กาง 10 คู่ศัพท์การตลาด ที่คนทำงานยังใช้สับสนกันอยู่บ่อยๆ จนอาจทำให้ KPI เพี้ยนโดยไม่รู้ตัว

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

cov

วงการการตลาดมีศัพท์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกปี ขณะที่ศัพท์เก่าหลายคำก็ถูกหยิบกลับมาใช้ในบริบทใหม่ จนบางครั้งคำที่ดูคล้ายกันถูกใช้แทนกันไปมาอย่างไม่ทันสังเกต

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรียกผิดแล้วดูไม่เป็นมืออาชีพเท่านั้น เพราะการเข้าใจศัพท์ผิดอาจพาให้ทีมตั้งโจทย์ผิด เลือกเครื่องมือผิด วัดผลผิด และหนักที่สุดคือใช้งบฯ ไปกับสิ่งที่ไม่ได้ตอบเป้าหมายทางธุรกิจตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม หลายคำฟังดูใกล้กันมาก บางคำอยู่ในสไลด์เดียวกัน บางคำใช้ KPI ชุดเดียวกัน และบางคำถูกเอเจนซี ลูกค้า หรือแพลตฟอร์มเรียกไม่เหมือนกัน จึงไม่แปลกที่แม้แต่นักการตลาดที่ทำงานมาหลายปี ก็ยังมีจังหวะที่ใช้สลับกัน

ลองมาดู 10 คู่ศัพท์การตลาดที่คนมักเข้าใจว่าเหมือนกัน ทั้งที่เมื่อแยกให้ชัดแล้ว จะเห็นเลยว่าแต่ละคำทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร

 

#1 Branding กับ Marketing สร้างความหมาย หรือสร้างความต้องการ

Branding และ Marketing มักถูกเรียกรวมกันจนแทบกลายเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่แก่นของสองคำนี้ต่างกันพอสมควร

สำหรับ Branding คือการกำหนดว่าแบรนด์จะเป็นใคร ยืนอยู่ตรงไหน มีบุคลิกแบบใด และอยากให้คนรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นชื่อ โลโก้ สินค้า หรือประสบการณ์จากแบรนด์ ตั้งแต่ภาพลักษณ์ น้ำเสียง คุณค่า ไปจนถึงเหตุผลที่แบรนด์ควรมีอยู่ในตลาด

ส่วน Marketing คือกระบวนการทำให้สินค้า บริการ หรือข้อเสนอของแบรนด์ไปถึงคนที่ใช่ ด้วยวิธีที่ทำให้คนสนใจ ทดลอง ซื้อ และกลับมาซื้ออีก

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ Branding คือสิ่งที่ทำให้คนจดจำและตีความแบรนด์ ส่วน Marketing คือสิ่งที่ทำให้คนเห็น สนใจ และตัดสินใจบางอย่าง

แบรนด์ที่ทำการตลาดเก่ง แต่ Branding ไม่ชัด อาจขายได้เป็นช่วงๆ ทว่าจำยากและถูกแทนที่ง่าย ขณะที่แบรนด์ที่วาง Branding ดีมาก แต่ไม่ทำ Marketing ให้พอ ก็อาจเป็นแบรนด์ที่คนชื่นชม แต่ไม่มีใครซื้อ

#2 Strategy กับ Tactic จะชนะอย่างไร หรือจะลงมือทำอะไร

อีกคู่ที่ถูกใช้ปนกันบ่อยมากคือ Strategy และ Tactic โดยเฉพาะเวลาประชุมแผนการตลาดแล้วมีคนบอกว่า “กลยุทธ์ของเราคือทำ TikTok” หรือ “Strategy รอบนี้คือใช้ Influencer” ซึ่งในความเป็นจริง การทำ TikTok หรือใช้ Influencer ยังเป็นเพียง Tactic หรือวิธีการที่เลือกใช้

