ไม่ได้อยู่ในสนาม แต่อยู่ในใจคน! เปิด 10 แคมเปญที่พิสูจน์ว่าไม่ต้องเป็น Official Sponsor ก็ครองใจแฟนบอลได้

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ฟุตบอลโลก 2026 นอกจากจะเป็นสนามการแข่งขันกีฬายอดนิยมระดับโลกแล้ว ก็ยังเรีบกได้ว่าเป็นหนึ่งในสมรภูมิการตลาดที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย ซึ่งแบรนด์ที่ถือสิทธิ์อย่างเป็นทางการได้เปรียบตั้งแต่การใช้ชื่อ โลโก้ สัญลักษณ์การแข่งขัน พื้นที่สื่อรอบสนาม ไปจนถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เชื่อมโยงกับทัวร์นาเมนต์โดยตรง

สิทธิ์เหล่านี้แลกมาด้วยงบประมาณมหาศาล ขณะที่แบรนด์อีกจำนวนมากเลือกเล่นเกมคนละแบบ พวกเขาไม่ได้ซื้อพื้นที่ตรงกลางสนาม แต่พยายามเข้าไปอยู่ในบทสนทนา ความรู้สึก และพฤติกรรมของแฟนบอลแทน

 

ตามข้อมูลของ FIFA ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการได้รับสิทธิ์ใช้ Official Marks มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ภายในระบบของการแข่งขัน และได้รับการคุ้มครองจาก Ambush Marketing ส่วนแบรนด์ที่ไม่มีสิทธิ์ต้องหลีกเลี่ยงการสื่อสารซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นผู้สนับสนุนของ FIFA

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยังสามารถพูดถึงวัฒนธรรมฟุตบอลได้ โดยใช้คำทั่วไปอย่าง Summer of Soccer” หรือ ฟุตบอลระดับโลก ฯลฯ สร้างคอนเทนต์จากเหตุการณ์สาธารณะ หรือทำงานร่วมกับนักกีฬาและอินฟลูเอนเซอร์ภายใต้สัญญาส่วนบุคคล ตราบใดที่ไม่ใช้เครื่องหมายทางการและไม่แสดงตัวเป็นพันธมิตรของการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก 2026 จึงมีหลายกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ตั้งแต่แคมเปญระดับโลกไปจนถึงโพสต์โซเชียลที่ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่สามารถช่วงชิงความสนใจจากผู้บริโภคในช่วงที่กำลังดื่มด่ำกับโมเมนต์ของการแข่งขันได้

 

#1  Nike – “Rip the Script” สร้างจักรวาลฟุตบอลของตัวเอง

Adidas เป็น FIFA Partner อย่างเป็นทางการ ขณะที่ Nike ใช้ความสัมพันธ์กับนักฟุตบอล ทีมชาติ และวัฒนธรรมฟุตบอล สร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาแทน

แคมเปญ Rip the Script” เปิดตัวด้วยภาพยนตร์ความยาวประมาณ 6 นาที ฝีมือ Wieden+Kennedy รวมตัวนักฟุตบอลและคนดังจากหลายวงการไว้ในเรื่องเดียว ทั้ง Kylian Mbappé, Vinícius Júnior, Erling Haaland, Cristiano Ronaldo, LeBron James รวมถึงตัวละครจากโลกบันเทิง

โครงเรื่องเล่นกับภาพการถ่ายทำภาพยนตร์ฟุตบอลที่ค่อย ๆ หลุดออกจากบท นักเตะไม่ยอมเล่นตามสิ่งที่ผู้กำกับวางไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นความวุ่นวายซึ่งสะท้อนแนวคิดของ Nike เรื่องการเล่นฟุตบอลด้วยสัญชาตญาณ ความกล้า และความสร้างสรรค์

Nike ยังออกแบบแคมเปญให้เป็น Football Universe” ที่ต่อยอดได้ตลอดทัวร์นาเมนต์ ทั้งคอนเทนต์ย่อย Easter Egg แฟชั่น ดนตรี ครีเอเตอร์ และเรื่องราวของนักกีฬา แทนที่จะฝากทุกอย่างไว้กับโฆษณาชิ้นเดียว

กรณีของ Nike แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของชื่อการแข่งขัน หากสามารถเป็นเจ้าของ “ภาษาและภาพจำของกีฬา” ในสายตาผู้บริโภคได้

 

