
เมื่อเริ่มมีเงินออมและเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนขึ้น หลายคนมักเริ่มมองหาวิธีต่อยอดเงินที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การสร้างเงินก้อนในอนาคต หรือการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ แต่คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ควรออมเงินไว้เท่าไร ควรลงทุนอย่างไร และการลงทุนที่เลือกในวันนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินในอนาคตหรือไม่
นี่คือเหตุผลที่บริการ Wealth Management หรือการบริหารความมั่งคั่งจาก ttb ที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยวางแผนและให้คำแนะนำทั้งด้านการเงินและการลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถจัดการสินทรัพย์และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมกับเป้าหมายของตนเอง
เพื่อให้เรื่องของ Wealth Management กลายเป็นเรื่องง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน ttb เปิดตัว “My Wealth” บนแอป ttb touch ภายใต้แนวคิด “Digital Wealth Advisory” ที่ช่วยสร้างประสบการณ์การลงทุนเข้ามารวมอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพียงที่เดียว ช่วยลดข้อจำกัดเดิมที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ RM (Relationship Manager), ต้นทุนการให้บริการ และเกณฑ์จำนวนสินทรัพย์ เพื่อให้การลงทุนสามารถเข้าถึงกลุ่มคนทุกคน ทั้งคนที่กำลังสร้างฐานะและต้องการคำแนะนำทางการเงินมากขึ้น
คนไทยมีเงินออม แต่ยังไม่ลงทุน
จากข้อมูลอินไซต์ที่ ttb ศึกษามาพบว่า สินทรัพย์ของคนไทยประมาณ 57% จะอยู่ในรูปของเงินฝาก แต่สัดส่วนสินทรัพย์ในการลงทุนกลับมีอยู่เพียงประมาณ 23% ยิ่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่การลงทุนอยู่ในระดับ 45% นั่นหมายความว่า ยังมีโอกาสที่คนไทยจะเข้าสู่ระบบการลงทุน ด้วยการทำให้เงินออมถูกจัดการอย่างเป็นระบบและให้การลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้

ถึงสัดส่วนการลงทุนจะมีอยู่ไม่มาก แต่หากดูภาพรวมการลงทุนกลับมองเห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นผ่านความสนใจด้านการลงทุน โดยเมื่อดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี จะพบว่าจำนวนบุคคลธรรมดาที่เปิดพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.5 ล้านคนกลายเป็น 3 ล้านคน โดยในจำนวนนั้นเกือบครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่ม Gen Y ที่มีอายุประมาณ 30-44 ปี มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 75,000 บาทต่อเดือน พร้อมทั้งมี Digital Adoption สูง และมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่มีบ้าน มีรถ การศึกษาของบุตร ไปจนถึงเงินก้อนในอนาคต โดยยังมีพฤติกรรมมองหาโอกาสลงทุนในตลาดทั่วโลกมากขึ้นด้วย
เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลเหล่านี้จะพบว่า คนรุ่นใหม่เริ่มมีเงินมากขึ้นและมีเป้าหมายพร้อมลงทุน ขณะที่เวลาสำหรับศึกษาตลาดการลงทุนกลับมีจำกัด ความรู้ด้านการจัดพอร์ตที่กระจัดกระจาย และบริการเจ้าหน้าที่ปรึกษาทางการเงินยังเข้าไม่ถึงคนกลุ่มนี้ได้ ทำให้กลายเป็นตลาดที่อยู่ระหว่าง Mobile Banking แบบ Transactional Wealth Management แบบมีผู้เชี่ยวชาญดูแลเต็มรูปแบบ ทำให้มีโอกาสที่ My Wealth สามารถเข้าไปจับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว
จากบริการด้าน RM สู่เป้าหมายการลงทุน

