Bepanthen ‘Mom’s Golden Time’ เมื่อเวลาของแม่ไม่กี่นาที คือช่วงเวลาทอง ‘Mom’s Golden Time’ โฆษณาสุดน่ารักที่ขอคืนเวลาดีๆ ให้แม่ผ่านสองมือน้อย


 

เวลาของคนเป็นแม่ ไม่ง่ายเลย เพราะการเป็นแม่นั้น เวลาส่วนใหญ่ถูกเทไปให้ลูก แต่เวลาเหล่านั้นไม่ได้หายไปในทันที ทว่า ค่อยๆ ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การเวลาที่เคยใช้กินข้าว กลายเป็นเวลาให้นม เวลาที่เคยอาบน้ำให้ตัวเอง กลายเป็นเวลาอาบน้ำให้ลูก หรือแม้แต่ช่วงเวลาง่ายๆ อย่างการสระผม มาสก์หน้า หรือยืนมองตัวเองในกระจก กลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องรอไปก่อน

นี่คืออินไซต์ชีวิตแม่ที่แบรนด์ Bepanthen ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็ก นำมาต่อยอดเป็นแคมเปญ “ช่วงเวลาทองของแม่ (Mom’s Golden Time)” ถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์โฆษณาเรื่องใหม่ โดยจับมือกับ YDM Thailand ชวนมองการดูแลในอีกมุมหนึ่งว่า นอกจากเด็กที่ต้องได้รับการดูแลแล้ว คนที่ดูแลเด็กเองก็ควรได้รับการดูแลเช่นกัน

การตั้งคำถามง่ายๆ แต่ชวนคิดว่า “แล้วใครดูแลคนที่คอยดูแลทุกคน?”

เพราะเมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเด็ก ภาพที่คุ้นเคยมักวนอยู่กับความสบายและสุขภาพของลูก แต่ในหนังชิ้นนี้เลือกขยับมุมมองออกไปอีกนิด เพื่อมองเห็น “แม่” ซึ่งเป็นอีกคนที่อยู่เบื้องหลังการดูแลลูกในทุกๆ วัน แต่ เมื่อแม่ดูแลลูกทุกวัน แล้วถ้าให้ลูกดูแลแม่บ้าง?

ภาพยนตร์เริ่มต้นหลังจากแม่ทา Bepanthen Ointment และกล่อมลูกน้อยจนหลับ เมื่อแม่กำลังจะดึงมือกลับ ลูกที่ยังหลับสนิทกลับจับมือแม่เอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ พามือของแม่ไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือภาพเหนือจริงที่กลายเป็นหัวใจของเรื่อง คือแม้ลูกจะยังคงหลับตา แต่กลับเป็นฝ่ายพามือของแม่ไปทำสิ่งต่างๆ ที่แม่แทบไม่มีเวลาได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการปัดผมที่ตกลงมาบนใบหน้า การพาไปกินมื้ออาหารที่ยังไม่ได้กิน การมาสก์หน้า หรือแม้แต่การพาไปสระผมที่ไม่มีเวลาได้สระ

เด็กไม่ได้พูดอะไรสักคำ และไม่มีใครตื่นขึ้นมาเพื่อแสดงความขอบคุณ ทว่า “มือเล็กๆ” กลับทำหน้าที่พูดแทนทั้งหมด

เพราะตลอดทั้งวัน มือของแม่คือมือที่ป้อนข้าว ทำความสะอาด ปลอบโยน ปกป้อง และกล่อมลูกให้หลับ Bepanthen จึงนำมือคู่นี้กลับมาเล่าเรื่องในอีกด้านหนึ่ง ด้วยจินตนาการว่า หากวันหนึ่งมือเล็กๆ ที่แม่ดูแลมาตลอด สามารถตอบแทนความห่วงใยนั้นได้ จะเป็นอย่างไร

คำตอบจึงไม่ใช่ของขวัญชิ้นใหญ่หรือช่วงเวลาพิเศษ แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่แม่อาจไม่ได้ทำมานานแล้ว ข้าวหนึ่งมื้อ ผมที่สะอาด ผิวที่ได้รับการดูแล หรือเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง

‘Mom’s Golden Time’ ไม่ได้แปลว่าเวลาว่าง แต่คือเวลาที่ได้กลับมาเป็นตัวเอง

จุดที่น่าสนใจของแคมเปญนี้คือ Bepanthen ไม่ได้พยายามขายภาพชีวิตแม่ที่ต้องมีเวลาพักผ่อนเป็นชั่วโมงๆ เพราะในความเป็นจริง เวลาของแม่อาจไม่ได้มีมากขนาดนั้น แบรนด์จึงนิยาม “Mom’s Golden Time” ใหม่ให้เล็กลง แต่มีความหมายมากขึ้น

