช้ ไปสู่เครื่องมือที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงาน และการให้บริการลูกค้าแล้ว โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งการประหยัดเวลา ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้น

ข้อมูลจาก KPMG ที่ปรากฏในรายงานระบุว่า 71% ของผู้บริหารองค์กรทั่วโลกเริ่มใช้ Generative AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจ ขณะที่ 52% มองว่า AI กำลังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญคือ AI Agent หรือระบบ AI ที่สามารถรับเป้าหมาย วางแผน และดำเนินงานหลายขั้นตอนด้วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ทำให้การใช้งานขยับจากการถามตอบไปสู่การมอบหมายงานให้ AI จัดการ 

– Agentic Commerce ผู้บริโภคสามารถให้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และเลือกสินค้าตามงบประมาณหรือเงื่อนไขที่กำหนด ทำให้แบรนด์ต้องเตรียมข้อมูลสินค้า ราคา และรายละเอียดบริการให้ AI สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง

– Generative Engine Optimization (GEO) การปรับเนื้อหาให้ระบบ AI สามารถค้นหา ทำความเข้าใจ และนำข้อมูลของแบรนด์ไปใช้อ้างอิงในการตอบคำถามผู้ใช้ได้ 

– 71% ใช้ Generative AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ

– 52% มองว่า Generative AI ส่งผลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร-

– 78% เชื่อมั่นว่าการลงทุนใน Generative AI จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าภายใน 1–3 ปี

 

3. RelAItionships เมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทกับความสัมพันธ์และความรู้สึก

 

RelAItionships เป็นแนวคิดที่อธิบายความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างมนุษย์กับ AI เมื่อผู้คนเริ่มใช้ AI เป็นมากกว่าเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งการพูดคุย ระบายความรู้สึก ขอคำปรึกษา หรือแม้แต่ใช้เป็นเพื่อนคลายเหงา จนบางคนเริ่มรู้สึกผูกพันกับ AI คล้ายกับการพูดคุยกับคนที่รู้จักกันมานาน

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าประชากรทั่วโลกราว 1 ใน 6 คนกำลังเผชิญกับความเหงา ขณะที่ AI ทำให้ผู้คนมีช่องทางพูดคุยและขอคำแนะนำได้ตลอดเวลา จึงเริ่มมีธุรกิจที่พัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านความสัมพันธ์ และการมีเพื่อนพูดคุยโดยเฉพาะ

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ EVA AI แอปพลิเคชันที่ให้ผู้ใช้สร้างตัวละคร AI เพื่อพูดคุยและพัฒนาความสัมพันธ์ โดยมีการทดลองเปิด EVA Café ในนิวยอร์ก เป็นกิจกรรมป๊อปอัป 2 วันที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้พา AI Companion มาออกเดตในร้านจริง ผ่านการสนทนาและวิดีโอคอลกับตัวละคร AI ที่เลือกไว้ สะท้อนการทดลองเปลี่ยนความผูกพันกับ AI ให้กลายเป็นบริการ และประสบการณ์รูปแบบใหม่

ทั้งนี้ ผู้บริโภคบางคนกลับต้องการประสบการณ์ที่มาจากมนุษย์จริงๆ มากขึ้น จึงเกิดแนวคิด Authenticity Paradox หรือความย้อนแย้งที่ผู้คนยอมรับ AI ในบางเรื่อง แต่ยังให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ในอีกหลายด้าน

สำหรับแบรนด์ เทรนด์นี้ทำให้การออกแบบประสบการณ์ลูกค้าต้องคำนึงถึงเรื่องความรู้สึก และความไว้วางใจมากขึ้น ตั้งแต่การพัฒนาแชตบอตที่จดจำความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงการเปิดเผยให้ชัดเจนว่าลูกค้ากำลังพูดคุยกับ AI หรือมนุษย์ รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวที่เหมาะสม

 

4. Neurotech Integration เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเชื่อมต่อกับสมองมนุษย์

 

