103.58.148.118

Digital Life

Ξ Leave a comment

Review ฟีเจอร์เด่นแห่งทศวรรษจาก Adobe Creative Cloud 2015

posted by  4,088 views

cover review adobe

สำหรับบทความนี้ เราจะมาแนะนำและพูดถึงระบบ Creative Cloud ของ Adobe ซึ่งเป็นการทำงานของ Software รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฎที่ไหนมาก่อน จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ทดลองใช้เองมาได้สักระยะหนึ่ง และรู้สึกได้ว่าทำงานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม สะดวก ประหยัดเวลา และมีลูกเล่นใหม่ๆมากมายให้ได้ลองใช้ ขออนุญาตเจาะจงไปที่การทำงานของระบบ Creative Cloud นะคะ ในส่วนของการสมัครสมาชิก ประเภทสมาชิก และภาพรวมของ Adobe CC สามารถย้อนไปอ่านได้ที่บทความ “เอ่ยอำลา Adobe CS ต้อนรับ Adobe Creative Cloud ในไทยอย่างเต็มตัว”

หลังจากสมัครสมาชิกและซื้อแพคเกจ Adobe เรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ www.adobe.com เราก็ทำการล็อคอินเพื่อเข้าใช้งานโปรแกรมได้เลย และนี่คือหน้าตาของเมมเบอร์เพจ เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของฟังก์ชั่นใหญ่ๆทีละฟังก์ชั่นกันก่อนนะคะ

  • CREATIVE CLOUD APPS – เลือกรูปแบบ device ในการแสดงผลสำหรับจัดการแอพหรือโปรแกรม
  • DOCUMENT CLOUD APPS – ฟีเจอร์จัดการเอกสารในแบบฉบับของ Creative Cloud
  • ASSETS – จัดการไฟล์ และ โปรแกรมของเราเอง
  • ADOBE STOCK – ให้บริการดาวน์โหลด และเก็บรูปภาพในแบบฉบับของ Creative Cloud
  • COMMUNITY  - พื้นที่แชร์และติดตามผลงานของสมาชิกคนอื่นๆ
  • SUPPORT – สำหรับติดต่อ Adobe เกี่ยวกับการใช้งาน

หน้า Home

สำหรับการใช้งานผ่าน Desktop เราสามารถติดตั้ง Creative Cloud ไว้บนหน้าจอเราได้เลย ด้วยวิธีการง่ายๆ คือกดเลือก ที่ Desktop Download ในฟีเจอร์ CREATIVE CLOUD APPS จากนั้นเราจะมาเจอกับหน้า Desktop Apps ตามภาพด้านล่าง กดเลือกโปรแกรมที่ต้องการดาวน์โหลดได้เลยค่ะ

Desktop Apps

จากนั้นให้เราเลือกดาวน์โหลดโปรแกรมอะไรก็ได้ค่ะ ขั้นตอนนี้ยังไม่ใช่การดาวน์โหลดโปรแกรมจริงๆ แต่เราจะติดตั้ง Creative Cloud Desktop App มาไว้บนเครื่องเรากันก่อน ตามตัวอย่างนี้เรากดเลือกดาวน์โหลด Lightroom  หน้าตาของไซต์ก็จะเป็นตามภาพด้านล่าง CC Desktop App จะดาวน์โหลดโดยอัตโนมัติ จากนั้นเราก็ติดตั้งโปรแกรมไปตามขั้นตอน ขั้นนี้ยังไม่ได้ดาวน์โหลด Lightroom นะคะ แต่เป็นการติดตั้ง CC Desktop App ไว้ใช้งานบนเครื่องของเราก่อน

หน้า Install CC Desktop Apps

เมื่อติดตั้ง CC Desktop App เรียบร้อยแล้ว เราสามารถเปิดใช้งาน Creative Cloud ผ่านหน้า desktop ของเราได้เลย จะเห็นว่ามีเมนูหลัก 4 เมนูอยู่ด้านบนของโปรแกรมได้แก่ Home, Apps, Assets และ Community ขออธิบายอย่างรวบรัดให้เข้าใจไปทีละฟังก์ชั่นนะคะ

 

Home

เริ่มจาก Home  เป็นหน้าแสดง ACTIVITY STREAM ของเรา เปรียบเสมือนเป็นไทม์ไลน์ว่าเราได้ใช้งานอะไรในโปรแกรมไปเมื่อเวลาใดบ้าง

home cc

 

Apps

มาต่อกันที่ Apps ซึ่งเป็นหน้าสำหรับจัดการโปรแกรมทั้งหมด ไม่ว่าจะ ติดตั้ง ถอนการติดตั้ง หรือ อัพเดท ก็สามารถจบในหน้า Apps ได้เลย และก็มาถึงขั้นที่เราจะดาวน์โหลด Lightroom มาใช้งานกันค่ะ

หน้า apps

กด install โปรแกรมที่เราต้องการติดตั้งลงในเครื่อง ระหว่างดาวน์โหลดก็จะมีแทบเปอร์เซ็นขึ้นให้ดูสถานะด้วย ซึ่งสามารถดาวน์โหลดหลายโปรแกรมพร้อมกันได้ ใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด

installing lightroom

All Apps คือฟิลเตอร์ฟังก์ชั่นเพื่อเลือกโปรแกรมได้ตามหมวดหมู่การใช้งาน หรือถ้าหากใครเคยชินกับเวอร์ชั่นเก่าของ Adobe กดเลือกไปที่ VIEW PREVIOUS VERSIONS เพื่อกลับไปเลือกใช้งานเวอร์ชั่นที่คุ้นเคยได้

เลือก previous version

จากหน้า VIEW PREVIOUS VERSIONS ตามภาพด้านล่างนี้ เราจะสามารเลือกติดตั้งโปรแกรมเวอร์ชั่นเก่าที่เราต้องการได้

เลือก previous version 2

 

Assets

จบเรื่อง Apps กันไปแล้ว มาดู Assets กันต่อเลยค่ะ หลังจากที่ลองใช้งานแล้วต้องบอกเลยว่าปลาบปลื้มกับฟีเจอร์นี้เป็นอย่างมาก  Assets จะมีฟังก์ชั่นแยกย่อยอีก 3 ตัว คือFile, Fonts และ Market

เริ่มจาก Files ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำหรับฝากไฟล์ไว้บน Cloud ของ Adobe โดยสามารถเปิดไฟล์ได้จากอุปกรณ์อะไรก็ได้ เมื่อเราจำเป็นต้องใช้งานไฟล์ทีเก็บไว้ในอุปกรณ์อื่น ไฟล์ที่เก็บใน Creative Cloud จะ sync กันโดยอัตโนมัติ กด Open Folder เพื่อเปิดไฟล์จากเครื่องของเรา

files open folder

 

…หรือหากเลือก View on Web ก็จะเปิดไฟล์จากเว็บไซต์ตามรูปด้านล่างนี้ เราสามารถเพิ่มไฟล์ลงใน cloud ด้วยวิธี Drag and Drop ได้เลย

file open on web

ไฟล์ที่เก็บใน Creative Cloud on Web จะ sync กันโดยอัตโนมัติกับไฟล์จาก folder ในเครื่องเรา

sync file 3 หน้า

 

Send Link

ไม่เพียงแค่เก็บไฟล์เท่านั้น เราสามารถส่ง link ให้เพื่อนดาวน์โหลดไฟล์ของเราได้ด้วย

send link ให้เพื่อน

 

Collaborate

ฟังก์ชั่นมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้เพื่อนสามารถเข้าถึงไฟล์เราได้โดยตรง ซึ่งเพื่อนจะสามารถ เปิดดูไฟล์ แก้ไข เคลื่อนย้าย หรือลบไฟล์นั้นๆได้อย่างอิสระ แต่จะเป็นเพื่อนที่เราอนุญาตแล้วเท่านั้น เหมาะสำหรับการทำงานแบบทีม

collaborate

 Fonts

พูดเรื่อง Files กันไปพอเข้าใจโดยสังเขปแล้ว เรามาที่เรื่อง Fonts กันต่อเลย ขอยกตัวอย่างการใช้ฟ้อนต์กับ Photoshop ในขั้นตอนการเลือกฟ้อนต์นะคะ หากต้องการดาวน์โหลดฟ้อนต์ฟรีจาก Adobe สังเกตที่ไอค่อนเล็กๆสีเขียว Tk และกดเข้าไปที่ไอค่อนนั้นเลยค่ะ

the fin

หน้าต่างของเว็บไซต์ Adobe Typekit จะเด้งขึ้นมาตามภาพด้านล่าง มีฟ้อนต์ให้เราเลือกดาวน์โหลดกว่า 7,000 ฟ้อนต์เลยค่ะ หากเราถูกใจฟ้อนต์แบบไหนเอาเม้าท์ไปวาง จะมีแถบหน้าต่างสีเขียวขึ้นมาตามภาพด้านซ้าย กดเลือก + Use fonts >> Sync selected fonts ฟ้อนต์ที่เราเลือกก็จะมาอยู่ในโปรแกรมต่างๆของ Adobe ที่เราติดตั้งโดยอัตโนมัติ ที่สำคัญคือ ฟรีสำหรับสมาชิก Adobe CC ทุกคน

adobe type kit โหลดฟ้อน

หรือเราจะเลือกโหลดจากหน้าต่างของ Creative Cloud Desktop ก็ได้เช่นกัน โดยเข้าไปที่ Add Fonts from Typekit หน้าต่างของเว็บไซต์ Adobe Type Kit ก็จะเด้งขึ้นมาแบบภาพด้านบน ส่วนรายการด้านล่างของแถบเมนู Add Fonts… จะเป็นรายการฟ้อนต์ที่เราติดตั้งลงในเครื่อง

assets font

 

Market

ต่อกันที่ฟีเจอร์สุดท้ายของ Assets กันเลยค่ะ Market คือพื้นที่สำหรับดาวน์โหลดรูปมาใช้งานไม่ว่าจะเป็น Icons Brushes Vectors หรือ Pattern เป็นฟีเจอร์ที่น่าตื่นเต้นไม่น่อยเลยทีเดียว

assets market

สามารถเลือกประเภทของรูปภาพได้ตามที่เราต้องการ โดยเราเลือกดูรูป Vectors จาก CATEGORY

market type

เมื่อได้รูปที่ต้องการแล้ว คลิ๊กไปที่รูปเลยค่ะ จะปรากฎหน้าต่างขึ้นมาตามรูปด้านล่าง เราต้องการดาวน์โหลดรูป Vectors Musical band (Cat) ของคุณ Shunsuke Satake เมื่อกดดาวน์โหลด ให้สังเกตที่แทบด้านล่างสุดจะต้องมีข้อความ Syncing ปรากฎขึ้นมา และเมื่อ Sync เรียบร้อยแล้วไฟล์รูปจะไปปรากฎอยู่ในกล่องไฟล์ Creative Cloud on Web และ Folder ในเครื่องเรา

นอกจากนี้ หากเราต้องการดูผลงานอื่นๆ หรือติดตามผลงานของคุณ Shunsuke Satake ก็กดเข้าไปที่ชื่อของเขาได้เลย ซึ่งในหัวข้อนี้จะอยู่ในส่วนของฟีเจอร์ Community ที่เรากำลังจะพูดถึงในหัวข้อถัดไปค่ะ

cat

 

Community

Community หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Behance เป็นพื้นที่ในการแสดง Portfolio ของสมาชิก คล้ายกับเป็น creative network

community

แน่นอนว่าเราก็สามารถ Add Work ผลงานเราบน Behance ได้เช่นกัน

ad work

ทีนี้เราลองมาดูงาน Nike / Kobe Bryant Explorations ของคุณ Rizon Parein ซึ่งนอกจากจะชมผลงานแล้ว เรายังสามารถ Follow ติดตามผลงาน หรือส่งข้อความหาเจ้าของผลงานได้โดยตรงอีกด้วย

behance nike

เลื่อนดูผลงานจนมาถึงด้านล่างแล้ว หากชื่นชอบก็ Like เป็นกำลังใจให้เจ้าของผลงานกันสักหน่อย หรือจะ Add to Collection เก็บไว้ดูคราวหน้าก็ได้ด้วย

thank you behance nike

และทั้งหมดนี้คือฟีเจอร์หลักเด่นๆของ Adobe Creative Cloud ที่เลือกมารีวิวให้ได้ชมกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย โดยความเห็นหลังจากที่ได้ลองใช้มาได้สักระยะหนึ่ง พบว่าระบบ cloud ทำให้เราทำงานได้สะดวกขึ้นมาก ด้วยเพราะสามารถเปิดไฟล์จากอุปกรณ์ใดก็ได้และยังแชร์ไฟล์ให้เพื่อนได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมีบริการฟ้อนต์และรูปภาพให้เลือกดาวน์โหลดอีกมากมาย และที่น่าตื่นเต้นคือ Behance ในฟีเจอร์หลักอย่าง Community ที่เสมือนเป็น Creative Network ให้เราได้เข้าไปติดตามผลงานของ Creator ทั่วโลก และยังสามารถแลกเปลี่ยนไอเดียพูดคุยกับสมาชิกคนอื่นๆได้อีกด้วย การพัฒนาของ Adobe ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการซอฟต์แวร์ก็ว่าได้

Source: Copyright © MarketingOops.Com

 

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

User Name: mellow yellow

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ three = 6

Recent Posts

Facebook