มันอาจเป็นเวลาไม่กี่นาทีที่ได้กินข้าวอย่างเต็มมื้อ ไม่กี่นาทีที่ได้สระผม ไม่กี่นาทีที่ได้ดูแลผิว หรือแม้แต่ไม่กี่นาทีที่ไม่มีใครกำลังเรียกหา สำหรับคนทั่วไป เรื่องเหล่านี้อาจเป็นกิจวัตรธรรมดา แต่สำหรับแม่ที่ต้องดูแลลูกตลอดทั้งวัน เวลาเพียงเล็กน้อยเหล่านี้กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าอย่างไม่น่าเชื่อ

และนี่ทำให้คำว่า “Golden Time” ของ Bepanthen แตกต่างจากการสื่อสารเรื่อง Self-care ทั่วไป เพราะไม่ได้บอกให้แม่หาเวลาว่างเพิ่ม แต่ชวนให้สังคมมองเห็นคุณค่าของเวลาที่แม่มีอยู่แล้ว และอาจช่วยคืนเวลาเล็กๆ เหล่านั้นกลับไปให้เธอ

จากแบรนด์ดูแลลูก สู่แบรนด์ที่มองเห็นคนดูแลลูก

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้แคมเปญนี้น่าสนใจ คือการขยายบทบาทของแบรนด์ออกจาก Product Benefit โดยตรง Bepanthen Ointment ยังคงมีบทบาทในการดูแลและปกป้องผิวบอบบางบริเวณใต้ผ้าอ้อมของลูกน้อย แต่เมื่อเด็กสบายและหลับได้อย่างสงบ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “เวลาของแม่” ที่ถูกคืนกลับมาเล็กน้อย

แบรนด์จึงไม่ได้บอกว่า Bepanthen จะทำให้การเป็นแม่ง่ายขึ้น หรือเพิ่มเวลาให้หนึ่งวันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง แต่เลือกพูดถึงผลลัพธ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่ลูกได้รับการดูแล นั่นคือแม่มีโอกาสกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง

มุมนี้ทำให้ Product Role กับ Emotional Story เดินไปด้วยกัน โดยไม่ต้องยัดผลิตภัณฑ์เข้าไปในเรื่องจนเสียอารมณ์ของโฆษณา

ชวนวิเคราะห์ไอเดีย เมื่อ ‘มือ’ กลายเป็นภาษาของความรัก

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ “Mom’s Golden Time” คือการเลือกใช้ “มือ” เป็น สัญญะแห่งความผูกพันแม่ลูก เนื่องจาก “มือ” คือสิ่งที่เชื่อมโยงแม่กับลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม่ใช้มือดูแลลูกในทุกกิจวัตร ขณะเดียวกัน มือเล็กๆ ของลูกก็เป็นอวัยวะหนึ่งเดียวที่เชื่อมต่อถึงกันได้

เพราะฉะนั้นการสลับบทบาทจาก “แม่ดูแลลูก” เป็น “ลูกดูแลแม่” จึงทำให้เรื่องราวมี Emotional Payoff ที่ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งบทพูดหรือฉากดราม่าหนักๆ ที่สำคัญ แคมเปญไม่ได้ทำให้การดูแลตัวเองของแม่กลายเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เลือกหยิบ “เรื่องเล็ก” ที่ทุกคนเข้าใจได้ทันทีมาเล่า นั่นทำให้ความรู้สึกของแคมเปญมีความเป็นมนุษย์และเข้าถึงง่าย

ในมุมการตลาด Bepanthen ยังสามารถขยับจากการเป็นแบรนด์ที่ “ดูแลผิวลูก” ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่เข้าใจการเรื่องการดูแลเด็กอย่างแท้จริง เพราะเมื่อพูดถึงลูก คนที่อยู่ในสมการเดียวกันเสมอคือคนที่ดูแลเขาอย่างดีที่สุดได้

 

ดังนั้น Creative Idea ที่ทรงพลัง อาจไม่จำเป็นต้องสร้างโลกใบใหม่ แค่ลองกลับด้านความสัมพันธ์เดิมที่เราเห็นจนชิน แล้วตั้งคำถามว่า ถ้าคนที่คอยดูแลทุกคน ได้รับการดูแลกลับบ้าง จะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นสำหรับ Bepanthen คำตอบคือช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่อาจธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่กลับเป็น “ช่วงเวลาทอง” ของแม่ได้จริงๆ

 

CREDITS

Brand : Bepanthen
Client : Bayer Thailand
Agency : YDM Thailand
Production Company : Suneta House

 

 


pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!