ไลอ้อน (ประเทศไทย) ยักษ์ใหญ่ FMCG กางโรดแมป 3 หมื่นล้านพร้อมจัด Town Hall พลิกโฉมองค์กรยุคใหม่

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

หลายคนคุ้นเคยดีกับแบรนด์ยอดนิยมอย่าง โชกุบุสซึ ซอลส์ ซิสเท็มมา คิเรอิคิเรอิ เปา ไลปอนเอฟ โคโดโม ซึ่งแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของสมาชิกในครอบครัว ทั้งหมดอยู่ภายใต้ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่า 57 ปี เรียกได้ว่า องค์กรแห่งนี้ทำหน้าที่ดูแลสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็ว ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มเข้าสู่สภาวะอิ่มตัว การแข่งขันที่เน้นสงครามราคาและการทำโปรโมชั่นอย่างหนักส่งผลให้การสร้างการเติบโตแบบเดิมมีข้อจำกัดมากขึ้น ไลอ้อนฯ จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาปรับตัวและสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด

การทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเวลานี้

 

กางโรดแมป 30,000 ล้าน ปลดล็อก New Growth Engine

 

เมื่อกติกาของตลาดเปลี่ยนไป ไลอ้อน (ประเทศไทย) ภายใต้การนำของคุณประเสริฐ สุรัตนเมธากุล กรรมการผู้จัดการคนใหม่ จึงเลือกที่จะเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ แผนงานระยะกลาง (Mid-term Plan) ถูกประกาศออกมาเพื่อกำหนดทิศทางองค์กรให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน เป้าหมายหลักในครั้งนี้คือการผลักดันยอดขายให้ทะลุ 30,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าเพิ่มผลกำไรขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว

กลยุทธ์สำคัญในการพิชิตเป้าหมายดังกล่าวคือการเดินเครื่องหา New Growth Engine เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ บริษัทได้จัดทัพโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • Mass FMCG: กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และบริหารจัดการต้นทุนเพื่อสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3Es (E-Commerce, E-Chemical, Export): กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งที่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ครอบคลุมทั้งการขายผ่านช่องทางออนไลน์ การพัฒนาเคมีภัณฑ์ และการส่งออกสินค้า
  • Emerging Markets: การรุกทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เมียนมา และกัมพูชาอย่างจริงจัง เพื่อขยายฐานผู้บริโภคในระดับภูมิภาค
  • Premium Personal Care: การเปิดสู่น่านน้ำใหม่ด้วยสินค้ากลุ่มดูแลส่วนบุคคลระดับพรีเมียม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอและยกระดับความสามารถในการทำกำไร

ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ การปรับตัวครั้งนี้สะท้อนความต้องการกระจายความเสี่ยงจากตลาดสินค้ากลุ่มแมสที่มีอัตรากำไรต่ำลง การรุกเข้าสู่ตลาด Premium Personal Care และการขยายฐานธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพอร์ตโฟลิโอเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Town Hall ครั้งแรกกับการขับเคลื่อน 5 มิติใหม่

 

ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเริ่มต้นจากการจัดงาน Town Hall ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท กิจกรรมนี้เป็นเวทีสื่อสารวิสัยทัศน์โดยตรงจากผู้บริหารไปถึงพนักงานทุกคน เป้าหมายหลักคือการสร้างความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งปลูกฝังแนวคิด Quick Change เพื่อให้เกิดผลลัพธ์แบบ Quick Win ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในยุคที่ความเร็วคือหัวใจของการแข่งขัน

“โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม วิธีทำงานหรือทักษะแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป เราต้องพร้อมเปิดกว้างและปรับตัวตลอดเวลา และต้องปรับแบบ Quick Change เพื่อให้เกิด Quick Win ด้วย” คุณประเสริฐ ย้ำถึงความจำเป็นในการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของบริษัทครั้งนี้

 

การขับเคลื่อนองค์กรในครั้งนี้ให้ความสำคัญใน 5 มิติหลัก ได้แก่

  1. การสร้างแบรนด์องค์กรใหม่ ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับยุคสมัย
  2. การค้นหาแหล่งรายได้ทางธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า
  3. การเปลี่ยนผ่านสู่องค์กร AI Digital และ Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  4. การบริหารจัดการต้นทุนและกำไร ให้มีความสมดุลและมั่นคง
  5. การพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กร ให้พร้อมรับมือกับความท้าทาย

 

ยกระดับองค์กรด้วย AI และ Data สู่การเป็น Smart Organization

 

การก้าวไปสู่เป้าหมายใหญ่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ทันสมัย ไลอ้อนฯ จึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Smart Organization อย่างเต็มตัว เริ่มต้นจากการใช้ทีม Business Intelligence เข้ามาจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล (Data) เพื่อวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองทางธุรกิจ ช่วยให้การตัดสินใจในเรื่องสำคัญมีความแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

การลงทุนในเทคโนโลยี AI และระบบ Automation ครั้งนี้สะท้อนถึงการแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนอย่างยั่งยืน ข้อมูลที่แม่นยำช่วยลดความผิดพลาดในการคาดการณ์ตลาด และทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรเกิดความคุ้มค่าสูงสุด การปรับตัวสู่ Smart Organization จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยรองรับการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจใหม่ตามโรดแมปที่วางไว้

ในส่วนของภาคการผลิต โรงงานของไลอ้อนฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น Smart Factory ด้วยการนำระบบ Automation และ AI เข้ามาควบคุมกระบวนการผลิต เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้บริษัทยังส่งเสริมให้พนักงานทุกคนก้าวสู่การเป็น AI & Digital Citizen ผ่านการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini รวมถึงระบบทำงานผ่าน Cloud และเครื่องมือช่วยออกแบบอย่าง Canva

การปรับตัวด้านเทคโนโลยีในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวคิด Caring Innovation หรือนวัตกรรมที่ใส่ใจผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และยกระดับมาตรฐานการทำงานขององค์กรไปพร้อมกัน

 

“ความดี” DNA ที่ไม่มีวันเปลี่ยน ในวันที่องค์กรขับเคลื่อนด้วย Purpose

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจครั้งใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ไลอ้อนฯ ยังคงรักษาไว้เป็นหัวใจสำคัญคือปรัชญา “ธุรกิจคู่คุณธรรม” (Business with Ethics) วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการส่งเสริมคนดีและคนเก่งยังคงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมกับการเสริมค่านิยมใหม่ 5 LION’s Spirit อันประกอบด้วย Goodness, Empowering, Trust, Caring Innovation และ Sustainability เพื่อให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคใหม่

เป้าหมายสูงสุดของไลอ้อนฯ ในครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าตัวเลขยอดขาย 30,000 ล้านบาท บริษัทมุ่งมั่นเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Corporate with Purpose) เพื่อยกระดับสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเดินหน้าตามแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

 

 

ก้าวย่างครั้งใหม่ภายใต้แผนทรานส์ฟอร์มองค์กรแสดงถึงความพร้อมในการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของตลาด FMCG การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยสร้าง Employer Branding ที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใส่ใจผู้คนและโลกใบนี้ไปพร้อมกัน


  •  
  •  
  •  
  •  
  •