หนึ่งในความยากของการลงทุน เมื่อความเข้าใจของผู้บริโภคที่มองว่าการลงทุนเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม Private Wealth ที่มีเงินลงทุนสูงจะมีบริการเจ้าหน้าที่ RM (Relationship Manager) ที่เข้ามาช่วยดูแลพอร์ตลงทุน ติดตามการจัดสรรสินทรัพย์ และให้คำแนะนำเมื่อสถานการณ์ตลาดเปลี่ยน ส่วนผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้องดูข้อมูลการลงทุน ตัดสินใจการลงทุน และบริหารพอร์ตลงทุนด้วยตัวเองเท่านั้น และหลายครั้งมักจะพลาด
ซึ่งในจุดนี้เองทำให้ ttb มองเห็นโอกาสในการนำแนวทางการดูแลลูกค้าแบบ Private Wealth มาสู่ผู้ลงทุนในวงกว้าง ผ่านการเปิดตัวฟีเจอร์ My Wealth บนแอป ttb touch ซึ่งเป็น Digital Wealth Advisory เปรียบเหมือนผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลและให้คำแนะนำแก่ลูกค้ากลุ่ม Wealth มาอยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงคำแนะนำด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางเดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ My Wealth ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการช่วยตอบคำถามว่า “ควรลงทุนอะไร” แต่ต้องการเปลี่ยนมุมมองการลงทุนให้เริ่มต้นจากคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ “เป้าหมายทางการเงินคืออะไร” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเงินก้อนในอีก 5-10 ปี การเตรียมความพร้อมสำหรับวัยเกษียณ หรือเป้าหมายสำคัญอื่น ๆ ในชีวิต
เมื่อผู้ใช้งานกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาได้แล้ว ระบบจึงค่อยเชื่อมโยงคำแนะนำทางการเงินและแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ช่วยให้การลงทุนไม่ใช่เพียงการมองหาผลตอบแทน แต่เป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้มากขึ้น
เปลี่ยนการลงทุนที่ซับซ้อนให้จัดการได้ง่ายขึ้น
การนำบริการ My Wealth เข้ามาเป็นหนึ่งฟีเจอร์ของแอป ttb touch ยังเป็นการแก้อีก Pain Point เพื่อช่วยลดจำนวนขั้นตอนการลงทุน โดยใน Customer Journey การลงทุนเดิม หากมีการลงทุนหลายกองทุน การทำรายการอาจเสียเวลาประมาณ 20-30 คลิก ผ่านหน้าจอราว 18 หน้า แต่สำหรับ My Wealth ได้รับการออกแบบการทำรายการมาให้การลงทุนเหลือประมาณ 4-6 คลิก ผ่านเพียง 3 หน้าจอ
My Wealth จึงพยายามลดระยะเวลาระหว่างการให้คำแนะนำกับการดำเนินการให้น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ Investment Office มีมุมมองว่า ควรมีการปรับพอร์ตการลงทุน ระบบสามารถแจ้งเตือนให้ผู้บริโภคตรวจสอบคำแนะนำ และหากเห็นด้วยก็สามารถปรับพอร์ตผ่านระบบที่สั้นลงได้ ช่วยให้ระบบ Digital Advisory โดดเด่นเพราะคำแนะนำถูกเชื่อมโยงกับการดำเนินการโดยตรงทันที
ttb x Webull เติมเต็ม Wealth Ecosystem เพื่อการลงทุนที่สะดวก คุ้มค่าและมั่นใจ

เบื้องหลังการพัฒนา My Wealth คือการสร้าง Wealth Ecosystem ที่ช่วยเชื่อมการออม การลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งเข้าไว้ด้วยกัน โดยปัจจุบัน ttb มีผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่เงินฝาก กองทุนรวม พันธบัตร ไปจนถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ต้องการกระจายโอกาสการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศ
เพื่อเติมเต็ม Wealth Ecosystem ให้ครบวงจร ttb จึงร่วมมือกับ Webull แพลตฟอร์มการลงทุนในหุ้นและ ETF สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนในตลาดโลก พร้อมเชื่อมการบริหารเงินสกุลดอลลาร์และการลงทุนไว้ใน Ecosystem เดียว ตอบโจทย์ทั้งความ สะดวก คุ้มค่า และมั่นใจ ตั้งแต่การแลก เก็บ ลงทุน ไปจนถึงการติดตามความมั่งคั่งและเป้าหมายทางการเงินผ่าน ttb touch