#2 Pepsi – “Football Nation” ประกาศตั้งประเทศของแฟนบอล

ในหมวดเครื่องดื่ม Coca-Cola ถือสิทธิ์เป็น FIFA Partner ส่วน Pepsi (คู่แข่งตลอดกาล) เดินเกมผ่านแพลตฟอร์ม Pepsi Football Nation” โดยวางแฟนบอลเป็นศูนย์กลางของประเทศสมมติที่มีกฎ วัฒนธรรม และพิธีกรรมเป็นของตัวเอง

แคมเปญรวม Sir David Beckham, Mohamed Salah, Vinícius Júnior, Lauren James, Alexia Putellas และ Florian Wirtz พร้อมดึงเชฟ Gordon Ramsay มาร่วมสร้างสีสัน

หนึ่งในกิมมิกสำคัญคือ Browser Extension ที่เปลี่ยนคำว่า Soccer” บนเว็บไซต์ให้เป็น Football” ตามกฎข้อแรกของ Pepsi Football Nation พร้อมเปิดพื้นที่ถกเถียงระหว่างแฟนบอลผ่าน Reddit โดยแทนที่จะพยายามพูดชื่อทัวร์นาเมนต์ Pepsi เลือกสร้างทรัพย์สินทางการตลาดของตัวเอง แล้วใช้แรงส่งของฟุตบอลโลกพาคนเข้ามามีส่วนร่วม

วิธีนี้ช่วยให้แคมเปญเดินทางได้ไกลกว่าช่วงการแข่งขัน เพราะ Football Nation สามารถกลับมาใช้กับลีก สโมสร นักกีฬา หรือทัวร์นาเมนต์อื่นได้ในอนาคต

#3 Heineken – “Soccer, Translated” แปลภาษาฟุตบอลให้ชาวอเมริกัน

AB InBev เป็นผู้สนับสนุนเบียร์อย่างเป็นทางการของฟุตบอลโลก ขณะที่ Heineken ใช้โจทย์ทางวัฒนธรรมของประเทศเจ้าภาพสหรัฐฯ มาเป็นแกนของ แคมเปญ “Soccer, Translated”

ทั้งนี้ Heineken พบว่าผู้ชมชาวอเมริกันจำนวนมากคุ้นเคยกับภาษาเบสบอล บาสเกตบอล และอเมริกันฟุตบอลมากกว่าศัพท์เฉพาะของฟุตบอล แบรนด์จึงออกสื่อ Out-of-Home ช่วยแปลคำศัพท์ให้เข้าใจง่าย เช่น

  • “Second Yellow” ถูกแปลเป็น “Fouling Out”
  • “Offside Line” กลายเป็น “Line of Scrimmage”
  • “Extra Time” ถูกอธิบายว่าเหมือน “Extra Innings”
  • ส่วน VAR ถูกเปรียบกับ “Play Under Review”

สื่อถูกวางในเมืองเจ้าภาพอย่างนิวยอร์ก แอตแลนตา และฟิลาเดลเฟีย รวมถึงเส้นทางใกล้สนามและพื้นที่รวมตัวของแฟนบอล โดยความคมคายของแคมเปญอยู่ตรงการไม่พยายามอธิบายฟุตบอลแบบตำรา แต่เชื่อมกีฬาเข้ากับความรู้เดิมของผู้บริโภค ดังนั้น Heineken จึงทำหน้าที่เหมือนเพื่อนที่ช่วยให้แฟนหน้าใหม่เข้าร่วมวงสนทนาได้เร็วขึ้น และสอดคล้องกับแพลตฟอร์ม “Fans Have More Friends” ของแบรนด์

 

#4 Coors Light – ยืดเสียง “Goal” ให้กลายเป็น Product Innovation

Coors Light ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของ FIFA เปิด แคมเปญ “The Coooors Call” โดยหยิบเอกลักษณ์การตะโกน Gooooooal” ของ Andrés Cantor ผู้บรรยายฟุตบอลชื่อดัง มาดัดแปลงเข้ากับชื่อแบรนด์ คำว่า Coors ถูกยืดให้มีตัว “o” หลายตัว กลายเป็น Visual Identity ที่เชื่อมโยงกับเสียงฉลองประตูได้ทันที

