
ถ้าพูดถึง G-DRAGON นอกจากดนตรี อีกสิ่งที่ตามมากับชื่อของเขามาตลอดคือเรื่องแฟชั่น ศิลปะ และรสนิยมส่วนตัวที่ค่อนข้างชัด เสื้อผ้าที่เขาเลือก วิธีจับของต่างสไตล์มาอยู่ด้วยกัน ไปจนถึงรายละเอียดอย่างสี รอยเพนต์ หรือเครื่องประดับ หลายอย่างมีความเป็น “G-DRAGON” มากพอให้คนเห็นแล้วจำได้
หนึ่งในสิ่งที่เติบโตออกมาจากโลกของเขาคือ PEACEMINUSONE (พีซไมนัสวัน) แบรนด์ที่ G-DRAGON สร้างร่วมกับ Gee Eun สไตลิสต์และครีเอทีฟพาร์ตเนอร์ที่ทำงานด้วยกันมานาน
PEACEMINUSONE ไม่ได้เริ่มจากการเป็นแบรนด์เสื้อผ้าทันที ปี 2015 ชื่อนี้ถูกใช้กับโปรเจกต์ศิลปะ PEACEMINUSONE: Beyond the Stage ที่ Seoul Museum of Art ซึ่ง G-DRAGON ทำงานร่วมกับศิลปินหลายคน ก่อนที่ปี 2016 จะค่อยพัฒนาเป็นแบรนด์แฟชั่นอย่างจริงจัง มีทั้งเสื้อ หมวก Accessories และงาน Presentation ที่รวมเสื้อผ้า Installation ประติมากรรม วิดีโอ และ Performance เข้าไว้ด้วยกัน
ตั้งแต่ช่วงแรก PEACEMINUSONE จึงมีลักษณะคล้าย Creative World ของ G-DRAGON ที่ถูกทำให้จับต้องได้ผ่านสินค้า มากกว่าจะเป็น Clothing Label อย่างเดียว
จุดเริ่มต้นของชื่อ โลโก้ และ Daisy
ชื่อ PEACEMINUSONE เชื่อมกับแนวคิดเรื่อง Peace ที่ยังไม่สมบูรณ์ และพื้นที่ระหว่างโลกในอุดมคติกับโลกความจริง
ถ้ามองตามความหมายของชื่อ “Peace Minus One” มันเหมือนการพูดถึงโลกที่ยังไปไม่ถึงสภาวะสมบูรณ์ ยังมีบางอย่างขาดหายอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับวิธีที่แบรนด์สร้างสัญลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา
โลโก้ของ PEACEMINUSONE นำ Peace Sign ที่คนคุ้นตาอยู่แล้วมาดัดแปลง โดยตัดบางส่วนออก จนเกิดเป็นเครื่องหมายที่ยังพอเห็นเค้าของสัญลักษณ์เดิม แต่มีความไม่สมบูรณ์อยู่ในตัวมันเอง
อีก Symbol สำคัญคือ Daisy ที่มีกลีบหายไปหนึ่งกลีบ ซึ่งต่อมากลายเป็นภาพจำของทั้ง PEACEMINUSONE และ G-DRAGON ถูกนำไปใช้ซ้ำบนเสื้อ หมวก รองเท้า และเครื่องประดับ
ส่วนกลีบที่หายไปอยู่บริเวณประมาณ 8 นาฬิกา ซึ่งเชื่อมกับเลข 8 ที่มีความหมายกับ G-DRAGON เพราะเขาเกิดวันที่ 18 สิงหาคม 1988
ถ้ามองคู่กันจะเห็นวิธีคิดคล้ายกันมาก คือ Peace Sign ขาดไปบางส่วน ส่วน Daisy ขาดไปหนึ่งกลีบ ของที่ควรจะสมบูรณ์ถูกทำให้มีบางอย่างหายไป แล้วความไม่สมบูรณ์นั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนจำได้
นี่คือความน่าสนใจ เพราะ PEACEMINUSONE ใช้ความ “ขาด” ซ้ำตั้งแต่ชื่อ โลโก้ ไปจนถึง Symbol สำคัญของแบรนด์ จนกลายเป็นภาษาภาพที่ค่อนข้างชัดของตัวเอง
รสนิยมของ G-DRAGON ที่ค่อยๆ กลายเป็นภาษาของแบรนด์
สินค้าช่วงแรกของ PEACEMINUSONE มีทั้ง T-shirt, Cap และ Accessories ซึ่งใช้โลโก้ Daisy และกราฟิกที่สัมพันธ์กับโลกของ G-DRAGON ค่อนข้างชัด
หลังจากนั้นภาษาภาพของแบรนด์เริ่มขยายออกไป ทั้งงานเพนต์ รอยขูด ความรู้สึกแบบ DIY ความ Unfinished รวมถึงนิสัยในการนำของที่คนคุ้นเคยมาดัดแปลงใหม่ สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับรสนิยมของ G-DRAGON ที่ชอบผสมของจากหลายโลกเข้าด้วยกัน ทั้งของหรูกับ Street Fashion หรือของเรียบร้อยกับรายละเอียดที่ดูดิบและผ่านการใช้งาน
พอองค์ประกอบเหล่านี้ถูกใช้ซ้ำเรื่อยๆ มันก็เริ่มกลายเป็น Visual Language จนบางครั้งไม่มีรูป G-DRAGON อยู่บนสินค้า คนที่รู้จักแบรนด์ก็ยังมองแล้วรู้สึกได้ว่า “อันนี้ดู PEACEMINUSONE”
