
หากใครได้ติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก คงไม่มีเวทีไหนจะร้อนแรงไปกว่า World Economic Forum (WEF) ที่ดาวอสและหนึ่งใน Session ที่ได้ครับความสนใจมากเป็นอันดับต้นๆของงานในปีนี้ก็คือการจับเข่าคุยกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกฝั่งเทคโนโลยีและฝั่งการเงิน
นั่นคือ Jensen Huang ซีอีโอแห่ง NVIDIA และ Larry Fink ซีอีโอแห่ง BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่น่าสนใจคือวิสัยทัศน์ที่ Jensen ฉายภาพให้เราเห็นอุตสาหกรรม AI ที่ชัดเจนขึ้น และเห็นอนาคตของเทคโนโลยีนี้ว่าเป็นการ “ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่”
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหามีโมเมนต์น่ารักๆ ที่เรียกเสียงฮาได้ทั้งฮอลล์ เมื่อ Jensen เล่าความหลังให้ Larry Fink หลังจากที่ Fink เล่าความหลังว่าทั้งคู่พาบริษัทเข้าตลาดหุ้นปี 1999 เหมือนกัน โดย Jensen เล่าว่าเขามีเรื่องเสียดายอยู่อย่างหนึ่งหลังตั้ง NVIDIA

Jensen เล่าว่าตอนหลัง IPO ใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นบริษัทมีมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาตัดสินใจ “ขายหุ้น NVIDIA” ส่วนหนึ่งเพื่อนำเงินไปซื้อรถ Mercedes-Benz S-Class ให้พ่อกับแม่
Jensen บอกว่าถ้าเขากอดหุ้นก้อนนั้นไว้จนถึงวันนี้ มันจะมีมูลค่ามหาศาลแบบประเมินค่าไม่ได้ เขาเลยแซวตัวเองขำๆ ว่ารถ Benz คันนั้นที่ก็ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ “น่าจะเป็นรถที่แพงที่สุดในโลกแล้ว” ทำเอาคนในฮอลล์ฮากันไปตามๆกัน
สำหรับบทความนี้ Marketing Oops! สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากมุมมองของหัวเรือใหญ่ NVIDIA จาก Session นี้เอาไว้ 4 เรื่องด้วยกัน
1. AI คือ Five-Layer Cake

Jensen เปรียบเทียบการมาของ AI ครั้งนี้ว่าคล้ายกับการปฏิวัติ PC หรือ Internet แต่ครั้งนี้ใหญ่กว่านั้นมาก เพราะนี่คือการเปลี่ยนผ่านของ “Platform” ครั้งใหญ่
คุณ Jensen อธิบายโครงสร้างของอุตสาหกรรม AI ให้เห็นภาพง่ายๆ เหมือน “เค้ก 5 ชั้น” (Five-Layer Cake) ที่ขาดชั้นใดชั้นหนึ่งไม่ได้เรียงจากล่างขึ้นบนก็คือ
- Energy (พลังงาน): ชั้นฐานรากที่สุด เพราะ AI ประมวลผลแบบ Real-time มันกินไฟมหาศาล ใครคุมพลังงานได้ คนนั้นได้เปรียบ
- Chips (ชิปประมวลผล): นี่คือจุดที่ NVIDIA (GPU) อยู่ เปรียบง่ายๆก็เหมือนเครื่องจักรไอน้ำในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
- Cloud Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์) คือที่เก็บข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ง
- AI Models เหล่าโมเดล LLM หรือ AI อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Claude
- Applications ชั้นบนสุดที่พวกเราใช้งานและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (เช่น การแพทย์, การเงิน, การตลาด)
สิ่งที่ Jensen พยายามบอกคือ เงินลงทุนมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ทั้ง 5 ชั้นนี้ เป็นการ “รื้อระบบ” และสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งโลก
2. AI จะมาแย่งงาน? เข้าใจ Purpose vs Task

นี่คือคำถามโลกแตกที่ทุกคนกลัว แต่ Jensen ตอบได้ดีเลยว่า “AI จะไม่ได้มาแย่งงาน แต่มันจะมาแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างหาก”
Jensen ยกตัวอย่าง “นักรังสีวิทยา” (Radiologist) เมื่อ 10 ปีก่อน คนบอกว่า AI จะมาแทนหมออ่านฟิล์มแน่ แต่ความจริงวันนี้คือ เรามีนักรังสีวิทยาเยอะขึ้นกว่าเดิม เพราะAI เข้ามาช่วยอ่านฟิล์มเร็วขึ้น ทำให้หมอมีเวลาไปโฟกัสกับ “คนไข้” มากขึ้น
Jensen แยกคำสองคำออกจากกันอย่างชัดเจน คือ Purpose (เป้าหมายของงาน) และ Task (งานยิบย่อย)
- Purpose ของหมอคือการดูแลคนไข้
- Task คือการนั่งเพ่งฟิล์มเอกซเรย์ หรือจดบันทึก
- AI จะมาทำลาย Task ที่น่าเบื่อ เพื่อคืนเวลาให้มนุษย์กลับไปทำตาม Purpose ที่แท้จริง
3. Sovereign AI และยุคที่ใครๆ ก็เขียนโค้ดได้
อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือเรื่อง “Sovereign AI” โดย Jensen ย้ำว่าทุกประเทศต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเอง เพื่อปกป้องข้อมูล วัฒนธรรม และภาษาของชาติ ไม่ใช่พึ่งพาแต่โมเดลจากต่างชาติ
และข่าวดีสำหรับคนทั่วไปอย่างเราๆ หรือน้องๆ รุ่นใหม่ Jensen บอกว่า “AI คือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์”
- สมัยก่อนคุณต้องเรียนภาษา C++, Python เพื่อคุยกับคอมพิวเตอร์
- สมัยนี้คุณแค่พูดภาษาคน (Human Language) สั่งงาน AI
- ผลลัพธ์ก็คือทุกคนกลายเป็น Programmer ได้ แค่รู้วิธีสั่งงานและมีไอเดีย
4. ฟองสบู่ AI? หรือของจริง?
ในมุมมองนักลงทุน Larry Fink ถามเรื่องความกังวลว่า AI จะเป็นฟองสบู่หรือไม่? Jensen ตอบแบบมั่นใจด้วยตัวเลขและการใช้งานจริง ว่าความต้องการ (Demand) ของชิปและ Data Center นั้นสูงมากจนผลิตไม่ทัน
แม้แต่ชิปรุ่นเก่า 2 รุ่นที่แล้ว ก็ยังมีคนเช่าใช้ในราคาสูง นี่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือการโยกย้ายงบประมาณ R&D ของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก จากการทำระบบเดิมๆ มาสู่การสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์
เนื้อหาใน Session นี้ทำให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการ “เปลี่ยนผ่านโครงสร้าง” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และในมุมของคนทำงานเองก็จำเป็นต้อง
อย่ากลัว AI แย่งงาน แต่ต้องใช้มันกำจัด Tasks ที่จำเจ เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับ Purpose คือความเข้าใจลูกค้าและความคิดสร้างสรรค์แทน และเรียนรู้ที่จะ “คุย” กับ AI เพราะภาษาพูดของเรา คือ Code ใหม่ในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆแล้ว
จากนี้ก็ต้อง จับตาดูอุตสาหกรรมจริง (Physical AI) ที่ คุณ Jensen บอกว่าจะเป็นคลื่นลูกต่อไป คือการที่ AI เชื่อมต่อกับหุ่นยนต์และโลกกายภาพ (Robot/Manufacturing) ซึ่งยุโรปและเอเชียมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและจะได้เปรียบในจุดนี้
รับชมคลิปเต็มได้ที่นี่

