
ในยุคที่เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ Generative AI ก้าวจากการเป็น Prototype สำหรับ “ทดลอง” ใช้ในธุรกิจ ไปสู่การเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในระดับ Production และตอนนี้กำลังเข้าไปสร้าง Impact กับหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้งานสัมมนาเทคโนโลยีคลาวด์ระดับโลกอย่าง AWS Summit Bangkok 2026 ได้รับความสนใจจากคนสายธุรกิจและไอทีอย่างล้นหลามเช่นเคย

ในงานสัมมนาครั้งนี้ คุณ วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย ได้ขึ้นกล่าวย้ำว่ายุคสมัยของ Agentic AI มาถึงแล้วพร้อมย้ำว่า AI วันนี้เปรียบเสมือน Co-pilot ที่ธุรกิจไทยต้องรีบคว้าไว้ให้ทัน ขณะที่คุณ Adrian De Luca Director, Cloud Acceleration APJ, AWS ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า นวัตกรรมมักเริ่มต้นจาก “คำถาม” และเป้าหมายของ AWS คือการทลายกำแพงระหว่างจินตนาการกับความเป็นจริงลงไป และช่วยสร้างนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

ดังนั้นบทความนี้ Marketing Oops! จะพาไปสรุปประเด็นสำคัญๆที่ถูกพูดถึงใน AWS Summit ครั้งนี้ว่า AWS มีบริการอะไรใหม่ๆ บ้างที่เป็นไฮไลท์ และองค์กรชั้นนำในประเทศไทยหลายๆองค์กรนำ “Building Blocks” เหล่านี้ไปต่อยอดสร้าง Business Impact อะไรกันบ้าง?
อัพเดทเครื่องมือไฮไลท์จาก AWS
สำหรับนักการตลาดหรือคนทำธุรกิจในปีนี้ AWS มีเครื่องมือน่าสนใจหลายๆตัวที่องค์กรสามารถนำไปใช้ต่อยอดสร้างนวัตกรรใหม่ๆรวมถึงลดต้นทุนและลดเวลาทำงานลงได้ โดยปัจจุบันมีบริการคลาวด์รองรับในไทยมากกว่า 120 บริการ เช่น
Amazon Bedrock

บริการนี้เทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับ “โชว์รูมโมเดล AI” ที่เปิดให้องค์กรเลือกช้อปปิ้งโมเดลระดับโลก เช่น Anthropic Claude, Amazon Titan มาสร้างเป็นผู้ช่วย AI ประจำบริษัท โดยจุดขายก็คือ “ความปลอดภัยสูงสุด” ข้อมูลความลับของลูกค้าหรือกลยุทธ์บริษัทจะไม่รั่วไหลออกไปข้างนอก
ธุรกิจสามารถใช้ Bedrock สร้าง AI Customer Service ที่โต้ตอบได้เป็นธรรมชาติ หรือสร้างระบบ Knowledge Base ให้พนักงานค้นหาข้อมูลองค์กรได้อย่างรวดเร็ว
Amazon Q Business

สำหรับมุมธุรกิจ นี่คือเครื่องมือประเภท Productivity Multiplier ให้กับพนักงานผู้ปฏิบัติงาน ผู้ช่วยสุดล้ำบน Desktop ตัวนี้จะวิ่งไปดึงข้อมูลจากไฟล์ในเครื่อง, ปฏิทิน, อีเมล และแอปฯ แชทต่างๆ มารวบรวมและสรุปให้คุณก่อนเข้าประชุมได้ทันที
ความแตกต่างจาก AI ทั่วไปในตลาดคือความเป็น Agentic AI ที่สามารถทำงานข้ามแอปพลิเคชัน (Cross-application) บน Desktop ได้โดยตรง
สำหรับเครื่องมือ Amazon Q Business นี้ ฝ่ายขายหรือเซลส์สามารถใช้เตรียมข้อมูลก่อนพบลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ องค์กรระดับโลกอย่าง 3M ที่นำ Amazon Q Business ไปให้ผู้จัดการฝ่ายขายใช้รวบรวมข้อมูลของตัวแทนจำหน่ายกว่า 100,000 ราย ช่วยลดเวลาเตรียมข้อมูลจาก 5 ชั่วโมง เหลือเพียงไม่กี่นาที เพิ่มเวลาไปโฟกัสกับการปิดการขายได้มากขึ้น
Frontier Agents

ในมุมผู้บริหาร Frontier Agents คือ “พนักงานดิจิทัล” ที่สามารถรับโจทย์แล้วไปทำงานต่อเนื่องได้เป็นวันๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องพัก เช่น AWS Security Agent ที่คอยสแกนหาช่องโหว่ความปลอดภัยก่อนระบบพัง หรือ DevOps Agent ที่คอยตรวจสอบและซ่อมแซมระบบให้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงที่ธุรกิจจะสะดุดจากปัญหาระบบล่ม
ธุรกิจที่ต้องการขยายสเกลอย่างรวดเร็วแต่ไม่อยากแบกรับต้นทุนการจ้างคนเพิ่มสามารถเลือก Frontier Agents ไปทำงานได้ ตัวอย่างที่ยกมาพูดถึงในงานก็คือแบรนด์อย่าง Castlery แบรนด์เฟอร์นิเจอร์พรีเมียมที่ตั้งเป้าขยายธุรกิจ 2-3 เท่า ได้นำกระบวนการทำงานแบบ AI-native มาใช้ ผลลัพธ์คือร่นระยะเวลาพัฒนาซอฟต์แวร์ลงได้ถึง 50% และสามารถขยายธุรกิจได้ตามเป้าโดยไม่ต้องจ้างทีมงานเพิ่ม
Amazon Q Developer

ในโลกธุรกิจที่ความเร็วสำคัญมากๆ เครื่องมือนี้คือตัวช่วยของโปรแกรมเมอร์รวมถึงคนที่อาจเขียนโค้ดไม่เป็นให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือระบบใหม่ๆ ให้เสร็จไวขึ้น แค่พิมพ์บอกความต้องการ (Specs) ระบบก็ช่วยเขียนโค้ดและสร้างหน้าเว็บได้ในไม่กี่นาที ช่วยเร่งสปีดการทำงานของทีม Tech ได้ถึง 10 เท่า
AWS Transform

ปัญหาใหญ่ขององค์กรเก่าแก่คือการมีระบบไอทีเดิม (Legacy System) ที่ล้าหลังและมีค่าบำรุงรักษาสูงมาก บริการนี้จะใช้ AI ช่วย “แปลงภาษาโค้ดเก่าให้เป็นโค้ดรุ่นใหม่” ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริหารในการประหยัดเวลาและลดงบประมาณมหาศาลในการย้ายระบบ (Modernization)
การปรับปรุงระบบธนาคารหรือองค์กรขนาดใหญ่ให้ทันสมัยเป็น Painpoint สำคัญมากๆในยุคดิจิทัล การย้ายโครงสร้างพื้นฐานจากของเก่ามาเป็นของใหม่ถือเป็นงานที่ใหญ่ระดับมโหฬาร แต่ AWS Transform เข้ามาช่วยในจุดนี้ได้
Elastic Compute & Auto Scaling
สถาปัตยกรรมคลาวด์ที่ยืดหยุ่น หดหรือขยายเซิร์ฟเวอร์ได้อัตโนมัติตามปริมาณคนเข้าใช้งาน ป้องกันปัญหาระบบล่มช่วงจัดแคมเปญใหญ่
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มการชำระเงิน หรือ OTA (Online Travel Agency) มักจะเผชิญกับคลื่นผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลในช่วงแคมเปญ Double Day (เช่น 11.11 หรือ 9.9) ซึ่งปริมาณธุรกรรม (Transaction) อาจพุ่งสูงกว่าช่วงเวลาปกติถึง 30 เท่าภายในเสี้ยววินาทีแรกของเที่ยงคืน หากระบบไม่เสถียร ร้านค้าจะไม่สามารถรับชำระเงินได้และสูญเสียยอดขายมหาศาล
การใช้ Auto Scaling จะช่วยบริหารจัดการขยายเซิร์ฟเวอร์มารองรับคลื่นทราฟฟิกนี้ได้แบบอัตโนมัติ และเมื่อหมดช่วงพีคก็สามารถปรับลดขนาดลงมาเพื่อประหยัดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Use Case ธุรกิจไทย ใช้ AWS
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในงานนี้ คือการเห็นตัวอย่างองค์กรไทยระดับท็อป นำโซลูชันของ AWS ไปแก้ปัญหาและสร้างยอดขายอย่างเป็นรูปธรรม
1. Big C ใช้ Conversational AI ยกระดับค้าปลีก

Big C นำ Amazon Bedrock มาสร้างฟีเจอร์ “Shopping Assistant AI Chat” บนแอปพลิเคชัน เปลี่ยนการเสิร์ชหาของแบบเดิม เป็นการคุยกับ AI ลูกค้าพิมพ์บอกแค่ว่า “อยากทำต้มยำกุ้งสำหรับ 4 คน” AI จะคำนวณวัตถุดิบและจับใส่ตะกร้าให้พร้อมจ่ายเงินทันที
การพัฒนาบริการนี้เป็นการสร้างประสบการณ์ชอปปิ้งแบบ “รู้ใจ” ช่วยดันยอดซื้อต่อบิล (Basket Size) เติบโตขึ้น 5-10% ทันที นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังใช้ผู้ช่วยนักพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ช่วยร่นเวลาอัปเกรดระบบจากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วันเท่านั้นด้วย
2. โอสถสภา ยกระดับองค์กร 135 ปีสู่ AI Data-Driven

ตัวอย่างนี้คือการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 5,000 คน และต้องการความแม่นยำในการใช้งบการตลาดเพื่อลุยตลาดภูมิภาค (CLMV)
ที่โอสถสภาทำก็คือการสร้าง “OsotSphere” ผู้ช่วย AI องค์กรบน Amazon Bedrock ให้พนักงานใช้ถาม-ตอบนโยบายบริษัท และใช้ Amazon SageMaker สร้างโมเดลวิเคราะห์การตลาดขั้นสูง (Marketing Mix Modeling – MMM) ที่ทำหน้าที่เสมือนนักวิเคราะห์ช่วยประเมินผลกระทบของแคมเปญโฆษณา โปรโมชัน และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีต่อยอดขาย โดยดึงข้อมูลกว่า 700 ตัวแปรมาประมวลผล
OsotSphere ช่วยตอบคำถามพนักงานไปแล้วกว่า 1,450 ครั้ง/เดือน ลดเวลาสูญเปล่าได้อย่างมาก ขณะที่โมเดล MMM ช่วยให้ทีมการตลาดจัดสรรงบซื้อสื่อและโปรโมชันได้อย่างแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด
3. 2C2P by Antom ปลดล็อกขีดจำกัดระบบชำระเงิน

2C2P by Antom คือผู้นำแพลตฟอร์มชำระเงินที่รองรับช่องทางกว่า 400 รูปแบบและสกุลเงินกว่า 150 สกุล ความท้าทายแรกที่บริษัทต้องเผชิญคือทราฟฟิกมหาศาลช่วงแคมเปญ Double Day (เช่น 11.11) ที่พุ่งสูงกว่าปกติถึง 30 เท่าในเสี้ยววินาที บริษัทจึงใช้ระบบ Auto Scaling ของ AWS เพื่อบริหารจัดการให้ระบบลื่นไหลไม่มีสะดุด
นอกจากความเสถียรแล้ว 2C2P ยังได้พัฒนาระบบเฉพาะทางอย่าง PACO (Payment Airline Controller) สำหรับธุรกิจสายการบินกว่า 25 แห่ง (เช่น การบินไทย) ที่ช่วยจัดการความซับซ้อนเวลาผู้โดยสารซื้อตั๋วพร้อม Add-on หลายรายการจากต่างบริษัทให้จบได้ใน API เดียว
พร้อมทั้งมีฟีเจอร์ MCP (Smart Multi-Currency Pricing) ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายของ Ant International ในการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ให้ได้เรตที่แข่งขันได้และล็อกเรตไว้ล่วงหน้า ช่วยให้สายการบินสามารถสร้างรายได้จากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในฝั่งของการใช้ AI 2C2P สร้าง “Digital Inclusion” ให้กับร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็กผ่านเครื่องมือ Kiro Power จากเดิมที่ร้านค้าต้องจ้างโปรแกรมเมอร์มาเขียนโค้ดเพื่อเชื่อมต่อระบบนานหลายวัน ตอนนี้เพียงแค่พิมพ์คำสั่ง (Prompt) AI ก็จะ Generateโค้ดให้ร้านค้านำไปแปะใช้งาน เปิดรับชำระเงินได้ภายใน 30 นาที
นอกจากนี้ยังมีการใช้ AWS Transform เข้ามาช่วยธนาคารหรือองค์กรใหญ่ปรับปรุงระบบเก่า (Legacy) ให้ทันสมัยเร็วขึ้น ลดเวลาจากหลายเดือนเหลือเพียงหลักวัน และยังใช้ AI เปลี่ยน Requirement ทางธุรกิจให้กลายเป็นกระบวนการทำงานของวิศวกรได้ทันที ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีม Tech โดยรวมได้มากถึง 40% ด้วย
4. Amaze Super App เชื่อมลูกค้า 40 ล้านคน

โจทย์ใหญ่ของเครือ CP คือการรวมระบบคะแนนสะสม (Loyalty Points) ของแบรนด์ในเครืออย่าง 7-Eleven, Lotus’s, True และ Makro ที่แยกกันอยู่คนละระบบ ให้เข้ามาอยู่ในแอปพลิเคชันเดียวกันเพื่อสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้กับลูกค้ากว่า 40 ล้านคน
ทีมงานได้เลือกใช้ระบบคลาวด์ของ AWS เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Building Blocks) เพื่อเชื่อมต่อระบบเดิมที่ซับซ้อนเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มนี้จนเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในเวลาเพียง 9 เดือน
ปัจจุบัน Amaze มียอดดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 10 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการนำ AI เข้ามาช่วยแปลภาษาและคัดกรองสินค้าจากจีนทำให้สามารถนำข้อมูลสินค้ากว่า 1 ล้านรายการขึ้นระบบพร้อมขายได้ภายใน 2 เดือนเท่านั้น
จาก Use Case ทั้งหมดในงาน AWS Summit Bangkok 2026 ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้มีแต่ภาคเอกชนเท่านั้นแต่ยังมีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานนำระบบไปสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้กลายเป็นจริงแล้วอีกหลายอย่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นเลยว่าการทำ Digital Transformation หรือการนำ AI เข้ามาใช้นั้น ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแต่อยู่ที่ว่าพร้อมจะเริ่มก้าวแรกแล้วหรือยังต่างหาก