Nike กับ Product ที่ใส่วิธีคิดของ G-DRAGON ลงไปจริงๆ
หนึ่งใน Collaboration ที่ทำให้ PEACEMINUSONE เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือการร่วมงานกับ Nike
ปี 2019 ทั้งคู่เปิดตัว Air Force 1 “Para-Noise” ซึ่งมีผิวด้านนอกที่ถูกออกแบบให้ค่อยๆ สึกออกตามการใช้งาน ก่อนเผย Artwork ของ G-DRAGON ที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง ทำให้รองเท้าแต่ละคู่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามคนที่ใส่
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ PEACEMINUSONE ใส่แนวคิดเรื่องความไม่สมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลง และร่องรอยจากการใช้งานเข้าไปในตัว Product ผ่านรายละเอียดที่มากกว่าการเปลี่ยนสีหรือใส่โลโก้เพิ่ม
ต่อมาในปี 2021 เกิด Kwondo 1 ซึ่ง G-DRAGON มีส่วนสร้าง Silhouette ใหม่ โดยนำรายละเอียดของ Brogue, Dress Shoes และรองเท้ากีฬามาผสมกัน Nike เคยอธิบายว่าทีมดีไซน์ใช้ Reference หลายโลก ตั้งแต่ Golf, Bowling, Football ไปจนถึง Dress Shoes
Kwondo 1 จึงเป็นอีกตัวอย่างที่เห็น Taste ของ G-DRAGON ชัด คือการหยิบสิ่งที่ดูอยู่คนละโลกมาวางอยู่ด้วยกัน แล้วทำให้มันกลายเป็นของชิ้นใหม่
การเติบโตผ่าน Collaboration
ไล่ดูเส้นทางของแบรนด์ จะเห็นว่า PEACEMINUSONE ใช้ Collaboration ค่อนข้างเยอะ มีทั้ง Capsule Collection กับ AMBUSH, Pop-up กับ Vogue Korea, Fine Jewelry กับ Jacob & Co., งานกับ VERDY, Pixar / Toy Story รวมถึง Limited Merchandise กับ McDonald’s
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์กับ Nike ก็ยังดำเนินต่อ และขยายไปถึง Sport Culture ผ่าน Collection ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลในปี 2026
พอมองรวมกัน Product Category เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ Fashion, Sneaker, Jewelry, Sport ไปจนถึง Entertainment และ Lifestyle แต่สิ่งที่ตามไปด้วยแทบทุกครั้งยังเป็นภาษาเดิมของแบรนด์ ทั้ง Daisy, Logo, งาน DIY, รอยเพนต์ ความ Unfinished และวิธีนำสิ่งที่คุ้นเคยมาตีความใหม่
ทำไมคนยังมองออกว่านี่คือ PEACEMINUSONE
นั่นทำให้ PEACEMINUSONE มีลักษณะที่น่าสนใจ เพราะแบรนด์อาจไม่มี Hero Product เพียงชิ้นเดียวที่ต้องเป็นตัวแทนของทุกอย่าง
สิ่งที่ค่อยๆ แข็งแรงขึ้นคือ ภาษาของแบรนด์
Daisy อยู่บนเสื้อได้ อยู่บน Nike ได้ แล้วก็ไปอยู่บน Jewelry ได้ สินค้าเปลี่ยน แต่ความรู้สึกของแบรนด์ยังตามไปด้วย
รสนิยมของ G-DRAGON ที่ปกติเป็นเรื่องจับต้องยาก จึงค่อยๆ ถูกแปลงเป็น Symbol, Product และ Collaboration ที่มองเห็นได้ จากเดิมที่คนอาจพูดว่า “G-DRAGON มีเซนส์” หรือ “G-DRAGON แต่งตัวเก่ง” สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ถูกทำให้เป็นระบบ จนวันหนึ่งคนสามารถเห็น Daisy รอยเพนต์ หรือวิธีดัดแปลงสินค้า แล้วรู้สึกได้ว่า “นี่มีความ GD อยู่” แม้ไม่มีรูปของเขาอยู่ตรงนั้น
นี่อาจเป็นสิ่งที่ PEACEMINUSONE สร้างขึ้นได้สำเร็จที่สุด G-DRAGON เอารสนิยม วิธีคิด งานศิลปะ และภาษาภาพของตัวเองไปฝังอยู่ใน Product จนสิ่งเหล่านั้นเริ่มทำงานเป็น Brand Asset ได้ด้วยตัวเอง