Strategy คือชุดการตัดสินใจว่าแบรนด์จะไปแข่งขันตรงไหน จะชนะด้วยอะไร จะเลือกใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย และจะยอมไม่ทำอะไรบ้าง เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ไปในทิศทางเดียวกัน

ส่วน Tactic คือกิจกรรมที่นำ Strategy ไปปฏิบัติ เช่น ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น ซื้อสื่อ Search เปิด Pop-up Store ใช้ KOL หรือทำโปรโมชันเฉพาะสมาชิก

Strategy ที่ดีจึงไม่ใช่รายการสิ่งที่ต้องทำ แต่คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่า ทำไมต้องทำสิ่งนี้ ทำกับใคร และทำแล้วจะพาแบรนด์ไปถึงเป้าหมายอย่างไร

หากทีมมีแต่ Tactic โดยไม่มี Strategy งานอาจดูคึกคัก มีแคมเปญออกตลอด แต่สุดท้ายทุกกิจกรรมแยกกันคนละทิศ และไม่สร้างความได้เปรียบที่ต่อเนื่อง

#3 Target Audience กับ Buyer Persona กลุ่มคนกว้างๆ หรือคนหนึ่งคนที่มองเห็นภาพชัด

Target Audience คือกลุ่มคนที่แบรนด์ต้องการสื่อสารหรือขายสินค้าให้ โดยมักนิยามผ่านข้อมูลพื้นฐาน เช่น อายุ เพศ รายได้ พื้นที่อยู่อาศัย อาชีพ หรือความสนใจ

Buyer Persona ลงลึกกว่า เพราะเป็นภาพจำลองของลูกค้าในเชิงพฤติกรรม แรงจูงใจ ปัญหา ความกังวล วิธีหาข้อมูล และเงื่อนไขที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ

ตัวอย่างเช่น Target Audience อาจเป็น “คนทำงานอายุ 28-40 ปี อาศัยในกรุงเทพฯ รายได้ปานกลางถึงสูง สนใจสุขภาพ”

แต่ Buyer Persona อาจเป็น “ผู้จัดการวัย 34 ปี ทำงานหนัก ไม่มีเวลาออกกำลังกายเป็นกิจวัตร อยากดูแลสุขภาพแต่ไม่ชอบโปรแกรมที่ยุ่งยาก ตัดสินใจซื้อจากรีวิวผู้ใช้จริง และยอมจ่ายเพิ่มถ้าบริการช่วยประหยัดเวลา”

สองอย่างนี้ใช้ร่วมกันได้ Target Audience ช่วยกำหนดขอบเขตตลาด ส่วน Buyer Persona ช่วยให้ทีมเข้าใจว่าจะพูดกับคนกลุ่มนั้นอย่างไร

ปัญหาที่เจอบ่อยคือ แบรนด์มี Target Audience ที่ละเอียดมากในเชิงประชากรศาสตร์ แต่ยังไม่รู้เลยว่าลูกค้ากังวลอะไร หาข้อมูลจากไหน หรือปฏิเสธสินค้าเพราะเหตุผลใด

#4 Consumer กับ Customer คนใช้ อาจไม่ใช่คนซื้อ

Consumer คือผู้บริโภคหรือผู้ใช้สินค้า ส่วน Customer คือลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อหรือผู้จ่ายเงิน

ในหลายธุรกิจ สองคนนี้เป็นคนเดียวกัน เช่น คนซื้อกาแฟและดื่มเอง แต่ในอีกหลายตลาด Consumer กับ Customer อาจเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง

พ่อแม่ซื้อขนมให้ลูก บริษัทซื้อซอฟต์แวร์ให้พนักงาน โรงพยาบาลสั่งซื้ออุปกรณ์ให้แพทย์ใช้ หรือคนซื้อของขวัญให้คนอื่น ในกรณีเหล่านี้ คนตัดสินใจซื้อ คนจ่ายเงิน และคนใช้งานอาจไม่ใช่คนเดียวกัน