Neurotech Integration คือแนวคิดการนำเทคโนโลยีระบบประสาทมาเชื่อมต่อกับ AI เพื่อวิเคราะห์สัญญาณจากสมอง และนำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลหรือคำสั่งสำหรับใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ตั้งแต่การช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตควบคุมอุปกรณ์ด้วยความคิด ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้ติดตามสมาธิ ความเหนื่อยล้า และการนอนหลับ

แนวโน้มนี้เข้าใกล้เรามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเดี๋ยวนี้อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นสมอง หรือ EEG มีขนาดเล็กลง จนสามารถนำไปติดตั้งในหูฟัง และอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไปได้ ทำให้ Neurotech เริ่มขยายจากการใช้งานในโรงพยาบาลและห้องวิจัย ไปสู่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคมากขึ้น

ตัวอย่าง Neuracle บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์จากจีน ที่พัฒนา NEO ระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ Brain-Computer Interface (BCI) สำหรับช่วยผู้ป่วยอัมพาต โดยนำสัญญาณสมองมาแปลงเป็นคำสั่งควบคุมถุงมือลม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหยิบจับสิ่งของได้อีกครั้ง หรือ Neurable One หูฟังที่ติดตั้งเซนเซอร์ EEG 12 จุด ตรวจสัญญาณสมอง เพื่อประเมินระดับสมาธิ ความเหนื่อยล้า และช่วงเวลาที่เหมาะกับการพักผ่อน

 

5. Smart Immersive เมื่อโลกจริง และโลกดิจิทัลเชื่อมต่อกัน

 

Smart Immersive คือแนวคิดการนำเทคโนโลยีอย่าง AR, VR, XR และ AI มาสร้างประสบการณ์ที่ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมและโต้ตอบได้ เช่น การลองวางเฟอร์นิเจอร์ในห้องผ่านมือถือ การลองสวมแว่นตาแบบเสมือนจริง ช่วยให้ผู้บริโภคได้ทดลอง หรือสัมผัสประสบการณ์ก่อนซื้อสินค้าหรือใช้บริการ 

ด้าน IKEA Kreativ เครื่องมือออกแบบห้องเสมือนจริงของ IKEA ที่ให้ผู้ใช้ถ่ายภาพหรือสแกนห้องของตัวเอง แล้วทดลองจัดวางเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ลงในพื้นที่ ก่อนตัดสินใจซื้อ ช่วยให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าที่สนใจจะเข้ากับห้องหรือพื้นที่ที่มีอยู่ได้อย่างไร และลดความไม่แน่ใจก่อนซื้อสินค้าชิ้นใหญ่

– 58% เคยซื้อสินค้าหลังจากใช้งานฟีเจอร์ AR 

– 54% คาดว่าตัวเองจะใช้งานเทคโนโลยี AR หรือ VR มากขึ้น

– ตลาด AR ทั่วโลกจะโตราว 35.1% ภายในปี 2034

ทั้ง 5 เทรนด์จากรายงาน CEA สะท้อนให้เห็นว่า ในปี 2027 เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทกับการทำงาน การทำธุรกิจ และชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์ได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกนำมาใช้อย่างไร

 

Source: สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)


FAQ

 

Q: รายงานเจาะเทรนด์โลก 2027: And/And จัดทำโดยหน่วยงานใด?

A: จัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เพื่อสำรวจแนวโน้มสำคัญที่อาจส่งผลต่อผู้บริโภค ธุรกิจ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

 

Q: 5 เทรนด์ Technology & AI ปี 2027 มีอะไรบ้าง?

A: ได้แก่ Technology Convergence, AI Reality, RelAItionships, Neurotech Integration และ Smart Immersive

 

Q: AI Reality คืออะไร?

A: แนวโน้มที่องค์กรให้ความสำคัญกับการนำ AI มาใช้งานจริง โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า

 

Q: ทำไมแบรนด์และนักการตลาดต้องติดตามเทรนด์เทคโนโลยีปี 2027?

A: เพราะเทคโนโลยีกำลังส่งผลต่อวิธีค้นหาข้อมูล การเลือกซื้อสินค้า และความคาดหวังของลูกค้า การเข้าใจแนวโน้มเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์วางแผนและเลือกใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมขึ้น