Sanrio x Lazada ดันยอดขายแตะ 100 ล้านบาท ถอดบทเรียน IP Economy ที่ช่วยแบรนด์ไทยโตบนอีคอมเมิร์ซ

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

การแข่งขันบนอีคอมเมิร์ซทำให้แบรนด์จำนวนมากต้องหาวิธีสร้างความแตกต่างให้มากกว่าราคา โปรโมชัน หรือส่วนลด เพราะผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับสินค้าที่บอกเล่าตัวตน ความชอบ และรสนิยมของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์

หนึ่งในเคสที่น่าสนใจคือโปรเจกต์ Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada ที่ลาซาด้า (Lazada) จับมือกับ Sanrio เปิดพื้นที่ให้แบรนด์ไทยนำคาแรกเตอร์ระดับโลกอย่าง Hello Kitty, Kuromi และ Cinnamoroll มาต่อยอดเป็นคอลเลกชันพิเศษบนแพลตฟอร์ม

ผลลัพธ์ของโปรเจกต์นี้ทำให้เห็นพลังของ IP Economy อย่างชัดเจน หลายคอลเลกชันขายหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที และยอดขายรวมของโปรเจกต์แตะ 100 ล้านบาท

นี่จึงเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า IP ระดับโลกสามารถช่วยแบรนด์ไทยสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายฐานลูกค้า และเปลี่ยนความรักในคาแรกเตอร์ให้กลายเป็นยอดขายจริงบนอีคอมเมิร์ซได้อย่างไร

Lazada x Sanrio เปิดพื้นที่ให้ 5 แบรนด์ไทยต่อยอด IP ระดับโลก

โปรเจกต์ Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Lazada และ Sanrio โดยมี 5 แบรนด์ไทยเข้าร่วม ได้แก่ Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK, HAPPY SUNDAY, Stylist Shop และ O&B

แต่ละแบรนด์นำคาแรกเตอร์ Sanrio มาตีความผ่านสินค้าในแบบของตัวเอง ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าไลฟ์สไตล์ ทำให้คอลเลกชันที่ออกมานำเสน่ห์ของ Hello Kitty, Kuromi และ Cinnamoroll ในฐานะ IP ที่คนทั่วโลกรู้จัก เข้ากับ DNA ของแบรนด์ไทยที่สะท้อนผ่านดีไซน์ สไตล์ และวิธีการเล่าเรื่องของสินค้า

จุดนี้ทำให้ Collaboration มีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะ IP ทำหน้าที่ในฐานะ creative asset ที่ช่วยเพิ่ม emotional value ให้กับสินค้าเดิมของแบรนด์ และสร้างมิติใหม่ให้กับการเล่าเรื่องของสินค้าแต่ละคอลเลกชัน

สำหรับแบรนด์ไทย นี่คือโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีความผูกพันกับ Sanrio อยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้แฟนคาแรกเตอร์ได้เห็น IP ที่ตัวเองรักในรูปแบบใหม่ ผ่านดีไซน์ของแบรนด์ไทยที่มีสไตล์แตกต่างกัน

ทำไม IP ถึงขายได้มากกว่าสินค้าทั่วไป? ถอด 3 Insight จากเคส Sanrio x Lazada

ความสำเร็จของ Sanrio x แบรนด์ไทยบน Lazada เกิดจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน ทั้งความนิยมของคาแรกเตอร์ พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และบทบาทของ IP Economy ในการเพิ่มมูลค่าให้สินค้า โดยสามารถสรุปเป็น 3 อินไซต์สำคัญได้ดังนี้

  1. ผู้บริโภคซื้อสินค้าเพื่อสะท้อนตัวตนและรสนิยมของตัวเอง

ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials มองสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์เป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนตัวตน ความสนใจ และรสนิยมของตัวเอง การเลือกใส่เสื้อ ถือกระเป๋า หรือสวมรองเท้าที่มี Hello Kitty, Kuromi หรือ Cinnamoroll จึงมีความหมายมากกว่าการซื้อสินค้า เพราะคาแรกเตอร์เหล่านี้เชื่อมโยงกับความทรงจำ ความรู้สึก และความผูกพันทางอารมณ์ที่ผู้บริโภคมีอยู่แล้ว

  1. ความลิมิเต็ดสร้างความอยากครอบครองและเร่งการตัดสินใจซื้อ

สินค้าในรูปแบบ Exclusive Collection หรือ Limited Drop มีศักยภาพในการกระตุ้นความต้องการได้สูง เพราะผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้ามีจำนวนจำกัดและอาจไม่มีโอกาสซื้อได้อีกในอนาคต ความรู้สึก FOMO (Fear of Missing Out) ทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นเร็วขึ้น และเปลี่ยนการแข่งขันจากเรื่องราคาไปสู่คุณค่าทางอารมณ์ ความพิเศษ และความรู้สึกของการได้เป็นเจ้าของสินค้าที่คนอื่นอาจไม่มี

  1. ฐานแฟนของ IP สามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้าใหม่ของแบรนด์ได้

หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของการทำ IP Collaboration คือการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่อาจยังไม่เคยรู้จักแบรนด์มาก่อน แฟนของ Sanrio ที่เข้ามาซื้อสินค้าเพราะชื่นชอบคาแรกเตอร์ อาจได้รู้จัก Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK, HAPPY SUNDAY, Stylist Shop หรือ O&B เป็นครั้งแรก และหากประทับใจในคุณภาพหรือดีไซน์ ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นลูกค้าประจำของแบรนด์ในระยะยาวได้

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้ทำให้ IP ก้าวข้ามบทบาทของการเป็นลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ที่ช่วยเพิ่มความน่ารักให้สินค้า และกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ช่วยสร้างมูลค่า เพิ่มความแตกต่าง และขยายฐานลูกค้าให้แบรนด์ได้จริงบนอีคอมเมิร์ซ

ตัวเลขที่ทำให้เคสนี้น่าจับตา

หลังเปิดตัวในแคมเปญ 3.3 โปรเจกต์ Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada ได้รับกระแสตอบรับอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแฟน Sanrio และนักช้อปสายแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ จนสามารถสร้างยอดขายรวมของโปรเจกต์แตะ 100 ล้านบาท

ผลลัพธ์ของแต่ละแบรนด์สะท้อนให้เห็นว่า IP Collaboration สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง หากสินค้า แบรนด์ คาแรกเตอร์ และช่องทางขายถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสม

LOOKBOOKLOOKBOOK นำ Hello Kitty มาต่อยอดเป็นคอลเลกชันที่ตอบโจทย์การมิกซ์แอนด์แมตช์ในหลายสไตล์ และสามารถทุบสถิติยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

Endless Holiday ใช้เสน่ห์ของ Hello Kitty ผสานกับดีไซน์ในแบบของแบรนด์ จนทำยอดขายระดับ 8 หลักในทุกคอลเลกชันที่เปิดตัว

HAPPY SUNDAY ถ่ายทอด Hello Kitty, Kuromi และ Cinnamoroll ผ่าน CUTE CLUB COLLECTION และสินค้าขายหมดภายใน 1 นาที

Stylist Shop แบรนด์เสื้อผ้าที่เข้าถึงวัยรุ่น Gen Z ได้ดี สร้างยอดเติบโตสูงถึง 1,125% เมื่อเทียบกับยอดขายเฉลี่ยในช่วงปกติ

ส่วน O&B แบรนด์รองเท้าที่มีภาพลักษณ์พรีเมียม ทำยอดขายโต 3 เท่าในแคมเปญ 6.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เคส Sanrio x Lazada น่าสนใจในฐานะบทเรียนของ IP Economy เพราะความสำเร็จสะท้อนผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้ง engagement กระแสบนโซเชียล ยอดขายจริง การสร้างลูกค้าใหม่ และการเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยเติบโตบนอีคอมเมิร์ซได้มากขึ้น

Lazada กับบทบาทแพลตฟอร์มที่เชื่อม IP ระดับโลกเข้ากับแบรนด์ไทย

อีกประเด็นสำคัญของโปรเจกต์นี้คือบทบาทของ Lazada ในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ทั้งเจ้าของลิขสิทธิ์ระดับโลก แบรนด์ไทย และผู้บริโภค

สำหรับแบรนด์ไทย การเข้าถึง IP ระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งโอกาส ความพร้อมของสินค้า ความเข้าใจผู้บริโภค และช่องทางขายที่มีความน่าเชื่อถือ การมีแพลตฟอร์มเข้ามาช่วยจัดโครงสร้างความร่วมมือจึงทำให้แบรนด์มีโอกาสทดลองโมเดลใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

ในฝั่งผู้บริโภค LazMall มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจเรื่องสินค้าแบรนด์แท้จากร้านค้าอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะสินค้าคอลเลกชันพิเศษที่มีดีมานด์สูงและมีโอกาสถูกตามหามากในช่วงเปิดขาย

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของคอลเลกชันแบบ Limited Drop ยังต้องพึ่งระบบที่รองรับปริมาณผู้ซื้อจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ ทั้ง traffic, payment, logistics และประสบการณ์หลังการซื้อ เพราะถ้าผู้บริโภคมีความตั้งใจซื้อสูง แต่ระบบไม่พร้อม โอกาสในการเปลี่ยน demand ให้เป็นยอดขายก็อาจหายไปทันที

บทบาทของ Lazada ในเคสนี้จึงอยู่ที่การสร้างพื้นที่ให้ IP Economy ทำงานได้ครบวงจร ตั้งแต่การเชื่อมความร่วมมือ การสร้างความน่าเชื่อถือ การสนับสนุนด้วยข้อมูลและเครื่องมือการตลาด ไปจนถึงการรองรับยอดสั่งซื้อในช่วงที่กระแสพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

บทเรียนสำหรับแบรนด์ไทยที่อยากใช้ IP Collaboration

เคส Sanrio x Lazada ให้บทเรียนสำคัญกับแบรนด์ไทยที่สนใจใช้ IP Collaboration เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ

ข้อแรกคือ การเลือก IP ต้องสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและบุคลิกของแบรนด์ เพราะคาแรกเตอร์ที่แข็งแรงเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากผู้บริโภคไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง IP กับสินค้า หรือรู้สึกว่าสินค้านั้นไม่เข้ากับตัวตนของแบรนด์

ข้อที่สองคือ IP ต้องถูกตีความใหม่ผ่านดีไซน์ของแบรนด์ สินค้าที่ประสบความสำเร็จมักต่อยอดคาแรกเตอร์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นมีทั้งความพิเศษของคาแรกเตอร์และสไตล์ของแบรนด์อยู่พร้อมกัน

ข้อที่สามคือ จังหวะการขายมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสินค้าที่มีลักษณะ limited หรือ exclusive เพราะช่วงเวลาเปิดตัว จำนวนสินค้า และช่องทางขาย ล้วนมีผลต่อความรู้สึกอยากซื้อและการตัดสินใจของผู้บริโภค

ข้อที่สี่คือ แพลตฟอร์มมีผลต่อ conversion มากกว่าที่หลายแบรนด์คิด ความน่าเชื่อถือของร้านค้า ระบบชำระเงิน การจัดส่ง และประสบการณ์การช้อปล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ โดยเฉพาะในคอลเลกชันที่มีแฟนรอซื้อจำนวนมาก

ข้อสุดท้ายคือ ฐานแฟนของ IP สามารถเป็นทางเข้าไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ของแบรนด์ได้ หากแบรนด์สามารถทำให้แฟนคาแรกเตอร์รู้สึกว่าสินค้านั้นมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ได้ขายเพราะมี IP เพียงอย่างเดียว

IP Economy คือโอกาสใหม่ของแบรนด์ไทยบนอีคอมเมิร์ซ

ความสำเร็จของ Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada ทำให้เห็นว่า IP Economy กำลังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของแบรนด์ไทย โดยเฉพาะในตลาดอีคอมเมิร์ซที่การแข่งขันสูงและผู้บริโภคมีตัวเลือกจำนวนมาก

แบรนด์ที่เข้าใจศักยภาพของ IP สามารถใช้คาแรกเตอร์ระดับโลกเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้สินค้า สร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ และเปิดทางไปสู่กลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น

ในมุมของ Lazada เคสนี้ช่วยเสริมบทบาทของแพลตฟอร์มในฐานะพื้นที่ของสินค้า Exclusive Collection และประสบการณ์ช้อปที่มีความพรีเมียมมากขึ้น ขณะที่แบรนด์ไทยได้ใช้พลังของ Sanrio เป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดดิจิทัล

โปรเจกต์นี้ยังมีแผนต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ทั้งเซอร์ไพรส์ดรอปจาก HAPPY SUNDAY ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม คอลเลกชันใหม่จาก Endless Holiday และ LOOKBOOKLOOKBOOK ในช่วงปลายปี รวมถึงแบรนด์ไทยอีกหลายหมวดหมู่ที่จะเข้าร่วมโปรเจกต์บน Lazada

สำหรับแบรนด์ไทยที่กำลังมองหาวิธีสร้างความแตกต่างบนอีคอมเมิร์ซ เคส Sanrio x Lazada คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า IP Collaboration สามารถเป็นเครื่องมือสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้จริง หากแบรนด์เข้าใจผู้บริโภค เลือก IP ที่เหมาะสม และวางประสบการณ์การช้อปให้พร้อมรองรับความต้องการในจังหวะที่กระแสเกิดขึ้น


  •  
  •  
  •  
  •  
  •