ความแตกต่างนี้มีผลต่อการตลาดมาก เพราะข้อความที่โน้มน้าว Customer อาจเน้นราคา ความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ ขณะที่ข้อความสำหรับ Consumer อาจเน้นประสบการณ์ ความสนุก ความสะดวก หรือประสิทธิภาพในการใช้งาน

ถ้าแบรนด์พูดกับผู้ใช้เพียงคนเดียว แต่คนจ่ายเงินมีเกณฑ์ตัดสินใจอีกแบบ โอกาสปิดการขายก็อาจหายไปตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

#5 Reach กับ Impression มีกี่คนเห็น หรือถูกเห็นกี่ครั้ง

Reach หมายถึงจำนวนคนหรือบัญชีที่เห็นคอนเทนต์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ส่วน Impression หมายถึงจำนวนครั้งทั้งหมดที่คอนเทนต์ถูกแสดง

หากคนหนึ่งเห็นโฆษณาชิ้นเดิมห้าครั้ง Reach จะนับเป็นหนึ่ง แต่ Impression จะนับเป็นห้า

หลายรายงานนำสองตัวเลขนี้ไปใช้แทนกัน จนทำให้เกิดภาพลวงว่าแคมเปญเข้าถึงคนจำนวนมาก ทั้งที่จริงอาจเป็นคนกลุ่มเดิมเห็นโฆษณาซ้ำหลายครั้ง

Reach ช่วยตอบว่าแบรนด์ขยายการมองเห็นไปได้กว้างแค่ไหน ส่วน Impression ช่วยสะท้อนความถี่ในการปรากฏตัว

ตัวเลขใดดีกว่ากันขึ้นอยู่กับโจทย์ หากต้องการเปิดตัวสินค้าใหม่ Reach อาจสำคัญกว่า แต่ถ้าต้องการให้คนจดจำข้อเสนอในระยะเวลาสั้น Impression และ Frequency ก็มีบทบาทมากขึ้น

การดูเพียงตัวใดตัวหนึ่งจึงอาจทำให้ทีมตีความผิด เช่น Impression สูงไม่ได้แปลว่าเข้าถึงคนใหม่มาก และ Reach สูงก็ไม่ได้แปลว่าคนจำสารที่แบรนด์พูดได้

#6 Awareness กับ Consideration รู้จักแล้ว ไม่ได้แปลว่าสนใจซื้อ

Awareness คือระดับที่ผู้บริโภครู้จักหรือจำแบรนด์ได้ ส่วน Consideration คือระดับที่ผู้บริโภคนำแบรนด์เข้าไปอยู่ในตัวเลือกเมื่อต้องการซื้อสินค้า

คนจำนวนมากรู้จักแบรนด์หนึ่งเป็นอย่างดี แต่ไม่เคยคิดจะซื้อ เพราะมองว่าแพงเกินไป ไม่เหมาะกับตัวเอง หาไม่ได้สะดวก หรือไม่เชื่อว่าสินค้าตอบโจทย์

นี่คือเหตุผลที่ Brand Awareness สูง ไม่ได้แปลว่ายอดขายจะสูงตามเสมอ

แคมเปญ Awareness มักทำหน้าที่เพิ่มการมองเห็น การจดจำ และการเชื่อมโยงแบรนด์กับหมวดสินค้า ขณะที่แคมเปญ Consideration ต้องเพิ่มเหตุผลให้คนรู้สึกว่าแบรนด์นี้ควรค่าแก่การพิจารณา เช่น รีวิว การเปรียบเทียบ จุดเด่นของสินค้า หลักฐานความน่าเชื่อถือ หรือประสบการณ์ทดลองใช้

หากแบรนด์ดังอยู่แล้ว แต่ยอดขายไม่ขยับ การซื้อ Reach เพิ่มอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะคอขวดอาจอยู่ที่คนยังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะเลือกแบรนด์