โดยทั้งสองฝ่ายจะนำระบบมา Integration และออกแบบร่วมกัน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวที่สามารถใช้ข้อมูลจาก ttb เพื่อลดการกรอกข้อมูล ไปจนถึงการส่งมูลค่าสินทรัพย์จาก Webull กลับมาแสดงในแอป ttb touch เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นภาพรวมของพอร์ตได้
ผู้บริโภคจึงสามารถเริ่มจากเงินที่มีอยู่ในธนาคาร รวมไปถึงเปิดบัญชีลงทุน บริหารเงินสกุลต่างประเทศ แลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ และเข้าสู่การลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่าน Webull โดยมีแอป ttb touch ทำหน้าที่เป็นประตูหลัก โดยรูปแบบเงินโอนเข้าและโอนออกจาก Webull ยังถูกออกแบบให้ทำงานคล้ายการโอนเงินระหว่างบัญชีบนแอป ttb touch พร้อมระบบ Goal Tracking ที่ช่วยบอกได้ว่า สินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่กำลังเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้แล้วหรือยัง ด้วย Wealth Ecosystem จะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้มากกว่าการให้ ttb touch เป็นเพียงแอป Mobile Banking
AI Advisory หนึ่งจุดเด่นที่พลาดไม่ได้

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ My Wealth คือการมีที่ปรึกษาทางการเงินให้กับทุกคน ซึ่งการใช้ทีมงานที่ปรึกษาทางการเงินให้คำแนะนำทุกคนอาจกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เพราะ My Wealth เป็นฟีเจอร์ดิจิทัล ทำให้ที่ปรึกษาต้องเป็นระบบดิจิทัลด้วยกันในรูปแบบ Generative AI Wealth Advisor ที่ปัจจุบัน ttb กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้ Digital Advisory สามารถให้คำแนะนำได้จำนวนมาก และ AI ยังช่วยตอบปัญหาและข้อสงสัย รวมไปถึงการสนทนา สอบคำถาม ทำความเข้าใจการลงทุน หรือรับคำอธิบายเกี่ยวกับการจัดสรรสินทรัพย์ในภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้นกับนักลงทุนทุกคน
ดังนั้น My Wealth กำลังปรับพฤติกรรมการลงทุนให้กลายเป็นรูปแบบ Self-Service ภายใต้คำแนะนำของที่ปรึกษา AI ช่วยตอบคำถาม วิเคราะห์ และช่วยดำเนินการธุรกรรมในอนาคต
My Wealth โอกาสของนักลงทุนทุกคน
เมื่อวิเคราะห์ให้ลงลึกมากขึ้น จะพบว่า ttb กำลังสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคให้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่เงินในบัญชี เงินเดือนที่พร้อมโอนเข้าบัญชี การขอสินเชื่อ รวมไปถึงการลงทุน และหากมองในระยะยาว ttb กำลังจะพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภค ตั้งแต่การออมเงิน นำไปสู่การขอสินเชื่อเพื่อสร้างธุรกิจหรือครอบครัว และการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงของชีวิต
หากวิเคราะห์ลงไปเฉพาะการลงทุน จะเห็นว่า ttb กำลังสร้างโอกาสให้ทุก ๆ คนสามารถเข้าสู่ตลาดการลงทุน โดยลบภาพจำของการลงทุนเป็นเรื่องเฉพาะคนมีเงิน ด้วยรูปแบบที่ My Wealth วางไว้ช่วยให้ใครที่ต้องการลงทุนสามารถลงมือได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีเงินก้อนเพื่อลงทุน แถมยังเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่นอกจากจะเป็นโอกาสการสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนอีกด้วย
