
ในยุคที่ธุรกิจคลินิกความงามต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือสังคม งาน Thailand Aesthetics Business Forum (TABF) 2026 โดย Merz Aesthetics จึงถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Safety First … Sustainable Growth” เพื่อเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกลยุทธ์ ที่จะช่วยให้ธุรกิจคลินิกความงามสามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ โดยตลอดทั้งวัน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับการอัพเดทข้อมูลเชิงลึกและแนวคิดสำคัญ ครอบคลุม 5 มิติหลักของการทำธุรกิจความงาม ได้แก่ Safe Business – การวางแผนธุรกิจให้พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง, Safe Lifestyle – เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุค Well-being ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย, Safe Customer – เจาะลึกการดูแลลูกค้า Premium Segment และกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์, Safe Finance – เสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินเพื่อรับมือทุกวิกฤต และ Safe Solution – อัพเดทข้อมูลที่น่ารู้เกี่ยวกับ LINE ที่เป็นประโยชน์ต่อคลินิกความงาม พร้อมร่วมลงมือร่วมทำ Workshop จริง ซึ่งเราได้สรุปสาระสำคัญในงานมาไว้ให้ทุกท่านแล้ว
Merz Aesthetics ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย “Safe Beauty”

คุณเปิ้ล เภสัชกรหญิง กิตติวรรณ รัตนจันทร์ ผู้บริหารสูงสุด เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย กล่าวถึงอุตสาหกรรมความงามและการแพทย์เพื่อความงามในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Merz Aesthetics ซึ่งดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลา 10 ปีและกำลังก้าวสู่ปีที่ 11 ในปี 2569 ได้วางกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดนี้อย่างยั่งยืน
ตลอดเส้นทางการดำเนินงานที่ผ่านมา Merz Aesthetics ได้พัฒนาธุรกิจผ่านหลายระยะอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับแพทย์ผ่านการฝึกอบรมการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง จากนั้นจึงขยายขอบเขตสู่การทำการตลาดเชิงรุกกับผู้บริโภค เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ให้กับคลินิก ก่อนจะก้าวไปสู่การพัฒนาศักยภาพของพนักงานหน้าร้านด้วยการฝึกอบรมทักษะการให้บริการและการจำลองสถานการณ์จริง

สำหรับการจัดงาน งาน THAILAND AESTHETICS BUSINESS FORUM (TABF) 2026 โดยเปลี่ยนโฟกัสมาที่เจ้าของธุรกิจคลินิกโดยตรง เนื่องจากตระหนักว่าแพทย์จำนวนมากมีบทบาทคู่ขนานทั้งในฐานะผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้บริหารกิจการ การมองเห็นเทรนด์อนาคตและโอกาสในการขยายธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ด้วยเทรนด์ความงามเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนเช่นกัน หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญคือกระแสความเข้าใจผิดจากสื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างความคาดหวังแบบ “ความงามแบบเร่งด่วน” คือการที่ผู้บริโภคมักคิดว่าเพียงแค่เข้าคลินิกก็จะได้รับผลลัพธ์ที่สวยงามทันที ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ยังส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ Merz Aesthetics ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้บริโภค จาก “ความงามแบบเร่งด่วน” ไปสู่ “ความงามที่ปลอดภัย” หรือ Safe Beauty โดยเชื่อมั่นว่าความปลอดภัยต่างหากที่จะนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนของทั้งอุตสาหกรรม บริษัทจะเปิดตัวแคมเปญยาว 3 ปีเพื่อสร้างมุมมองและกระบวนทัศน์ใหม่นี้ ภายใต้สโลแกน “Safety, First Confidence Always” หรือความปลอดภัยนำมาซึ่งความมั่นใจเสมอ

Merz Aesthetics ยืนยันพันธกิจในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เดินเคียงข้างคลินิกทุกแห่ง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดความงามในประเทศไทย ด้วยความเชื่อมั่นว่า “ความสำเร็จของคุณคือความสำเร็จของ Merz Aesthetics” หรือ Your success is Our success งาน Business Forum ในครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับการแข่งขันจากคลินิกต่างประเทศโดยเฉพาะจากเกาหลี กลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้าเดิม และแนวทางในการดึงดูดลูกค้าต่างชาติ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปพร้อมกันในตลาดความงามไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
เปลี่ยนเกมธุรกิจความงาม เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการมากกว่าความสวย แต่ต้องการความปลอดภัยและความยั่งยืน

คุณภัทรศยา เชาว์รัศมีกุล บรรณาธิการ จาก The Standard Life เผยมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม พร้อมชี้ทิศทางการปรับตัวที่ธุรกิจและสื่อควรให้ความสำคัญ โดยชี้ว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้คนทุกวัยให้ความสนใจเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มคนทำงานเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนโฟกัสจากการรักษามาสู่การป้องกันโรค เพราะตระหนักว่ามีต้นทุนที่ต่ำกว่าและไม่ต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์มากนัก แนวคิด “Preventative Longevity” หรือการป้องกันความเสื่อมทั้งร่างกายและความงามก่อนที่จะเกิดภาวะเสื่อมจึงกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่มาแรง
นอกจากนี้ อีกเทรนด์ที่น่าสนใจคือ การออกกำลังกายในยุคนี้ก็เปลี่ยนบทบาทไปจากเดิม ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่ทำคนเดียวอีกต่อไป แต่กลายเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และขยายวงสังคมใหม่ หรือที่เรียกว่า Social Connection ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคต้องการการดูแลสุขภาพที่มีมิติทางอารมณ์และสังคมไปพร้อมกัน
นิยามใหม่ของความงาม “สวยจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน
ความงามในสายตาของผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงการปกปิดหรือแก้ไขภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่คือการดูแลแบบองค์รวมหรือ Holistic Beauty ที่คนเมืองกำลังแสวงหา พวกเขาต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่สุดโต่ง และให้ความสำคัญกับความงามที่มาจากภายในสู่ภายนอก หรือ Inside-Out Beauty โดยเน้นการดูแลสุขภาพเซลล์ผิวและโครงสร้างภายในให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน
ผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการความงามตามธรรมชาติที่ไม่บิดเบือนโครงสร้างเดิม และให้ความสำคัญกับผิวที่แข็งแรงแม้ไร้เครื่องสำอาง คุณภัทรศยายังเน้นย้ำว่า “Longevity” ไม่ได้เป็นเรื่องของนวัตกรรมราคาแพงเสมอไป แต่แก่นแท้อยู่ที่การกลับมาใช้ไลฟ์สไตล์ที่ดีและทำได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น การนอนหลับที่มีคุณภาพและโภชนาการที่เหมาะสม

ที่สำคัญเรื่อง “ความปลอดภัย” กลายมาเป็น ‘คีย์เวิร์ด’ ที่สำคัญในยุคข้อมูลล้น ข้อมูลมีมากมายจนท่วมท้น ดังนั้น “ความปลอดภัย” จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างคอนเทนต์ด้านสุขภาพและความงาม สื่อต้องตรวจสอบที่มาของข่าวว่าน่าเชื่อถือและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ว่าได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยหรือไม่ และที่สำคัญความปลอดภัยต้องมีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับแบรนด์และคลินิกที่ต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคยุคใหม่ มีหลักการสำคัญสามประการที่ควรยึดถือ ประการแรก คือ ความจริงใจในการสื่อสาร ต้องเปิดเผยทั้งผลลัพธ์ที่ดีและข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์หรือบริการอย่างตรงไปตรงมา ประการที่สอง คือ การมีข้อมูลสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัย หรือผลลัพธ์ที่จับต้องได้มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และประการสุดท้าย คือ การเป็นผู้ฟังที่ดี เข้าใจความต้องการ ข้อจำกัด และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละรายอย่างแท้จริง เพื่อแก้ไขปัญหาตรงจุดและสร้างคุณค่าที่แท้จริง
พลังของคอมมูนิตี้ คือการสร้างธุรกิจให้เติบโตมากกว่ายอดขาย
การสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้คนที่มีความชอบเดียวกันได้กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังในการสร้าง Brand Love และเก็บข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคโดยตรง ยกตัวอย่างกิจกรรมของ The Standard Life ได้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานวิ่ง Run Club งาน Chef Table ที่รวมคนรักการทำอาหาร ไปจนถึงงาน Wellness League ซึ่งค้นพบว่าอาการ Burnout ของผู้คนมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ สภาพการจราจรในเมือง และผู้คนต้องการทางแก้ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม คุณภัทรศยาเตือนว่าการสร้างคอมมูนิตี้ไม่ควรเน้นการขายมากเกินไป แต่ควรเน้นการสร้างคุณค่าและการแบ่งปันความรู้ เพื่อให้เกิดความผูกพันที่แท้จริงและยั่งยืน
การปรับบทบาทใหม่ จากผู้ให้บริการสู่ ‘เพื่อนคู่คิด’

สำหรับธุรกิจ SME ในอุตสาหกรรมความงาม การปรับตัวที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการแบบครั้งเดียวจบ มาเป็น “เพื่อนคู่คิด” หรือ “เพื่อนความงาม” ที่พร้อมเดินเคียงข้างกับลูกค้าในระยะยาว ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเข้าใจในตัวลูกค้าอย่างลึกซึ้ง
“เพราะฉะนั้นแล้วการดูดีทั้งจากภายในและภายนอก โดยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้ดี ไม่เครียดมาก เมื่อภายในดี ภายนอกก็จะดีตาม และเมื่อเราดูดีทั้งภายในภายนอก เราก็จะมั่นใจและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมความงามที่ต้องมองผู้บริโภคเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด และนี่คือโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน” คุณภัทรศยาสรุปแนวคิด Livable Lifestyle ไว้อย่างชัดเจน
หัวใจธุรกิจความงาม คุณภาพและความปลอดภัยผสานความร่วมมือและเทคโนโลยี สร้างคุณค่าเหนือราคา

ขณะที่ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลระดับพรีเมียมที่รองรับผู้ป่วยกว่า 2,000-2,800 คนต่อวัน โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักจากตะวันออกกลางเช่นซาอุดีอาระเบีย ไปสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจสุขภาพและเวลเนสแบบครบวงจร ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยึดมั่นในหลักการ คือเรื่องของ “คุณภาพและความปลอดภัย” เป็นหัวใจหลักของการดำเนินงาน ซึ่งส่งผลให้การขยายสาขาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเรื่องความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ การเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่ภูเก็ต ซึ่งอยู่ไม่เกิน 10 นาทีจากสนามบิน สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการมองเห็นศักยภาพของจังหวัดนี้ในการเป็น Medical & Wellness Tourism Hub โดยเฉพาะเมื่อมีเที่ยวบินตรงจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
นอกจากนี้ จากความสำเร็จของ VitalLife Wellness Center (ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์) ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ก่อตั้งมาประมาณ 25 ปี ถือเป็นคลินิก Anti-Aging แห่งแรกในเอเชีย ปัจจุบันได้ผนวกธุรกิจ Aesthetic ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้แผนกผิวหนังของโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน เพื่อตอบรับแนวคิด “สุขภาพจากภายในสู่ภายนอก” การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการมองธุรกิจใหม่ จากการให้บริการโรงพยาบาลเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การทำนายความเสี่ยง และการแทรกแซงเพื่อชะลอการเกิดโรค ผลการดำเนินงานของ VitalLife พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ด้วยการเติบโตเกือบ 15% เทียบกับโรงพยาบาลที่ 4% พร้อมทั้งสร้างสัดส่วนรายได้ให้กับบำรุงราษฎร์เพิ่มขึ้นจาก 1.7% เป็น 4.3% โดยมีรายได้กว่า 1,100 ล้านบาท
โอกาสทองในตลาด Global Wellness และการสร้างความเหนือกว่าสงครามราคา

ดร.อาทิรัตน์ มองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตลาด Global Wellness ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตจาก 6.2 ล้านล้านดอลลาร์ และจะแตะไปที่ 10 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 โดยที่ Personal Care & Beauty มีสัดส่วนใหญ่ถึง 20% และที่สำคัญคือ จำเป็นต้องร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม การท่องเที่ยว หรือโภชนาการ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเปิด Wellness Resort ซึ่งเป็น Pilot Project แห่งแรกกับ The Pavilions ที่มีการออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล แม้จะขยายความร่วมมือ แต่ รพ.บำรุงราษฎร์ ยังคงยึดมั่นในมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงเทคโนโลยีและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ ดร.อาทิรัตน์ ยังแบ่งปันข้อคิดและคำแนะนำอันมีค่าสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม โดยเริ่มต้นที่การค้นหาจุดเด่นและความแตกต่างของธุรกิจว่าโดดเด่นจากคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือ การมองโอกาสใน Long-Term Longevity ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น MRI Whole Body Scan, AI และ Digital Tools ในการตรวจหาความเสี่ยงและพยากรณ์สุขภาพในอนาคตจะเป็นจุดแข็งสำคัญ
ส่วนในเรื่องการขยายขอบเขตสู่ธุรกิจ Weight Loss & Body Shaping และ Mental Health ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่าสนใจ โดยเฉพาะธุรกิจสุขภาพจิตที่มีอัตราการเติบโตสูงมากในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องถามตัวเองคือ “จะทำอย่างไรให้ลูกค้าขาดธุรกิจของเราไม่ได้” เช่นเดียวกับที่ตอนนี้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราและเราก็เริ่มขาดโทรศัพท์มือถือไม่ได้

“สิ่งที่เราจะทำให้คนขาดธุรกิจเราไม่ได้ ยกตัวอย่างจาก บำรุงราษฎร์เราพิสูจน์ให้เห็นว่าการไม่ลดราคาตามตลาด แต่เน้นความแม่นยำ การวินิจฉัยโรคที่ยาก การตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ และความปลอดภัยเป็นหลักนั้นสามารถสร้างความยั่งยืนได้ การลงทุนในเครื่องมือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และระบบความปลอดภัย เช่น การประชุม Patient Safety ทุกเช้า เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเต็มใจจ่ายเพื่อความมั่นใจ”
ดร.อาทิรัตน์ เน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในเรื่อง Service และ Hospitality โดยแพทย์ไทยมีความเก่ง พยาบาลไทยนางฟ้าในชุดขาว มีความอดทนและ Service Mind ที่เป็นจุดแข็งเหนือกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการเปิดรับเทคโนโลยีอย่าง AI ที่ไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นเครื่องมือช่วยเสริมความแม่นยำในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลสุขภาพ เช่น Skin DNA และ Nutrigenomics ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า
Growth Mindset กุญแจสู่ความสำเร็จในยุคที่ท้าทาย
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ดร.อาทิรัตน์ มองว่าสิ่งสำคัญคือการมี Growth Mindset สร้างทีมให้มองภาพเดียวกันและทำสิ่งที่ดีที่สุด การทำงานในธุรกิจ Healthcare ที่ได้ “ช่วยชีวิตคน” เป็น Passion และแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ ผู้บริหารต้องถ่ายทอด Purpose และ Passion นี้ไปสู่คนทั้งองค์กร เพื่อให้ทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นและใส่ใจในคนไข้
“การต้องคิดใหม่ ทำใหม่ และใช้เทคโนโลยีเข้ามา Transform ทั้ง Product, Service และ Business Model เพื่อสร้างความพรีเมียมและความแตกต่าง ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่เป็นสิ่งที่บำรุงราษฎร์ปฏิบัติจริงและเห็นผลอย่างชัดเจน จากโรงพยาบาลสู่ผู้นำธุรกิจสุขภาพครบวงจรที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยการยึดมั่นในคุณค่าหลักของคุณภาพ ความปลอดภัย และบริการ ผสานกับกลยุทธ์การร่วมมือและการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาด” ดร.อาทิรัตน์ ให้ข้อคิดสำคัญในช่วงท้าย
POEM กับบทพิสูจน์ของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืน ผ่านอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและสื่อสารแบบไม่ตามเทรนด์ใคร

อีกเซสชั่นที่น่าสนใจจาก คุณฌอน–ชวนล ไคสิริ Founder and Creative Director POEM ซึ่งมาแบ่งปันเส้นทางการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งตลอด 20 ปี พร้อมข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจความงามและสุนทรียภาพที่ต้องการสร้างความยั่งยืนในยุคที่เทรนด์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
คุณฌอน เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ POEM ซึ่งเริ่มจากร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ ในสยามสแควร์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยในช่วงก่อนโควิด แบรนด์ถูกจดจำในฐานะสัญลักษณ์แห่ง “ความงามในอุดมคติ ที่เหนือกาลเวลา” อย่างไรก็ตาม ช่วงต่อมาหลังโควิดในปี 2020-2022 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แบรนด์ได้ขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศด้วยการเปิดแฟล็กชิปสโตร์ที่เซี่ยงไฮ้ พร้อมกับปรับภาพลักษณ์และการสื่อสารให้เน้นเรื่อง “Diversity” และ “ความงามในมิติของอุดมการณ์” โดยเชื่อว่าทุกคนสามารถโอบรับความงามในแบบของตัวเองได้ และความหลากหลายคือบรรทัดฐานความงามของคนยุคใหม่ที่ก้าวข้ามความงามแบบเดิมๆ
ในปี 2025 POEM ได้ก้าวสู่การขยายตลาดใหม่ด้วยการเปิดแบรนด์ลูก “โพเอ้ม บางกอก“ เพื่อเล่าเรื่องราวที่แคชชวลและสนุกสนาน และเข้าถึงง่ายมากขึ้น พร้อมกับปรับโมเดลสู่แพลตฟอร์มยุคใหม่อย่าง TikTok และ Reels โดยเน้นการลีดส์โดยผู้ก่อตั้งเข้ามามีส่วนร่วมในการทำคอนเทนต์มากขึ้น ซึ่งถือเป็น “ปีแห่งการปรับตัว” ที่แตกต่างจากภาพลักษณ์เดิมที่ดูเข้าถึงยาก และในปี 2026 เมื่อครบรอบ 20 ปี จะเป็นการบูรณาการการสื่อสารทั้งหมด ทั้งความหลากหลายและมิติความงามในอุดมคติ โดยจะสื่อสารอย่างชัดเจนที่สุด
POEM ไม่ได้ขายความงาม แต่คือการสร้างความมั่นใจให้ผู้สวมใส่

ปรัชญาหลักของ POEM ไม่ได้อยู่ที่การสร้างความงามหรือสุนทรียภาพให้ลูกค้า แต่คือการสร้าง “ความมั่นใจ” ให้กับผู้หญิงทุกคน แบรนด์มีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่ได้เป็นผู้ตามเทรนด์ แต่เน้นการ “Empower” ลูกค้าและผู้ชมผ่านแคมเปญต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าความงามที่แท้จริงคือความมั่นใจในตัวเอง
คุณฌอนเน้นย้ำว่าการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งเริ่มต้นจากการรู้จัก “แก่นแท้ของแบรนด์” ต้องรู้ว่าคุณมีมุมมองหรือทักษะเฉพาะทางที่คู่แข่งไม่มี หรือมองไม่เหมือนใคร จากนั้นคือ “ความสม่ำเสมอ” ในการสื่อสารสิ่งที่คุณเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ เพราะการสร้างแบรนด์ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ
“เมื่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มเชื่อในสิ่งเดียวกับคุณ และขยายเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น จนเกิดเป็น Brand Culture ซึ่งเป็นการส่งต่อความหมายและสร้างการรับรู้ในวงกว้างโดยไม่ต้องอาศัยการแชร์ อย่างไรก็ตาม กับดักที่ใหญ่ที่สุดของผู้ประกอบการในยุคนี้คือการตามเทรนด์โดยไม่คิด การรับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากเกินไปทำให้เราไม่สามารถแยกแยะได้ว่าควรทำอะไรที่แตกต่างออกไปหรือไม่ ควรถามตัวเองว่ากำลังทำสิ่งนั้นเพราะมี ‘อัตลักษณ์’ และ ‘สาร’ ที่ต้องการสื่อสารจริงๆ หรือแค่เห็นคนอื่นทำแล้วทำตาม”
อีกมุมมองที่น่าสนใจของคุณฌอนคือการเน้นว่า การสร้างโปรดักส์ที่ดีก็คือคือการทำการตลาดที่ดีอย่างหนึ่ง หรือ ‘ผลิตภัณฑ์คือการตลาด’ เพราะ ไม่ว่าการตลาดจะเก่งแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว “ผลิตภัณฑ์” ต้องขายตัวเองได้ สำหรับ POEM คือ ‘Precision’ หรือความแม่นยำ และ ‘Craftsmanship’ ที่สืบทอดจากช่างเสื้อคุณแม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำการตลาดในมิติทางกายภาพ
คำแนะนำเฉพาะสำหรับธุรกิจสุนทรียภาพและความงาม

สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจสุนทรียภาพและความงาม คุณฌอนแบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจว่าลูกค้าต้องการ ‘หมอประจำตัว’ ที่เป็นเหมือนเพื่อนที่ปรึกษาได้และไว้วางใจได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคโซเชียลมีเดีย มากไปกว่านั้น ‘ความปลอดภัย’ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจที่ยั่งยืน เพราะเกี่ยวข้องกับใบหน้าและสุขภาพของลูกค้า
นอกจากนี้ การสื่อสารในมิติแห่งศิลปะก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจในศิลปะและสุนทรียศาสตร์ มองลูกค้าเสมือนเป็นงานศิลปะ ที่ต้องสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับที่ คุณฌอนได้ศึกษาและจำแนก Body Types ของผู้หญิง โดยเฉพาะเอเชีย ได้ถึง 16 แบบ ซึ่งสำคัญต่อการให้คำแนะนำลูกค้าที่ตรงจุด
อย่างไรก็ตาม อีกข้อคิดของการทำธุรกิจความงามคือ ‘ความสามารถในการปฏิเสธลูกค้า’ ผู้ประกอบการต้องสามารถสื่อสารปฏิเสธได้ หากเทรนด์ที่ลูกค้าต้องการไม่เหมาะสมกับโครงสร้างร่างกายหรือพลังงานโดยรวมของพวกเขา เช่น การฉีดปากแบบดาราที่ไม่เข้ากับโครงหน้าเล็กๆ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านศิลปะและทักษะการสื่อสารที่ดี
และสำหรับมุมมองเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมวิกฤต คุณฌอน ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปี 2026 มีความท้าทายรออยู่ และความจำเป็นในการวางแผนกระแสเงินสด และการบริหารจัดการที่ต้องมีความรัดกุม หากวางพื้นฐานสิ่งเหล่านี้ได้ดีก็จะผ่านพ้นปีนี้และอนาคตต่อไปได้ด้วยดีแน่นอน
การจัดการการเงิน และการลงทุนสำหรับธุรกิจความงามในยุคเศรษฐกิจผันผวน
อีกหนึ่งช่วงการบรรยายที่สำคัญของธุรกิจความงาม คือคำแนะนำด้านการเงินจากผู้เชี่ยวชาญของ ttb ซึ่งนำเสนอภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจและแนวทางการจัดการการเงินที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจความงาม โดยเริ่มจากการวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยคาดการณ์ GDP ในปีนี้อยู่ที่ระดับ 1.6-1.7% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP ทำให้กำลังซื้อในประเทศลดลง อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบวกบางประการ เช่น ตลาดหุ้นที่มีการตอบรับในเชิงบวกหลังการเลือกตั้ง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกและในประเทศไทยกำลังลดลง โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% และคาดว่าจะมีการปรับลดอีก 1-2 ครั้งในปีนี้ สถานการณ์นี้เป็นผลดีต่อผู้กู้เงินแต่กระทบผู้ฝากเงินที่ได้รับผลตอบแทนลดลง ความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่คาดว่าจะมุ่งเน้นนโยบายภายในประเทศ เช่น การลดราคาน้ำมันเพื่อลดเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลให้มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก
แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตช้า แต่ธุรกิจความงามยังคงแสดงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์การเติบโตในปีนี้ที่ระดับ 5% มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 75,000 ล้านบาท ลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 85% ใช้บริการคลินิกทั่วไป โดยเป็นคนไทยเป็นหลัก ธุรกิจนี้ยังคงมีอนาคตที่สดใสเพราะความต้องการดูแลความงามและสุขภาพเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์

ttb ได้พัฒนาโซลูชันครบวงจรสำหรับการบริหารจัดการการเงินของธุรกิจ โดยเริ่มจาก ttb business one ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ ครบ จบ ทุกธุรกรรมการเงิน โอน-รับ-จ่าย ครอบคลุมทั้งธุรกรรมในประเทศและต่างประเทศในแพลตฟอร์มเดียว
สำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคล ธนาคารมี ttb total HR solution โซลูชันที่เป็นมากกว่าระบบการจ่ายเงินเดือน แต่คือการสร้างชีวิตทางการเงินของพนักงานให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมสวัสดิการ 4 มิติทางการเงิน คือ สวัสดิการการใช้และการเก็บออม สวัสดิการการกู้ยืม สวัสดิการความคุ้มครองที่อุ่นใจและสวัสดิการการบริหารภาษีและลงทุนเพื่อเกษียณ เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเพิ่มแรงจูงใจให้พนักงานอยู่กับบริษัทได้นานขึ้น
สำหรับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ บัญชี ttb multi-currency account เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีการค้าขายกับคู่ค้าต่างประเทศ เพราะสามารถบริหารจัดการได้ถึง 11 สกุลเงินในบัญชีเดียว อีกทั้งแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้สกุลเงินท้องถิ่นของคู่ค้า เช่น หยวนสำหรับการสั่งสินค้าจากจีน แทนการใช้ USD ที่มีความผันผวนสูงกว่า

นอกเหนือจากการบริหารจัดการธุรกิจด้านการเงิน ธนาคารยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง Financial Wellness ในระยะยาว ด้วยแนวคิด “Wellness Solution Portfolio” ที่มุ่งเน้นการบริหารพอร์ตที่สมดุล ปลอดภัย และคุ้มครองเงินต้น แทนที่จะมุ่งแต่ผลตอบแทนสูงสุด ผู้ลงทุนควรกระจายการลงทุนไปสู่ระดับความเสี่ยงปานกลางที่สร้างสมดุลให้พอร์ตได้ดีขึ้น แม้ดอกเบี้ยเงินฝากบาทจะต่ำไม่ถึง 1% แต่ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การฝากเงินสกุลดอลลาร์ที่อาจให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3-5%
ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำเป็นพิเศษคือ Structured Notes หรือหุ้นกู้อนุพันธ์ ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างหุ้นกู้กับตราสารอนุพันธ์ ออกแบบและปรับแต่งได้ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากในขณะที่ยังคงมีการคุ้มครองเงินต้น ตัวอย่างเช่น Structured Notes ที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยในสกุลดอลลาร์สามารถให้ผลตอบแทนเกิน 4% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยไทยที่ต่ำกว่า 2% ระยะเวลาลงทุนโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2-3 ปี
เพราะฉะนั้นแล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน การบริหารการเงินไม่สามารถพึ่งพาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งได้ ผู้ประกอบการและนักลงทุนจำเป็นต้องเน้นการเป็น “Safe Finance” และสร้างพอร์ตที่มีสุขภาพดีในระยะยาว ttb พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ในการให้คำแนะนำทั้งด้านการจัดการการเงินธุรกิจและการสร้าง Financial Wellness เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด
บทสรุป
งาน THAILAND AESTHETICS BUSINESS FORUM (TABF) 2026 โดย Merz Aesthetics จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Safety First … Sustainable Growth” ส่งสารสำคัญว่าความยั่งยืนของธุรกิจความงามเริ่มต้นจากความปลอดภัยเป็นหลัก ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ว่าการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวต้องอาศัยมากกว่าผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แต่ต้องเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และการดูแลแบบองค์รวมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Preventative Longevity และความงามจากภายในสู่ภายนอก การสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและไม่ตามเทรนด์ใคร พร้อมสร้างคุณค่าที่เหนือกว่าการแข่งขันด้านราคาด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่เหมาะสม นอกจากนี้ การบริหารการเงินอย่างรอบคอบและการลงทุนที่สมดุลเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจผ่านพ้นความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ สิ่งที่ผู้ประกอบการได้รับคือความเข้าใจว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการไล่ตามผู้อื่น แต่มาจากการสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัย และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ผ่านการเป็นเพื่อนคู่คิดที่เดินเคียงข้างไปด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิของคุณยั่งยืนได้ยาวนานนั่นเอง.
