เตรียมความพร้อมรับแรงกระแทก เมื่อธุรกิจต้องเข้าสู่ยุค Quantum ผสาน AI ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องรับมือ

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

​นับตั้งแต่ที่มนุษยชาติถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ จุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการก็เกิดขึ้น ตั้งแต่การเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อหาอาหาร จนกระทั่งค้นพบการทำเกษตรกรรม อาหารจึงกลายเป็นของหาง่าย และเมื่อมนุษย์สามารถสร้างไฟได้ ก็วิวัฒนาการการสู่การค้นพบระบบไฟฟ้า และนำไปสู่ยุคอุตสาหกรรม นั่นเพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาอยู่เสมอ จนถึงปัจจุบันที่โลกถูกพัฒนาไปสู่ยุค AI

​ในเวทีเสวนา Panel Discussion ด้านเทคโนโลยี AI อย่าง AI Revolution Shift 2026 ที่รวบรวม 3 ผู้นำ Big Tech ไม่ว่าจะเป็น IBM, Salesforce และ Canva ที่จะมาเปิดมุมมองอนาคตของ AI ทั้งที่หลายคนมองเห็นและในมุมที่อาจต้องขนลุก เมื่อโลกกำลังก้าวออกจากรูปแบบ Industrial Economy แล้วก้าวเข้าสู่ Cognitive Economy ที่ AGI (Artificial General Intelligence) กลายเป็นของที่เข้าถึงได้ง่าย

 

ยุคที่ธุรกิจสามารดำเนินการด้วย “One-Person”

ในอดีตโลกธุรกิจยึดคติที่ว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” หมายถึงใครที่มีทุนหนาสายป่านยาวกว่า หรือมีทีมงานใหญ่กว่ารากฐานมั่นคงย่อมได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่ง แต่ในยุคที่ AI พร้อมเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้ใครเป็นปลาใหญ่หรือใครเป็นปลาเล็กไม่ใช่เรื่องสำคัญ อยู่ที่ใครสามารถปรับตัวรับสิ่งใหม่หรือปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เร็วกว่ากัน

คุณภัคพล ตั้งตรงฉิน Country Manager ประจำประเทศไทย จาก Canva

โดย ​คุณภัคพล ตั้งตรงฉิน Country Manager ประจำประเทศไทย จาก Canva มองว่า AI จะเข้ามาย่อส่วนธุรกิจให้เล็กลง หากจะปั้นบริษัทขึ้นมาสักแห่งในอดีต จำเป็นต้องรับสมัครทีมงานทั้ง ทีม Marketing, ทีม Sales, ทีม Finance แต่เมื่อ AI เก่งเทียบเท่าทีมงานในสแต่ละด้าน จะเริ่มเห็นเทรนด์ธุรกิจที่เกิดขึ้นแบบ “One-Person Company” หรือบริษัทที่มีผู้ก่อตั้งทำงานเพียงคนเดียว โดยมี AI เป็นทีมงานตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับ C-Level ครบทุกแผนก

​ทำให้มุมมองในอนาคตต่อเกมธุรกิจของคุณภัคพล มองว่าธุรกิจจะไม่ได้แข่งเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ แต่จะหันมาใช้ความรวดเร็วในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะใครที่สามารถใช้งาน AI สร้างไอเดียได้ไวที่สุด สามารถนำสินค้าลงสู่ตลาดได้เร็วที่สุด และธุรกิจที่เรียนรู้เพื่อปรับตัวได้ไวที่สุด ธุรกิจนั้นก็อาจจะก้าวผู้ชนะในตลา สำหรับมุมมองของ Canva แล้ว AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่มาเพื่อเพิ่มพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมนุษย์มากกว่า

 

มนุษย์และ AI ต้องทำงานร่วมมือกัน

เมื่อ AI นับวันจะเริ่มฉลาดเทียบเท่ามนุษย์หรือบางครั้งอาจจะล้ำหน้ากว่ามนุษย์ ความสิ่งแรกที่ทุกคนกลัวคือ AI จะเข้ามาแย่งงานจนทำให้มนุษย์ตกงาน และ AI จะเข้ามาช่วยมนุษย์วิธีไหน ซึ่งมุมมองของ ​คุณอภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการ Salesforce ประเทศไทย ที่มองว่า AI ยังไม่ถึงขั้นเข้ามาทดแทนมนุษย์ได้ แม้จะมีบางอาชีพที่ AI เข้ามาช่วยทำงานแทนได้แล่วก็ตาม

คุณอภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการ Salesforce ประเทศไทย

การนำ AI เข้ามาทดแทนมนุษย์อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ในยุคนี้จะเป็นยุคของการทำงานร่วมกันในรูปแบบ “โค้ชส่วนตัว” ที่รู้ใจและฉลาดล้ำคอยรายงาน รวมไปถึงการให้คำแนะนำหากกำลังลังเลและตัดสินใจไม่ถูก หรือแนะนำควรใช้คำพูดแบบไหนถือจะทำงานได้สำเร็จ