แบรนด์ยังต่อยอดออกมาเป็น Tallerboy” กระบอกเก็บความเย็นสูงประมาณ 18 นิ้ว ซึ่งบรรจุเบียร์ขนาด 12 ออนซ์ได้สามกระป๋องซ้อนกัน ตัวผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้มีชื่อ Coooooooooooooors” ยาวไปตลอดบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ยังเปิดให้ผู้บริโภคส่งเสียงเรียกแบบ Coors Call ของตัวเอง เพื่อชิงรางวัลมูลค่าสูงสุด 10,000 ดอลลาร์ Coors เปลี่ยนโมเมนต์ที่แฟนบอลทุกคนเข้าใจให้กลายเป็นทั้งเสียงประจำแบรนด์ สินค้า Limited Edition และกิจกรรมที่ชวนผู้บริโภคสร้างคอนเทนต์

#5 IRN-BRU – ใช้ความเป็นสกอตแลนด์ชนะงบสปอนเซอร์

หลังทีมชาติสกอตแลนด์กลับเข้าสู่ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี แบรนด์น้ำอัดลม IRN-BRU เปิดตัวภาพยนตร์เพลง We’re Made in Scotland from Girders” ซึ่งขยายสโลแกนดั้งเดิมของแบรนด์ให้กลายเป็นเพลงเชียร์ประเทศ แคมเปญรวมบุคคลที่ชาวสกอตแลนด์รู้สึกผูกพัน เช่น Susan Boyle และนักฟุตบอล John McGinn พร้อมเล่าเรื่องผ่านอารมณ์ขันแบบท้องถิ่น ตั้งแต่ร้าน Fish and Chips วัฒนธรรมการเดินทาง ไปจนถึงภาพจำของชาวสกอตแลนด์ในสายตาคนนอก

ผลการประเมินของ System1 ซึ่ง Marketing Week นำมารายงาน ระบุว่าโฆษณาของ IRN-BRU ได้คะแนน 5.9 ดาวในด้านศักยภาพการสร้างแบรนด์ระยะยาว สูงที่สุดในกลุ่มโฆษณาฟุตบอลโลกที่ถูกทดสอบ แม้แบรนด์จะไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยที่ IRN-BRU ไม่ได้พยายามพูดกับแฟนบอลทั่วโลก แต่พูดกับคนสกอตแลนด์อย่างแม่นยำ ความเฉพาะทางวัฒนธรรมกลับทำให้ชิ้นงานมีโอกาสเดินทางไปสู่ผู้ชมประเทศอื่นมากขึ้น

 

#6 Marmite – เปลี่ยนชื่อเป็น “WeMite” แล้วขายระดับความหวังของแฟนบอล

Marmite ใช้วิธีที่เรียบง่ายด้วยการเปลี่ยนชื่อบนฉลากจาก “Marmite” เป็น WeMite” เล่นกับคำว่า We might” หรือ “เราอาจจะ…”

สินค้ารุ่นพิเศษถูกออกแบบเป็นหลายขนาดตามระดับความมั่นใจของแฟนบอลอังกฤษ ตั้งแต่หวังว่าทีมจะผ่านเข้ารอบลึก ไปจนถึงเชื่อว่าอังกฤษอาจคว้าแชมป์โลก ขนาดของบรรจุภัณฑ์จึงทำหน้าที่เหมือนคำทำนาย ผู้บริโภคเลือกซื้อขวดที่ตรงกับระดับความเชื่อของตัวเอง แล้วนำไปพูดต่อหรือถ่ายภาพลงโซเชียลได้ทันที

ความสนุกของ WeMite มาจากการเปลี่ยน Packaging ให้เป็น Conversation Starter โดยแทบไม่ต้องใช้ภาพการแข่งขัน โลโก้ FIFA หรือสัญลักษณ์ฟุตบอลโลกเลย

#7 Crumbl – เรียกช่วงแคมเปญว่า “Soccer Week” แล้วใช้รสชาติแทนประเทศเจ้าภาพ

Crumbl แบรนด์คุกกี้จากสหรัฐฯ เปิดตัวเมนูพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฟุตบอลและสามประเทศเจ้าภาพ ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งสินค้าในชุดมีทั้ง American Brownie Sundae Cookie, Nanaimo Bar Cookie ที่เชื่อมโยงกับแคนาดา และเมนูมะม่วงรสเปรี้ยวที่พัฒนาร่วมกับ Tajín จากเม็กซิโก รวมถึงขนมที่ตกแต่งให้มีลักษณะเหมือนสนามฟุตบอล

จุดที่ควรสังเกตคือ Crumbl ตั้งชื่อกิจกรรมว่า Soccer Week” ซึ่งเป็นคำทั่วไป แทนการเรียกชื่อการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ผู้บริหารของแบรนด์ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยให้ผู้บริโภครับรู้ได้ทันทีว่ากำลังอ้างอิงถึงเหตุการณ์ใด โดยยังลดความเสี่ยงจากการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าของการแข่งขัน

ที่สำคัญ Crumbl เลือกใช้สิ่งที่แบรนด์ทำเก่งอยู่แล้ว นั่นคือเมนูหมุนเวียนและสินค้ารุ่นจำกัดเวลา แล้วปรับรสชาติให้เข้ากับช่วงเวลาทางวัฒนธรรม

#8 Olipop – เปลี่ยนเมืองเจ้าภาพให้เป็น Media Channel

Olipop แบรนด์ Functional Soda ใช้การแข่งขันเป็นจังหวะเปิดตัวภาพลักษณ์แบรนด์ The Feel Good Soda” ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเมืองเจ้าภาพ

แบรนด์เข้าไปสนับสนุน Block Party ระยะเวลาประมาณ 30 วันในดาวน์ทาวน์ดัลลัส เปิดพื้นที่ให้แฟนบอลชมการแข่งขัน พร้อม Olipop Feel Good Soda Bar และกิจกรรมตกแต่งเสื้อฟุตบอลด้วย Patch ของตัวเอง

Olipop ยังซื้อสื่อ Out-of-Home ในไมอามีและลอสแอนเจลิส โดยเลือกตำแหน่งใกล้สนาม โรงแรม และพื้นที่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวกับแฟนบอลเดินทางผ่านจำนวนมาก กลยุทธ์นี้ไม่ได้เข้าไปแข่งขันเรื่องโลโก้ในสนาม แต่ใช้พฤติกรรมก่อนและหลังการแข่งขันเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ ตั้งแต่การเดินทาง การรวมตัว ไปจนถึง Watch Party

สำหรับแบรนด์ขนาดกลาง การเลือกเมืองและช่วงเวลาที่แม่นยำอาจมีประสิทธิภาพกว่าการซื้อสื่อระดับประเทศ โดยเฉพาะเมื่อสินค้าสามารถเข้าไปอยู่ในกิจกรรมทางสังคมของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

#9 British Airways และ Norwegian – พนันด้วยโลโก้ สร้าง Real-time Marketing ข้ามแบรนด์

ก่อนการแข่งขันรอบก่อนรองชนะเลิศระหว่างอังกฤษกับนอร์เวย์ สายการบิน Norwegian ท้า British Airways พนันกันผ่าน Instagram กติกาคือ หากนอร์เวย์ชนะ British Airways ต้องเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นโลโก้ของ Norwegian หนึ่งวัน แต่ถ้าอังกฤษชนะ Norwegian ต้องใช้โลโก้ของ British Airways แทน

หลังอังกฤษชนะ 2-1 Norwegian ทำตามข้อตกลง เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นสัญลักษณ์ Speedmarque ของ British Airways และโพสต์แสดงความยินดี

บทสนทนายังดึงสายการบินอื่นเข้ามาร่วมวง เช่น Malaysia Airlines และ Austrian Airlines ทำให้การท้าทายระหว่างสองแบรนด์ขยายเป็นบทสนทนาระดับอุตสาหกรรม

ทั้งสองแบรนด์ไม่ได้สร้างภาพยนตร์ราคาแพง ไม่ได้ใช้โลโก้การแข่งขัน และไม่ได้วางแผนคอนเทนต์ซับซ้อน แต่ใช้ Rivalry ของทีมชาติให้สอดคล้องกับธุรกิจการเดินทางของตัวเอง

ยิ่งผลการแข่งขันมีความไม่แน่นอน คอนเทนต์ก็ยิ่งน่าติดตาม เพราะผู้ชมอยากรู้ว่าแบรนด์ที่แพ้จะรักษาคำพูดหรือไม่

#10 Iceland – ตัดคำว่า “Ice” ออก แล้วเปลี่ยนร้านเป็น “England”

เมื่อทีมชาติอังกฤษผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ Iceland ซูเปอร์มาร์เก็ตจากสหราชอาณาจักร เปลี่ยนป้ายหน้าร้านสามสาขาจาก Iceland” เป็น “England”