การร่วมมือกับ Webull ซึ่งเป็นหนึ่งในฟังก์ชันหลักของ My Wealth เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถลงทุนในหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ได้ ผ่านแอป ttb touch นอกจากการเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายกว่าเดิมแล้วจะทำให้ได้รับความสะดวกจบได้ในที่เดียว ไม่ต้องบริหารการลงทุนผ่านหลาย Platform ได้รับความคุ้มค่าเพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ธนาคารมอบให้ ที่สำคัญคือสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ โอนเงินเข้า-ออก เพื่อการลงทุนได้อย่างไร้กังวลผ่าน ttb
มอบสิทธิพิเศษดึงผู้บริโภคสู่การลงทุน
แม้จะมีบริการที่ดีมากแค่ไหนแต่ถ้านักลงทุนไม่ใช้ก็ไม่เกิดผลลัพธ์ เพื่อผลักดันให้นักลงทุนได้ใช้ My Wealth บนแอป ttb touch ทาง ttb ได้เตรียมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มีสถานะ Superior, Reserve Gold, Reserve Platinum และ Reserve Diamond ด้านอัตราแลกเปลี่ยนในสกุลเงิน USD รวมถึงดอกเบี้ยพิเศษสูงสุด 3.65% ต่อปี สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชี FCD e-Saving หรือมีบัญชีอยู่แล้ว และมีการใช้ผูกกับบัญชี Webull ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน – 31 ธันวาคม 2569 ตามเงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ ลูกค้าที่เปิดบัญชี Webull ผ่านแอป ttb touch และลงทุนในหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ครั้งละ 300 เหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป หรือ 10,000 บาท ขึ้นไป โดยประมาณ ระหว่างวันที่ 15 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับหุ้นในกลุ่ม Magnificent Seven มูลค่า 400 บาท ซึ่งเปรียบเสมือน Incentive ให้กับนักลงทุนที่เริ่มเปิดประสบการณ์กับสินทรัพย์ต่างประเทศ
ความร่วมมือกันในครั้งนี้ระหว่าง ttb และ Webull เป็นการให้บริการที่สอดรับกับพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่ ที่สนใจเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้หันมาลงทุนผ่าน My Wealth บนแอป ttb touch เริ่มตันตั้งแต่การวางแผน การเริ่มต้นลงทุน ไปจนถึงการเข้าถึงโอกาสการลงทุนในตลาดโลก พร้อมมอบประสบการณ์การลงทุนที่สะดวก คุ้มค่า และมั่นใจ โดย ttb ยังคงเดินหน้าพัฒนา My Wealth และโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่งให้ตอบโจทย์นักลงทุนไทยในอนาคตเพื่อสามารถเข้าถึงการบริหารความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
- รับดอกเบี้ยพิเศษ 3.65% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน เมื่อเปิด หรือฝากเงินเพิ่มในบัญชี FCD e-Saving สกุลเงิน USD และผูกบัญชีกับบัญชีลงทุน Webull บนช่องทาง ttb touch ระหว่างวันที่ 15 ก.ย. 69 – 31 ธ.ค. 69
- รับหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 มูลค่า 400 บาท (ไม่สามารถเลือกหุ้นได้เอง)เมื่อมีการลงทุนในหุ้น และ/หรือ ETF สหรัฐฯ ครั้งละ 300 เหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป หรือ 10,000 บาท ขึ้นไป โดยประมาณ ต่อ 1 รายการ ระหว่างวันที่ 15 ก.ย. 69 – 30 พ.ย. 69 สงวนสิทธิ์การรับรางวัล 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ตลอดรายการ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ Webull Thailand กำหนด
- ธนาคารเป็นเพียงช่องทางในการเข้าถึงแพลตฟอร์ม Webull เท่านั้น ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลและการให้บริการเกี่ยวกับหลักทรัพย์ของ Webull
- การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนการลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงของการลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีต/ ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศและไม่ได้ป้องกัน