​ในอนาคต AI จะได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นสู่ Agentic AI ที่การสั่งงานจะไม่ใช่การสั่งงานตรงไปที่เครื่องจักรเพื่อให้ทำงานโดยอัตโนมัติ แต่จะเป็นการสั่งงานตรงไปที่ AI แล้วให้ AI ไปสั่งการทำงานของเครื่องจักรโดยอัตโนมัติ โดยจะเป็น AI ในรูปแบบ Co-Bot ที่มนุษย์และ AI จะจับมือเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด

 

Quantum ยุคใหม่ของ AI ที่น่าตื่นใจแต่ก็น่ากลัว

หนึ่งในเทคโนโลยี​ที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้างอย่าง Quantum Computing ยิ่งเมื่อผสานการทำงานของ AI ทำให้ คุณอโนทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท IBM ประเทศไทย จำกัด ต้องอกมายอมรับว่า ขณะที่หลายคนกำลังตื่นเต้นกับ AI ที่ฉลาดล้ำ แต่อีกมุมหนึ่งของโลก Quantum Computing กำลังพัฒนาด้วยความเร็วที่น่ากลัว ซึ่งในปัจจุบันกำลังอยู่ในจุดเดียวกับที่ AI เคยอยู่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

สิ่งที่ทำให้เห็นความน่ากลัวของ Quantum Computing เมื่อเทียบกับ​คอมพิวเตอร์แบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ คือระบบประมวลผลที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันจะคำนวนจากตัวเลขแค่ 0 กับ 1 เท่านั้น โดยเป็นการคำนวนทีละรอบ แต่เทคโนโลยี Quantum Computing จะประมวลผลด้วยความเร็วที่มากกว่า ซับซ้อนกว่า และคำนวนได้หลายรอบเพียงครั้งเดียว

คุณอโนทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท IBM ประเทศไทย จำกัด

พูดด้วยภาษาเทคนิคคอลอาจจะเข้าใจยาก งั้นลองเปรียบเทียบว่า หาก Super Computer ที่ใช้ในปัจจุบันคำนวนข้อมูลขนาด 1 Petabyte (เทียบเท่าประมาณ 1 ล้าน Gigabyte) ในระยะเวลาเพียง 1 นาที ขณะที่ Quantum Computing จะสามารถคำข้อมูลขนาด 1 Zettabyte (เทียบเท่าประมาณ 1 ล้านล้าน Gigabyte) ได้ในระยะเวลาเพียง 1 วินาที หรือให้เห็นภาพชัดมากกว่านี้ Quantum Computing จะมีพลังการประมวลผลข้อมูลเทียบเท่ากับ Super Computer ในปัจจุบันถึง 10 ล้านล้านเครื่อง

ด้วยความรวดเร็วการประมวลผลระดับนี้ แม้จะมีระบบความปลอดภัยที่ซับซ้อนอย่าง Blockchain ที่ต้องใช้เวลาเป็น 100 ปีในการลักลอบถอดรหัส แต่ด้วยระบบ Quantum Computing จะสามารถถอดรหัสได้ภายในไม่กี่นาทีเท่านั้น ยิ่งหากมารวมกับ AI คงนึกภาพความรวดเร็วในการถอดรหัสของเหล่ามิจไม่ได้เลย นั่นหมายความว่าองค์กรต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ใช่ว่า Quantum จะถูกออกแบบมาเพื่อเหล่ามิจโดยเฉพาะ เพราะเมื่อ Quantum จับมือกับ AI การประสานพลังที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ธรรมดาทำไม่ได้อย่างเช่น

  • ​Material Design: จากเดิมที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเคยใช้เวลาเป็น 10 ปี ในการคิดค้นและทดสอบวัสดุใหม่ แต่ด้วยพลังของ Quantum จะช่วยให้คิดค้นและทดสอบได้ไม่เวลาเพียงไม่กี่วัน เพื่อสร้างวัสดุที่ประหยัดพลังงานและยั่งยืนมากกว่าเดิม
  • ​Precision Medicine: ในด้านการแพทย์ เริ่มมีการใช้ Quantum เข้ามาบ้างแล้ว อย่างเช่น Cleveland Clinic ที่ใช้ Quantum วิเคราะห์ DNA ผู้ป่วยโรคลมบ้าหมูแบบเจาะลึก เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทั้งก่อนการรักษา ระหว่างการรักษา และหลังผ่าตัด ช่วยให้มีโอกาสรักษาโรคที่ยังรักษาได้ยากอย่างแม่นยำ
  • ในด้านความมั่นคง: เมื่อตรวจสอบอุตสาหกรรมที่ใช้ลงทุนงบ R&D ด้าน Quantum สูงสุดทั่วโลก กลับพบว่า “กระทรวงกลาโหม” ของชาติมหาอำนาจมรการลงทุนสูงสุด เพื่อใช้ในการจำลองสนามรบและพัฒนาขีดความสามารถของอาวุธ

 

สิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมตัวรับมือ

ไม่เพียงเท่านี้ ทั้งคุณอภิสิทธิ์ คุณภัคพลและคุณอโณทัย เห็นตรงกันว่าเรื่อง Security และความเชื่อมั่นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการวางกราบนโยบายเป้นสิ่งสำคัญอย่างมากในยุค Quantum ของการทำธุรกิจยุคต่อไปที่เทคโนโลยีมีพลังอำนาจมหาศาล แถมยังมีความเสี่ยงมากขึ้นในการถูกทำลายกำแพงความปลอดภัย โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องใหญ่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น

การสร้างอธิปไตย AI (AI Sovereignty) โดย คุณอโนทัย เปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพว่า การเอา Data องค์กรไปรันบนแพลตฟอร์มที่ควบคุมไม่ได้ ก็เหมือนการปลูกพืชโดยพึ่งพาฟ้าฝนตามยถากรรม ไม่มีทางรู้เลยว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือศัตรูพืชจะมาทำลายผลผลิตเมื่อไหร่

ดังนั้น องค์กรยุคใหม่ต้องสร้างเรือนกระจกของตัวเองขึ้นมา โดยในเรือนกระจกนี้องค์กรจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมสิ่งต่างๆ ทั้ง Data, โมเดล AI และการดูแลธรรมาภิบาล (Governance) อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าองค์กรจะใช้โมเดลของค่ายไหนหรือข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหน ท้ายที่สุดองค์กรต้องเป็นผู้ถือกุญแจควบคุมความปลอดภัยสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว

กฎเหล็กปิดประตูข้อมูลรั่ว ด้าน คุณอภิสิทธิ์ มองว่า Data คือหัวใจสำคัญ การนำ AI มาใช้ต้องยึดหลัก “Zero Copy” ข้อมูลต้องถูกนำไปประมวลผลโดยไม่ถูกก็อปปี้หรือเอาไปจัดเก็บเพื่อใช้งานต่อโดยพลการ ที่สำคัญต้องมีกระบวนการ Data Masking หรือการสมมติชื่ออยู่ในระบบ ซึ่งทำให้ AI จะต้องมองไม่เห็นชื่อเต็ม แต่จะเห็นเป็นรหัสย่อหรือโค้ดลับแทน เพื่อการันตีแบบ 100% ว่าข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับทางการค้า จะไม่มีวันถูกนำไปใช้เป็นอาหาร AI ให้บริษัทอื่น

สร้างความเชื่อมั่นเรื่องลิขสิทธิ์ ขณะที่ คุณภัคพล ให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์ เมื่อใช้ AI ในการช่วยออกแบบ เพื่อลดปัญหาหารถูกฟ้องทางกฎหมาย โดยใช้ 3 หลักใหญ่ ทั้ง สิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้าของ โดยเจ้าของผลงานสามารถเลือกว่าผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจะอนุญาตให้ Canva นำไปเทรน AI ต่อหรือไม่, ผลตอบแทนที่เป็นธรรม โดย AI ของ Canva ถูกเทรนด์มาจากผลงานของครีเอเตอร์ทั่วโลกอย่างถูกต้อง โดย Canva พร้อมจ่ายเงินชดเชยและให้เครดิตครีเอเตอร์เป็นล้านๆ คน

และเกราะคุ้มกันทางกฎหมาย หากองค์กรใช้ AI ของ Canva สร้างผลงานขึ้นมา แล้วบังเอิญไปคล้ายกับงานคนอื่นจนถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ Canva จะเป็นคนออกหน้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมทางกฎหมายให้ทั้งหมด ช่วยทำให้ SMEs โฟกัสแค่การโตของธุรกิจ โดยไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องคดีความ

​ช่วงท้ายทั้ง 3 ท่านแนะนำให้ธุรกิจ SMEs หรือนักการตลาด “อย่ากลัวที่จะเริ่ม” และไม่ต้องกังวลว่าเบื้องหลังเทคโนโลยีจะซับซ้อนแค่ไหน เพราะผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกจะพยายามทำทุกอย่างให้เทคโนโลยีเหล่านั้นง่ายและปลอดภัยมากที่สุด สิ่งที่ธุรกิจต้องทำคือปรับ Mindset การใช้ AI เพื่อมาช่วยปิดจุดอ่อนของธุรกิจ การปรับตัวให้เข้ากับ AI ได้ก่อนหมายถึงโอกาสที่มาก่อน ธุรกิจที่รอให้พร้อมแล้วค่อยดำเนินการอาจเสียโอกาสที่มี


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา