
ที่งาน TikTok Apps Summit 2026 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา TikTok พูดถึงทิศทางใหม่ของธุรกิจแอปภายใต้ธีม Mini Moments, Max Impact หรือการเปลี่ยนช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผู้ใช้เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์ม ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการพูดถึง Mini Dramas หรือฟีเจอร์ “ดูละครสั้น” ที่กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งโมเดลธุรกิจใหม่บน TikTok และเตรียมที่จะเปิดตัวในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้
หลังจบงาน Marketing Oops! ยังได้พูดคุยเพิ่มเติมกับ “คุณปอนด์ ธัญวุฒิ วงษ์สุนทร” GM, TikTok for Business ประเทศไทย เพื่อเจาะเฉพาะตลาดไทยว่า ฟีเจอร์นี้คืออะไร จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตคอนเทนต์และแบรนด์ไทยอย่างไร และทำไมนักการตลาดควรต้องสนใจโมเดลนี้ตั้งแต่วันนี้

Mini Dramas คืออะไร?
Mini Dramas คือคอนเทนต์ละครสั้นแบบเป็นตอน ๆ ความยาวประมาณ 1–2 นาที เล่าเรื่องเร็ว มี hook ตั้งแต่ต้น และออกแบบมาให้คนดูอยากกดดูตอนต่อไป
คอนเทนต์ลักษณะนี้มักเป็นแนวที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น ละครคุณธรรม, love drama, พล็อตซีอีโอปลอมตัว, คนโดนดูถูกแล้วพลิกกลับ, เรื่องรักดราม่า หรือ plot twist เร็ว ๆ ที่เราอาจเคยเห็นผ่านฟีด TikTok
แต่ความต่างของ Mini Dramas ในครั้งนี้คือ TikTok กำลังทำให้ฟอร์แมตดังกล่าวกลายเป็น Business Model ใหม่ ไม่ใช่แค่คอนเทนต์ที่สร้างยอดวิวหรือ engagement เท่านั้น

ในแอป TikTok ฟีเจอร์นี้จะเริ่มปรากฏเป็นแท็บ “Drama” บริเวณแถบด้านบนของหน้าแอป อยู่ฝั่งซ้ายของแท็บหลักที่เราคุ้นเคย เช่น For You, Friends และ Following
หมายความว่า ผู้ใช้จะสามารถเข้าไปดูคอนเทนต์ละครสั้นได้จากพื้นที่เฉพาะใน TikTok โดยตรง และตอนนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวเริ่มมีการทดลอง rollout ให้ผู้ใช้บางกลุ่มในไทยได้เห็นแล้ว
จากเดิมที่ละครสั้นอาจสร้างได้แค่ยอดวิว ต่อไปผู้ผลิตคอนเทนต์สามารถนำคอนเทนต์เข้ามาอยู่ในระบบ TikTok และสร้างรายได้จากการขาย episode ต่อได้ พูดง่าย ๆ คือ จาก “คลิปที่คนดูเพลิน” อาจกลายเป็น “คอนเทนต์ที่คนยอมจ่ายเพื่อดูต่อ”
เอาละครสั้นมาลง TikTok ดีกว่าลงแอปตัวเองอย่างไร?
โจทย์ใหญ่ของผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีแอปของตัวเองคือ ต้องลงทุนทั้งการดึงคนให้ดาวน์โหลดแอป ทำให้ผู้ใช้กลับมาเปิดซ้ำ และเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นคนจ่ายเงิน แต่บน TikTok ผู้ชมอยู่ในแพลตฟอร์มอยู่แล้ว และคุ้นเคยกับการค้นพบคอนเทนต์ใหม่จากฟีด
ยิ่งกว่านั้น ผู้ใช้งาน TikTok ในประเทศไทยมีจำนวนมากถึง 53 ล้านคน โดยคุณปอนด์ระบุว่า กลุ่มที่มีโอกาสดู “ละครสั้น” คิดเป็นสัดส่วนราว 40% หรือมากกว่า 20 ล้านคน หากละครสั้นมี hook ดี ผู้ผลิตก็มีโอกาสใช้พลัง discovery ของ TikTok พาคอนเทนต์ไปเจอคนกลุ่มนี้ได้ ลดขั้นตอนการโปรโมตเพื่อให้ผู้ใช้โหลดแอป และต่อยอดไปสู่การซื้อ episode ต่อในแอปได้ง่ายขึ้น
และโอกาสของ TikTok Mini Dramas ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เพราะฟอร์แมตนี้ยังเปิดทางให้คอนเทนต์ไทยขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในทวีปอเมริกา ซึ่งผู้ชมเปิดรับคอนเทนต์จากต่างภูมิภาคค่อนข้างสูง

ข้อมูลบนเวที TikTok Apps Summit 2026 ระบุว่า 64% ของแอปและเกมอันดับต้น ๆ ในสหรัฐฯ มาจากผู้พัฒนาต่างภูมิภาค ขณะที่ในภูมิภาค LATAM สัดส่วนนี้สูงถึง 87% สะท้อนว่าแหล่งกำเนิดของคอนเทนต์อาจไม่ใช่อุปสรรค หากเรื่องเล่าตรงกับความสนใจของผู้ชมและปรับให้เข้ากับตลาดเป้าหมายได้ดี
TikTok ยังระบุด้วยว่า ผู้เผยแพร่ที่ขยายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสู่ตลาดต่างประเทศมีอัตราการเติบโตสูงกว่ากลุ่มที่ทำตลาดเฉพาะในภูมิภาคถึง 2 เท่า และสร้าง ROAS ได้สูงกว่าราว 1.6 เท่า โดยสัดส่วนธุรกิจจากตลาดต่างประเทศเพิ่มจาก 35% ในปี 2024 เป็น 59% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
สำหรับผู้ผลิตไทย นี่จึงเป็นโอกาสในการใช้ Mini Dramas เป็นจุดเริ่มต้นพา IP นักแสดง และความสามารถด้านการเล่าเรื่องของไทยออกไปหาผู้ชมใหม่ทั่วโลก โดย TikTok ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่ discovery ช่องทางกระจายคอนเทนต์ และเครื่องมือช่วยขยายตลาดจาก local ไปสู่ global ในระบบเดียวกัน
Mini Dramas ในไทยจะเริ่มเป็น 2 เฟส
คุณปอนด์เล่าว่า Mini Dramas ในไทยจะเริ่มเป็น 2 เฟสหลัก โดย “เฟสแรก” ผู้ผลิตหรือเจ้าของแอปละครสั้นใช้ TikTok เป็นช่องทางโปรโมต แล้วพาผู้ใช้กดออกไปดูต่อในแอปของตัวเอง
” เฟสต่อไป” Mini Dramas จะอยู่ภายใน TikTok มากขึ้น ผู้ใช้สามารถดูตอนแรก ๆ และซื้อ episode ต่อในแอป TikTok ได้เลย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
โมเดลนี้คล้ายกับแนวคิดของ TikTok Shop แต่เปลี่ยนจาก “ซื้อสินค้า” เป็น “ซื้อคอนเทนต์” ซึ่งตอนนี้ TikTok อยู่ระหว่างกำหนดโมเดลด้านการแบ่งรายได้กับพาร์ตเนอร์ผู้ผลิต โดยราคาต่อตอนที่พูดถึงเบื้องต้นอาจอยู่ที่ราว ๆ 30 บาท ทั้งนี้ยังต้องรอดูรูปแบบจริงเมื่อเปิดใช้งานในไทย
โอกาสของผู้ผลิตคอนเทนต์ไทย

Mini Dramas อาจเป็น distribution channel ใหม่ ของโปรดักชันเฮาส์ ผู้ผลิตซีรีส์ เจ้าของ IP และบริษัทบันเทิงไทย ที่ผ่านมาไทยมีจุดแข็งด้าน storytelling นักแสดง และงานโปรดักชันอยู่แล้ว แต่ปัญหาสำคัญคือการพาผู้ชมเข้าไปดูในแพลตฟอร์มของตัวเอง
Mini Dramas บน TikTok อาจช่วยแก้โจทย์นี้ได้ เพราะผู้ชมอยู่ใน TikTok อยู่แล้ว และ TikTok เองก็มีระบบแนะนำคอนเทนต์ที่ช่วยพาคอนเทนต์ไปเจอผู้ชมกลุ่มใหม่ได้
คุณปอนด์เล่าว่า ตอนนี้ TikTok ประเทศไทยกำลังพูดคุยกับพาร์ตเนอร์ด้าน Mini Dramas อยู่ประมาณ 10 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เล่นรายเล็กประมาณ 7–8 ราย สะท้อนว่าโอกาสนี้ไม่ได้เปิดเฉพาะค่ายใหญ่หรือบริษัทบันเทิงรายใหญ่เท่านั้น
ปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ที่เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนทำงานจริงแล้วประมาณ 6–7 ราย และมีราว 4–5 ราย ที่อยู่ในกลุ่มเตรียมพร้อมจะขึ้นจริงบนระบบ
สิ่งที่ต้องทำร่วมกันไม่ได้มีแค่การเอาคอนเทนต์มาอัปโหลด แต่ต้องเชื่อมระบบ ทดลองจำนวนตอน ความยาวต่อตอน รูปแบบการขาย ราคา และโมเดลที่เหมาะกับพฤติกรรมผู้ชมไทย
ถ้าคอนเทนต์จับ attention ได้เร็วพอ ผู้ผลิตก็มีโอกาสเปลี่ยนคนดูจาก “ไถผ่าน” เป็น “ดูต่อ” และอาจกลายเป็น “จ่ายเงินดูตอนถัดไป”
ประเด็นสำคัญคือ โอกาสนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตรายเล็กที่คล่องตัวเข้ามาทดลองได้เร็ว เพราะ Mini Dramas ต้องการความเร็วในการผลิต การ test ไอเดีย และการปรับคอนเทนต์ให้ถูกจริตคนดูบน TikTok
โอกาสของแบรนด์ไทย

สำหรับแบรนด์ โอกาสไม่ได้อยู่ที่การขาย episode แต่คือการใช้ Mini Dramas เป็นฟอร์แมตใหม่ของ branded storytelling แบรนด์สามารถวางสินค้าเข้าไปอยู่ในเรื่องเล่า เช่น กลุ่ม FMCG, Beauty, Food & Beverage หรือ Consumer Goods ที่ต้องการให้สินค้าเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้ชมแบบเป็นธรรมชาติ
แทนที่จะเล่าแบบโฆษณาตรง ๆ แบรนด์อาจสร้างเรื่องราวให้ผู้ชมติดตาม แล้วค่อยเชื่อมไปสู่ TikTok Shop หรือ action อื่น ๆ
นี่คือจุดที่ Mini Dramas น่าสนใจสำหรับนักการตลาด เพราะเป็นการเชื่อม Entertainment + Commerce + Performance เข้าด้วยกัน
ผู้ผลิตคอนเทนต์อาจทำ Mini Dramas เพื่อขายตอนต่อ ส่วนแบรนด์อาจทำ Mini Dramas เพื่อสร้าง product relevance, engagement และ purchase consideration
ทำไมนักการตลาดต้องสนใจ Mini Dramas?
เพราะ Mini Dramas ทำให้แบรนด์มีโอกาสเปลี่ยนจากการ “ซื้อ media เพื่อให้คนเห็น” ไปสู่การ “สร้าง story เพื่อให้คนอยากดูต่อ”
จุดแข็งของฟอร์แมตนี้คือการจับ attention ได้เร็ว มี emotional hook และออกแบบมาให้เกิด repeat viewing
สำหรับแบรนด์ นี่คือโอกาสในการทำ 3 เรื่องพร้อมกันก็คือ
- สร้างการจดจำผ่านเรื่องเล่า สินค้าไม่จำเป็นต้องโผล่มาแบบ hard sell แต่สามารถเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ชมอินกับตัวละครได้
- ต่อยอดสู่ commerce ได้ทันที ถ้าเชื่อมกับ TikTok Shop หรือ action อื่น ๆ แบรนด์สามารถพาผู้ชมจากการดูคอนเทนต์ไปสู่การซื้อได้ใน journey เดียว
- วัดผลแบบ performance ได้มากขึ้น แบรนด์และผู้ผลิตมีโอกาสใช้เครื่องมือเพื่อหา audience ที่มีแนวโน้มดูต่อ ซื้อ episode หรือทำ transaction ต่อได้
เรียกได้ว่า Mini Dramas กำลังจะกลายเป็นฟอร์แมตใหม่ของ marketing funnel ที่เริ่มจาก entertainment แล้วต่อยอดไปสู่ business result
Growth Max จะเข้ามาช่วยอะไร?

อีกหนึ่งเครื่องมือที่ TikTok พูดถึงคือ Growth Max ซึ่งออกแบบมาสำหรับ Mini Dramas และ Mini Games ที่อยู่ในแอป TikTok โดยเฉพาะ
คุณปอนด์อธิบายว่า Growth Max คล้ายกับ GMV Max ใน TikTok Shop ที่ช่วยหา audience ที่มีแนวโน้มเหมาะกับคอนเทนต์หรือการทำธุรกรรม แต่แทนที่จะช่วยหา “คนที่น่าจะซื้อสินค้า” แบบ TikTok Shop, Growth Max จะช่วยหา audience เช่น คนที่ชอบดูละครสั้น คนที่มีแนวโน้มดูต่อ คนที่มีโอกาสซื้อ episode หรือคนที่อาจซื้อ item และทำ transaction ในแอปได้
ดังนั้น Mini Dramas จึงมีโอกาสกลายเป็นพื้นที่ใหม่ของ performance marketing ด้วย
Mini Dramas ไม่ได้มาเดี่ยว ยังมี Mini Games ด้วย

แม้ที่เล่ามาทั้งหมดเราจะโฟกัสที่ Mini Dramas แต่ในภาพใหญ่ของ TikTok ยังมีอีกหนึ่งฟอร์แมตคือ Mini Games หรือเกมขนาดเล็กที่ผู้ใช้สามารถมองเห็นและเข้าไปเล่นได้ใน TikTok โดยตรงโดยไม่ต้องออกไปโหลดแอปเกมข้างนอก
โมเดลของ Mini Games คือ ผู้ใช้เห็นเกมจากฟีด กดเข้าไปเล่นในแอป และอาจมีการดูโฆษณาเพื่อรับ reward หรือซื้อ item ภายในเกม
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย คุณปอนด์มองว่า Mini Dramas น่าจะเดินเร็วกว่า Mini Games เพราะไทยมีจุดแข็งด้านคอนเทนต์บันเทิง โปรดักชัน นักแสดง และ storytelling มากกว่า ขณะที่ ecosystem ผู้พัฒนาเกมไทยยังไม่ได้ใหญ่เท่าบางประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม
โดยสรุปแล้ว Mini Dramas ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไทย อาจทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์มีช่องทาง monetize เพิ่มขึ้น ขณะที่แบรนด์ก็มีฟอร์แมต storytelling ใหม่ที่เชื่อม entertainment เข้ากับ commerce และ performance ได้ชัดขึ้น
สำหรับ TikTok ก็นับเป็นการเปลี่ยนตัวเองจากแพลทฟอร์มที่สร้างยอดวิว หรือการซื้อสินค้า ไปสู่แพลตฟอร์มที่ต่อยอดได้ถึงการซื้อ การจ่าย และการสร้างรายจากได้ภายอุตสากรรมบันเทิงได้แล้วในแอปเดียว
จากนี้จึงน่าสนใจว่า ฟอร์แมตใหม่นี้จะเป็นโอกาสทางการตลาดได้มากน้อยแค่ไหน ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยรายใดจะปรับตัวได้เร็ว และแบรนด์ไทยจะใช้ “ละครสั้น” เพื่อเปลี่ยน attention ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร ทั้งหมดนี้คงต้องรอดูในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อ Mini Dramas เริ่มเปิดให้เห็นชัดขึ้นในตลาดไทย
