กรุงศรี คอนซูมเมอร์ชวนเจาะพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านการใช้บัตรเครดิต

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ถือเป็นข้อมูลชั้นดีที่ธุรกิจสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจตัวเอง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่บอกอะไรได้มากมาย ส่วนใหญ่มาจากการจับจ่ายใช้สอย นั่นทำให้ข้อมูลผลประกอบการครึ่งปีแรกของ Krungsri Consumer จึงกลายเป้นข้อมูลสำคัญผ่านยอดการใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ครึ่งปีแรกยังโตรูดบัตรเกือบ 2 แสนล้านบาท

ผลประกอบการรวมของ Krungsri Consumer ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงสามารถรักษาการเติบโตได้หลายด้าน โดย คุณอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้าน Krungsri Consumer เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ Krungsri Consumer ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ยังคงเติบโต ทั้งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและฐานลูกค้าใหม่

คุณอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้าน Krungsri Consumer

โดยมียอดบัญชีใหม่จำนวน 284,100 บัญชี เพิ่มขึ้น 4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอยู่ที่ 196,700 ล้านบาท เติบโต 3% ซึ่งมียอดสินเชื่อใหม่ 47,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 134,200 ล้านบาท ลดลง 1% อัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ระดับ 1.1% สำหรับบัตรเครดิต และ 1.9% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมอันเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

ข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการปรับตัวภายใต้ปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความสำเร็จในการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ทั้งบัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, และบัตรเครดิตโลตัส ให้มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ตรงใจยิ่งขึ้น ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและยอดสินเชื่อเติบโตต่อเนื่อง

 

ประกัน-ของกิน-น้ำมัน ยังครองยอดใช้จ่าย

นอกจากตัวเลขยอดใช้จ่ายแล้ว Krungsri Consumer ยังเปิดข้อมูล 5 หมวดที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูงสุด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมผูบริโภคในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน แบ่งออกเป็น

  1. ประกันภัย
  2. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ
  3. ปั๊มน้ำมัน
  4. แพลตฟอร์มออนไลน์
  5. ของตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน

หากวิเคราะห์พฤติกรรมจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต จะเห็นได้ว่า ยอดใช้จ่ายจำนวนมากกระจุกอยู่กับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งประกันภัยกำลังบอกว่าผู้บริโภคต้องการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และน้ำมัน เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

แต่ “แพลตฟอร์มออนไลน์” กลับเป็นครั้งแรกที่ขึ้นมาติด Top 5 ของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เป็นการชี้ชัดว่าตลาด e-Commerce เติบโตมหาศาล ซึ่งเปฌนผลมาจากการปรับตัวไปสู่การซื้อสินค้าโครงสร้างพื้นฐานของการใช้ชีวิต เช่น การซื้ออาหาร ความงาม เสื้อผ้า ซึ่งถูกรวมเข้ามาอยู่ในช่องทางเดียวมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกว่า การแข่งขันบน e-Commerce จะไม่ได้แย่งผู้ซื้อจากร้านออนไลน์อื่น แต่ผู้เล่นบนออนไลน์กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมที่เดิมกระจายอยู่ตามร้านค้าและช่องทางจำนวนมากเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์

 

ตอกย้ำภาพรวมการค้าออนไลน์เติบโต

จากยอดใช้จ่ายที่ทำให้เห็นว่า การขายบนออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างมาก เพราะสินค้าที่นำมาขายมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่อาหาร และยิ่งตอกย้ำการเติบโตของตลาด e-Commerce ด้วย 5 อันดับอัตราการเติบโตของยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ที่ระบุว่า

  1. แพลตฟอร์มออนไลน์ เติบโต 16%
  2. กองทุนรวม เติบโต 14%
  3. เสริมความงาม เติบโต 12%
  4. กีฬาและนันทนาการ เติบโต 10%
  5. ปั๊มน้ำมัน เติบโต 7%

เมื่อวิเคราะห์ลงรายละเอียดจะยิ่งตอกย้ำว่า การขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์กำลังกลายเป็นตลาดใหญ่ทั้ง “ขนาด” และ “ความเร็วในการเติบโต” สำหรับแบรนด์จึงต้องวางช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญ รวมถึงการวางกลยุทธ์ด้านราคา โปรโมชั่น การส่งสินค้า ระบบสมาชิก การเก็บข้อมูล และประสบการณ์หลังการขายให้ทำงานต่อเนื่องกัน

ที่สำคัญผู้บริโภคมองว่าอนาคตมีความไม่แน่นอนและเสี่ยงสูง จึงมีการใช้จ่ายในกองทุนรวม ยิ่งเมื่อรวมกับประกันภัยที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ช่วยบอกได้ว่าพฤติกรรมผูบริโภคต้องการจัดการความเสี่ยงและจัดการอนาคต ทั้งในเรื่องของการป้องกันสุขภาพและการเพิ่มความมั่งคั่งผ่านการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้เลือกหยุดใช้เงิน แต่ต้องแบ่งเงินไปสุ่การสร้างความมั่นคงระยะยาวมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นจากข้อมูลยังเห็นได้ว่า Wellness กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างจริงจัง เห็นได้จากทั้งหมวดความงาม รวมถึงหมวดกีฬาและนันทนาการมีการใช้จ่ายเติบโตเพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยอมจ่ายทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ สุขภาพ การออกกำลังกาย และคุณภาพชีวิตมากขึ้น สอดรับกับเทรนด์ Longevity & Wellbeing กำลังเติบโตเพิ่มขึ้น

ยิ่งตอกย้ำให้นักการตลาดต้องเคตรียมผสานธุรกิจให้เข้าได้กับ Longevity & Wellbeing ที่เริ่มแทรกตัวเข้าไปได้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร ท่องเที่ยว กีฬา ประกัน โรงพยาบาล ความงาม ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงบริการทางการเงิน

 

รูดเพิ่มขึ้น แต่ขอ “ผ่อน” มากขึ้น

คุณอธิศ ยังเพิ่มเติมอีกว่า จากข้อมูลของ Krungsri Consumer จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายยังอยู่ในอัตราที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเปลี่ยนยอดใช้จ่ายให้กลายเป็นแผนผ่อนชำระ โดยยอดใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวเติบโตเพียงประมาณ 4% แต่มีการติดต่อเข้ามาขอเปลี่ยนรายการใช้จ่ายเป็นแผนผ่อนชำระเติบโตถึง 24% ขณะที่ในหมวดสุขภาพและความงามมียอดรูดบัตรเพิ่มประมาณ 9% แต่ถูกเปลี่ยนเป็นแผนผ่อนชำระเติบโตถึง 20%

ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังมีอยู่ไม่ได้รัดเข็มขัดอย่างที่หลายคนคาดการณ์ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นคือ “วิธีชำระ” หลายคนยังต้องการเดินทางท่องเที่ยว หลายคนยังอยากดูแลสุขภาพ และยังซื้อบริการด้านความงาม เพียงแต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ลดภาระความเสี่ยงการใช้เงิน โดยต้องการกระจายเงินออกเป็นหลายงวดเพื่อรักษาเงินสดไว้ในมือ

เป้นพฤติกรรมที่นักการตลาดต้องจับตา เพราะนักการตลาดต้องแยกสินค้าราคาแพงกับจ่ายต่อเดือนให้เป็นคนละโจทย์กัน เช่น สินค้าหรือบริการมูลค่า 20,000 บาท อาจถูกมองว่าแพงเมื่อจ่ายครั้งเดียว แต่การแบ่งเป็นหลายงวดสามารถเปลี่ยนวิธีประเมินความสามารถในการซื้อได้ทันที ดังนั้นกลยุทธ์ด้านราคาอาจต้องมาพร้อมกับราคาสินค้าและโครงสร้างการชำระเงิน

 

สินเชื่อส่วนบุคคลตลาดหดลดภาระหนี้

อาจเรียกได้ว่า ภาพรวมของตลาดบัตรเครดิตของ Krungsri Consumer ค่อนข้างยังคงเติบโต ไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่คิด ในขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) กลับแตกต่างออกไป โดยตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลมีขนาดประมาณ 466,000 ล้านบาท ลดลงประมาณ 1.46% ท่ามกลางความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่วน NPL ของตลาดอยู่ประมาณ 3.68% และ NPL ประมาณ 2 ใน 3 ของตลาดใช้บริการกับผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank)

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อ Krungsri First Choice กลับมีจำนวนผู้ใช้รายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 14% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการอนุญาตให้บัตรกดเงินสดมีบริการของ Visa และสามารถนำวงเงินไปใช้จ่ายกับร้านค้าในเครือข่าย Visa ได้ โดยในช่วง 6 เดือนมีการนำวงเงินไปใช้ผ่านร้านค้าประมาณ 770 ล้านบาท

แต่จากข้อมูล 3 หมวดแรกที่มีการนำวงเงินสินเชื่อไปใช้ ยังล้อไปกับบัตรเครดิต โดยแบ่งเป็น

  1. ซื้อสินค้าออนไลน์ (โดยมียอดผ่อนสินค้าออนไลน์เติบโตถึง 242%)
  2. ปั๊มน้ำมัน
  3. ของตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน

และสินค้าที่ได้รับความนิยมในการผ่อนออนไลน์มากที่สุด แบ่งเป็น

  1. สินค้าออนไลน์
  2. ประกันภัย
  3. โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอที

สิ่งที่นักการตลาดต้องเข้าใจ ผู้บริโภคกำลังต้องการ “ทางเลือกในการจ่าย” ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาต่อชิ้นค่อนข้างสูง เช่น โทรศัพท์ อุปกรณ์ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือประกัน การทำให้ยอดชำระต่อเดือนอยู่ในระดับที่ผู้บริโภครับได้อาจมีผลต่อการตัดสินใจมากพอๆ กับส่วนลด ส่งผลให้ First Choice มีแผนขยายร้านค้าที่รองรับแผนผ่อนเพิ่มอีกกว่า 2,800 ร้าน และเพิ่มจุดรับบริการ QR สำหรับการผ่อนชำระเป็นประมาณ 2,500 ร้าน

ตัวเลขการผ่อนที่เติบโตเร็วกว่ายอดใช้จ่ายหลายเท่าตัวจึงเป็นสัญญาณที่แบรนด์ควรมองให้ออกว่า กำลังซื้อไม่ได้หายไปไหนแต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแบบผ่อน โดยผู้บริโภคอาจยังซื้อสินค้าเหมือนเดิม แต่ต้องการวิธีชำระที่ทำให้ชีวิตแต่ละเดือนไม่ตึงมือเกินไป

สำหรับนักการตลาดจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้คนอยากซื้อผ่านการออกแบบทั้งสินค้า ราคา ช่องทาง โปรโมชั่น และวิธีชำระให้เข้ากับกระแสเงินสดของผู้บริโภค ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่า คนไทยยังใช้เงินกับสิ่งที่จำเป็น ยอมจ่ายกับสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น และพยายามรักษาสภาพคล่องเอาไว้พร้อมกัน ใครเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้ได้ก็มีโอกาสออกแบบข้อเสนอได้ตรงกับชีวิตจริงของผู้บริโภคมากกว่าในช่วงที่เงินทุกบาทถูกคิดหนักขึ้นก่อนจ่าย


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา