Meta อัปเดต Ad Metrics ใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้างแล้ว ส่งผลอย่างไรกับคนยิงแอด?

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

“เมื่อพี่มาร์คขยับ คนยิงแอดก็หนาวๆ ร้อนๆ” ประโยคนี้เป็นประโยคที่เราได้ยินอยู่เสมอโดยเฉพาะคนที่ทำการตลาดบนแพลตฟอร์มของ Meta

ล่าสุด Meta ได้ประกาศอัปเดตวิธีการวัดผลโฆษณา หรือ Ad Metrics อีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาที่หลายคนบ่นๆกันก็คือ “ทำไมตัวเลขในหลังบ้าน Facebook ถึงไม่เคยตรงกับ Google Analytics เลย?” การปรับตัวครั้งนี้จึงเน้นให้มาตรฐานการวัดผลของ Meta สอดคล้องกับแพลตฟอร์มอื่นๆ มากขึ้น และสอดรับกับพฤติกรรมคนดูวิดีโอสั้น (Reels) ที่ตัดสินใจเร็วขึ้นด้วย

สรุปแล้ว Meta เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? และทำไมคนทำธุรกิจต้องรีบทำความเข้าใจ? เพื่อให้เราเห็นภาพง่ายๆ Marketing Oops! สรุปมาให้อ่านในบทความนี้

Meta ปรับอะไรใหม่บ้าง?

การอัปเดตครั้งนี้เน้นไปที่ความ “แม่นยำ” ของตัวเลขที่โชว์ใน Ads Manager โดยมี 3 เรื่องหลักๆ ที่เราต้องรู้ก็คือ

1. “Click-Through” คลิกต้องแปลว่า “คลิกเข้าลิงก์”

ย้อนไปก่อนหน้านี้ Meta ค่อนข้างใจดีในการนับยอดคลิก (Click-based attribution) สมมติว่าเรายิงแอดโฆษณาเว็บไซต์ หากมีคนเลื่อนผ่านแล้วนิ้วไปโดนปุ่ม Like, Share, หรือ Save ระบบของ Meta จะเหมารวมนับว่านั่นคือ “คลิก” ที่เกิดจากโฆษณา

วิธีการนี้ทำให้ตัวเลข Clicks ใน Ads Manager ดูสวยงาม แต่พอไปดูทราฟฟิกคนเข้าเว็บจริงๆ ใน Google Analytics กลับมีไม่ได้เยอะเท่า สิ่งนี้สร้างความปวดหัวให้นักการตลาดมาตลอด

ดังนั้นสิ่งที่ Meta เปลี่ยนใหม่ก็คือ ต่อไปนี้คำว่า “คลิก” จะนับเฉพาะคนที่ “คลิกลิงก์เพื่อไปยังเว็บไซต์จริงๆ เท่านั้น” เพื่อให้มาตรฐานตรงกับเครื่องมือวัดผลอื่นๆ (Third-party platforms) นั่นเอง และ Meta จะเรียก Metric นี้ว่า “Click-Through”

การเปลี่ยนวิธีวัดผลแบบนี้เรียกว่าทำให้คนทำการตลาดสาย Data ได้เฮกันพอสมควร เพราะการรีพอร์ตและการวิเคราะห์ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม (Google, TikTok, Meta) จะทำได้ง่าย สมเหตุสมผล และคุยกับลูกค้าได้เคลียร์ขึ้นมาก

2. “Engage-Through” คือ Like, Share, Save

ถ้างั้นแล้ว Metric ของคนที่กด Like, Share, Save หายไปไหน? ข้อมูลส่วนนี้ Meta ย้ายจากการนับเป็น “คลิก” ไปรวมอยู่ในหมวดหมู่ใหม่ที่เปลี่ยนชื่อเรียกว่า “Engage-Through” attribution หรือชื่อเดิมคือ Engaged-view

Meta ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า ระบบวัดผลในอดีตถูกออกแบบมาสำหรับยุคของ Search Ads ที่มีแค่การ “คลิก” อย่างเดียว แต่พฤติกรรมบน Social Media นั้นต่างออกไป การที่คนแชร์หรือเซฟโพสต์ ถือเป็น “Social Interactions ที่มีมูลค่าสูง” (High-value social interactions) บางคนเซฟไว้เพื่อรอกลับมาซื้อทีหลัง จึงควรแยกหมวดหมู่ออกมาวัดผลให้ชัดเจนไปเลยว่า ยอดขายนี้เกิดจากการที่คนมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ ไม่ใช่การคลิกเข้าเว็บตรงๆ

3. “Engaged View” ดูวิดีโอ 5 วินาทีก็นับ

เมื่อก่อนการที่ระบบจะนับว่าลูกค้ารายนี้ “สนใจ” โฆษณาวิดีโอของเรา (Engaged View) ลูกค้าคนนั้นต้องหยุดดูวิดีโอนานถึง 10 วินาที

แต่ล่าสุด Meta อัปเดตวิธีการนับ Engage View ใหม่ โดยลดเวลาลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 5 วินาที ก็นับเป็น Engaged View แล้ว

Meta ให้เหตุผลว่าพฤติกรรมคนดู Reels ทุกวันนี้เร็วมาก โดยอ้างอิงสถิติว่า 46% ของคนที่ซื้อของออนไลน์ผ่านโฆษณาบน Reels “ตัดสินใจตั้งแต่ 2 วินาทีแรก” ดังนั้นถ้ารอให้ถึง 10 วินาที ระบบ AI อาจจะทำงานช้าเกินไปและพลาดลูกค้าตัวจริง การลดเหลือ 5 วินาทีจะช่วยให้ AI จับสัญญาณคนซื้อและ Optimize โฆษณาได้แม่นยำมากกว่า

สรุปผลกระทบที่คนยิง Ads ต้องรู้

เมื่อวิธีการวัดผลเปลี่ยนไป สิ่งที่ผู้บริหารและคนยิงแอดจะสังเกตเห็นใน Meta Ads Manager ภายในสิ้นเดือนนี้ก็คือ 4 เรื่องหลักๆ

  1. “ยอด Clicks จะลดลงฮวบ” เพราะยอดคลิกที่ลดลงคือการกรองเอา “คลิกทิพย์” ออกไป ตัวเลขที่เราเห็นหลังจากนี้คือ Traffic ที่ตั้งใจคลิกเข้าเว็บเราจริงๆ
  2. AI จะชอบ “คนตัดสินใจไว”  เพราะกฎวิดีโอ 5 วินาที ทำให้ AI จะวิ่งหาคนที่ดูคลิปสั้นๆ แล้วยิงเป้าหมายทันที ซึ่งเป็นผลดีกับสินค้าที่ซื้อง่ายขายคล่อง แต่สำหรับสินค้า High-involvement (เช่น อาหารเสริม, บ้าน, รถ) ที่ต้อง “ใช้เวลาตัดสินใจก่อนซื้อนานๆ” ต้นทุนโฆษณา (Cost per Result) อาจจะดูผันผวนในช่วงแรกๆ เพราะ AI ต้องปรับการเรียนรู้ใหม่
  3. “ตัวเลขไม่ได้หายแต่ย้ายที่” ค่า ROAS แบบคลิกอาจจะดูน้อยลง แต่ให้ลองไปดูตัวเลขในช่อง “Engage-Through” ประกอบเพราะบางทีลูกค้าอาจจะแค่เซฟโพสต์ไว้ แล้วค่อยกลับมาซื้อทีหลังก็เป็นได้
  4. “วิธีการคิดเงินยังเหมือนเดิ” Meta ออกมายืนยันชัดเจนว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดเงินค่าโฆษณาใดๆ ทั้งสิ้น เรายังคงจ่ายเงินตามปกติ เพียงแค่ตัวเลขหลังบ้านถูกจัดระเบียบให้มีความละเอียดและเป็นหมวดหมู่มากขึ้นเท่านั้น

การอัปเดตครั้งนี้ของ Meta ในภาพรวมถือเป็นเรื่อง “บวก” มากกว่าลบ เพราะมันคือความพยายามทำให้ตัวเลขโปร่งใสและนำไปใช้งานต่อได้จริงมากขึ้น สิ่งที่คนทำธุรกิจต้องปรับตัวก็คือ “อย่าเพิ่งตกใจกับตัวเลขดิบ” หากยอดคลิกลดลง แต่สิ่งที่สำคัญคือ ยอดขาย, ยอดสั่งซื้อในแพลตฟอร์ม E-Commerce หรือคนทัก LINE OA ยังเท่าเดิมหรือเปล่า?

เพราะหากธุรกิจยังคงเติบโตอยู่ในระดับที่ดี นั่นหมายความว่าแคมเปญของเรายังทำงานได้ดี เพียงแค่ตอนนี้ Meta เริ่มพูด “ภาษาเดียวกับ” แพลตฟอร์มอื่นแล้วเท่านั้นเอง

ที่มา Meta, Social Media Today


  •  
  •  
  •  
  •  
  •