สาขาที่ถูกเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเกิดของนักเตะทีมชาติอังกฤษ ได้แก่ Chingford ซึ่งเชื่อมโยงกับ Harry Kane, Stourbridge บ้านเกิดของ Jude Bellingham และพื้นที่ Tyne and Wear ซึ่งเชื่อมโยงกับ Jordan Pickford แบรนด์ประกาศว่าจะคงป้าย England ไว้ตราบเท่าที่ทีมชาติอังกฤษยังอยู่ในการแข่งขัน

แคมเปญนี้ใช้ประโยชน์จากชื่อแบรนด์เดิมโดยแทบไม่ต้องสร้างองค์ประกอบใหม่ เพียงเปลี่ยน “Ice” เป็น “Eng” ก็สามารถเชื่อมโยงร้านค้า ประเทศ ทีมฟุตบอล และชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ที่สำคัญ Iceland ไม่ได้เปลี่ยนทุกสาขา แต่เลือกพื้นที่ที่มีเรื่องราวของนักเตะ ทำให้การ Rebrand มีเหตุผลมากกว่าการตกแต่งร้านตามกระแสทั่วไป

บทเรียนจากฟุตบอลโลก 2026 แบรนด์ไม่ต้องเป็นเจ้าของสนาม แต่ต้องเป็นเจ้าของมุมมอง

ทั้ง 10 กรณีมีงบประมาณและขนาดธุรกิจแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ Nike และ Pepsi ซึ่งลงทุนสร้าง Global Platform ไปจนถึง Iceland ที่เปลี่ยนป้ายหน้าร้านเพียงไม่กี่แห่ง ทว่า สิ่งที่เชื่อมทุกแคมเปญเข้าด้วยกันคือ แบรนด์ไม่ได้พยายามเลียนแบบผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ แต่เลือกหาพื้นที่ซึ่งเจ้าของสิทธิ์อาจยังเข้าไปไม่ถึง

ไม่ว่าจะเป็น การที่ Nike เป็นเจ้าของ Pop Culture ของฟุตบอล Heineken เป็นเจ้าของความสับสนของแฟนหน้าใหม่ Crumbl เป็นเจ้าของรสชาติของประเทศเจ้าภาพ Olipop เป็นเจ้าของบรรยากาศนอกสนาม Marmite เป็นเจ้าของความหวังของแฟนอังกฤษ ส่วน British Airways กับ Norwegian เป็นเจ้าของบทสนทนาหลังทราบผลการแข่งขัน

เมื่อ Creative ที่ทำงานได้ดีรอบฟุตบอลโลกจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “เราจะใส่ลูกฟุตบอลลงในโฆษณาอย่างไร” แต่ควรเริ่มจากการหาความจริงของผู้ชม เช่น พวกเขาดูการแข่งขันที่ไหน คุยกับใคร ฉลองอย่างไร กังวลเรื่องอะไร หรือมีพิธีกรรมอะไรระหว่างชมเกม

อีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญคือขอบเขตทางกฎหมาย แบรนด์ควรใช้ภาพและภาษาที่สร้างขึ้นเอง หลีกเลี่ยงเครื่องหมายการแข่งขัน ถ้วยรางวัล Mascot และถ้อยคำที่สื่อว่าเป็น “Official Partner” รวมถึงควรตรวจสอบกิจกรรมแจกตั๋วหรือโปรโมชันที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ฟุตบอลโลกมีเจ้าของสิทธิ์เพียงกลุ่มหนึ่ง แต่ความรู้สึกของแฟนบอลไม่มีใครผูกขาดได้ แบรนด์ที่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง “การเกาะชื่ออีเวนต์” กับ “การเข้าไปมีบทบาทในวัฒนธรรมรอบอีเวนต์” จะยังสามารถสร้างโอกาสทางการตลาดได้ แม้ไม่มีโลโก้อยู่ข้างสนามก็ตาม

 

Source

  1. FIFA – Partners and sponsorship rights
  2. Stobbs – FIFA World Cup 2026 and Ambush Marketing: What brands can and can’t do
  3. Nike – Rip the Script
  4. PepsiCo – Pepsi Football Nation
  5. Ads of the World – Heineken: Soccer, Translated
  6. Little Black Book – The Coooors Call
  7. Marketing Week – IRN-BRU tops World Cup advertising effectiveness ranking
  8. Famous Campaigns – Marmite WeMite
  9. Modern Retail – Brands catching World Cup fever without official sponsorships
  10. Crumbl – Soccer-inspired desserts
  11. The Economic Times – British Airways and Norwegian logo bet
  12. Retail Gazette – Iceland renames stores England

 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!