#7 USP กับ Value Proposition จุดเด่นที่แตกต่าง หรือคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ

USP หรือ Unique Selling Proposition คือจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน ส่วน Value Proposition คือคุณค่ารวมที่แบรนด์เสนอให้ลูกค้า ว่าทำไมสินค้าหรือบริการนี้จึงเหมาะกับเขา

USP มักตอบคำถามว่า “เรามีอะไรที่คนอื่นไม่มี” ขณะที่ Value Proposition ตอบว่า “ลูกค้าจะได้อะไร และทำไมสิ่งนั้นจึงสำคัญกับเขา”

สินค้าอาจมี USP ว่าใช้เทคโนโลยีเฉพาะที่ทำงานได้เร็วกว่า 30% แต่ Value Proposition ต้องแปลจุดเด่นนั้นให้กลายเป็นประโยชน์ที่ลูกค้ารู้สึกได้ เช่น ช่วยลดเวลาทำงาน ลดต้นทุน หรือทำให้ทีมทำงานได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มคน

หลายแบรนด์ติดอยู่กับการพูดถึง Feature หรือคุณสมบัติ แล้วเรียกสิ่งนั้นว่า Value Proposition ทั้งที่ลูกค้าไม่ได้ซื้อเทคโนโลยี วัตถุดิบ หรือกระบวนการผลิตเพียงอย่างเดียว ลูกค้าซื้อผลลัพธ์ที่สิ่งเหล่านั้นมอบให้

USP ที่ดีช่วยให้แบรนด์ไม่เหมือนคนอื่น ส่วน Value Proposition ที่ดีช่วยให้ลูกค้าเข้าใจว่า ความไม่เหมือนนั้นเกี่ยวอะไรกับชีวิตของเขา

#8 Lead กับ Prospect คนที่ทิ้งข้อมูลไว้ หรือคนที่มีโอกาสซื้อจริง

Lead คือบุคคลหรือองค์กรที่แสดงความสนใจในระดับหนึ่ง เช่น กรอกแบบฟอร์ม ดาวน์โหลดเอกสาร สมัครรับข่าวสาร หรือทักเข้ามาสอบถาม

แต่ไม่ใช่ทุก Lead จะเป็น Prospect

Prospect คือ Lead ที่ผ่านการประเมินแล้วว่ามีความเป็นไปได้ในการซื้อ มีความต้องการ มีงบประมาณ มีอำนาจตัดสินใจ หรืออยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ธุรกิจจำนวนไม่น้อยฉลองเมื่อได้ Lead จำนวนมาก แต่ฝ่ายขายกลับบอกว่าใช้งานไม่ได้ เพราะคนที่กรอกข้อมูลอาจเพียงต้องการของฟรี ยังไม่มีงบ หรือไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่บริษัทให้บริการ

จำนวน Lead จึงสะท้อนความสนใจเบื้องต้น ขณะที่คุณภาพของ Prospect สะท้อนโอกาสทางการขายที่จับต้องได้มากกว่า

การตลาดที่มีประสิทธิภาพไม่ได้จบที่การสร้าง Lead ให้เยอะที่สุด แต่ต้องสร้างระบบคัดกรอง ดูแล และส่งต่อคนที่มีศักยภาพให้ฝ่ายขายในจังหวะที่เหมาะสมด้วย

#9 Conversion กับ Sale มีคนทำตามเป้าหมาย ไม่ได้แปลว่าปิดการขายแล้ว

Conversion คือการที่ผู้ใช้งานทำ Action ตามที่แบรนด์กำหนด ซึ่งอาจเป็นการซื้อสินค้า แต่ก็อาจเป็นการกรอกข้อมูล สมัครสมาชิก ดาวน์โหลดแอป กดทดลองใช้ เพิ่มสินค้าลงตะกร้า หรือจองคิว ขณะที่ Sale คือการขายที่เกิดรายได้จริง

ความสับสนมักเกิดเมื่อทีมรายงานว่าแคมเปญมี Conversion สูง ทั้งที่ Conversion ที่วัดอาจเป็นเพียงการคลิกหรือกรอกฟอร์ม และยังห่างจากรายได้อีกหลายขั้น

Conversion จึงต้องมีคำอธิบายต่อท้ายเสมอว่า Conversion อะไร และอยู่ตรงส่วนไหนของ Customer Journey

สำหรับธุรกิจ E-commerce การซื้ออาจเป็น Conversion หลัก แต่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือ B2B การกรอกข้อมูลเป็นเพียง Micro Conversion ที่ต้องผ่านการติดตาม นัดหมาย เสนอราคา และเจรจาอีกหลายรอบ

การเพิ่ม Conversion Rate จึงมีความหมายก็ต่อเมื่อทีมรู้ว่า Action นั้นเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจมากน้อยแค่ไหน

#10 Retention กับ Loyalty ยังอยู่กับแบรนด์ หรือเลือกแบรนด์ด้วยความผูกพัน

Retention คือความสามารถในการรักษาลูกค้าให้ยังใช้งานหรือซื้อซ้ำ ส่วน Loyalty คือความภักดีที่ทำให้ลูกค้าเลือกแบรนด์ แม้มีทางเลือกอื่นอยู่ตรงหน้า

ลูกค้าอาจยังอยู่กับแบรนด์เพราะย้ายยาก มีสัญญาผูกมัด สะสมแต้มไว้มาก หรือยังหาเจ้าที่สะดวกกว่าไม่ได้ กรณีนี้ Retention อาจสูง แต่ Loyalty ไม่ได้สูงตาม

ในทางกลับกัน ลูกค้าที่มี Loyalty อาจไม่ได้ซื้อบ่อยที่สุด แต่พร้อมกลับมาเลือกแบรนด์ แนะนำให้คนอื่น และให้อภัยเมื่อแบรนด์ผิดพลาดเล็กน้อย

Retention มักวัดจากพฤติกรรม เช่น อัตราการซื้อซ้ำ อัตราการต่ออายุ หรือ Churn Rate ส่วน Loyalty ต้องดูทั้งพฤติกรรมและทัศนคติ เช่น ความชอบ ความไว้ใจ ความเต็มใจที่จะแนะนำ และความรู้สึกผูกพัน

ส่วนลดอาจช่วยรักษา Retention ได้ในระยะสั้น แต่หากลูกค้าซื้อเพราะรอโปรโมชันเพียงอย่างเดียว แบรนด์ก็ยังไม่ได้สร้าง Loyalty

“ศัพท์ชัด งานก็ชัด” แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ศัพท์ให้ถูกไม่ได้มีไว้เพื่อจับผิดว่าใครพูดเป็นหรือไม่เป็น แต่ช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นโจทย์เดียวกัน เมื่อคำว่า Awareness ไม่ถูกใช้แทนยอดขาย เมื่อ Tactic ไม่ถูกเรียกว่า Strategy และเมื่อ Lead ไม่ถูกนับรวมว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจทั้งหมด ทีมจะตั้งเป้าหมาย วางงบ และวัดผลได้ตรงขึ้น

การตลาดทุกวันนี้มีข้อมูลมาก เครื่องมือมาก และคำศัพท์มากกว่าเดิมหลายเท่า แต่สิ่งที่ยังสำคัญคือการกลับไปถามให้ชัดว่า คำที่กำลังใช้อยู่นั้นหมายถึงอะไร วัดจากอะไร และเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจตรงไหน เพราะหลายครั้ง ปัญหาของแคมเปญไม่ได้เริ่มจากไอเดียไม่ดีหรือสื่อไม่แรง แต่อาจเริ่มตั้งแต่ทุกคนใช้คำเดียวกัน โดยเข้าใจคนละความหมาย ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องศัพท์แสงต่างๆ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกันจึงจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพได้ง่ายและตรงจุด.

 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!