How to ทำคอนเทนต์ให้เป็นธรรมชาติ เพื่อสร้าง right target สไตล์เพจ Happy Mommy Diary

  • 576
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ในยุคที่เต็มไปด้วย influencers ในด้านต่างๆ ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากแรงบันดาลใจที่อยากจะเป็น influencers หรือ creators ตามยุคสมัยและความสะดวกในการเข้าถึงโลกออนไลน์ แต่ก็ยังมี influencers บางกลุ่มที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเล็กๆ จากความชอบส่วนตัวจริงๆ คล้ายกับเป็นการเขียนไดอารี่ออนไลน์เพื่อเก็บเป็นความทรงจำ

อย่างเพจหนึ่งที่อยากมาแชร์ให้อ่าน คือ เพจ Happy Mommy Diary ของคุณน้ำหวาน ภญ. ญาธิป พิริยะพงศ์ศักดิ์ เภสัชกรสาว เจ้าของเพจ Facebook ที่ได้รับรางวัล Thailand Influencer Awards 2021 เปิดใจคุยกับเราตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำเพจว่ามาจากความชอบส่วนตัวล้วนๆ และยังไม่รู้จักวงการ influencersเลยในตอนนั้น

“จุดเริ่มต้นที่ทำเพจนี้ขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าอาหารที่ทำให้ลูกๆ ในแต่ละวันมันสวย จากเมื่อก่อนที่เป็นคนไม่ทำอาหาร แต่ก็กลัวเพื่อนในเฟซบุ๊กหายไปเพราะรำคาญ เลยตัดสินใจเปิดเพจเฉพาะขึ้นมา”

“ย้อนไปตั้งแต่ที่เริ่มต้นทำเพจเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาเป็น influencer ไม่รู้จักคำนี้ด้วยซ้ำ แต่ทำเพราะอยากทำ และก็ไม่มีไอดอลไม่มีตัวอย่างเพราะในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีเพจเกี่ยวกับแม่ๆ”

 

 

คนติดตามเพิ่ม รูปแบบคอนเทนต์ต้องคิดเยอะขึ้น

ตลอดระยะเวลา 6-7 ปีกับการทำเพจ Happy Mommy Diary กับยอดผู้ติดตามในปัจจุบันประมาณ 6.21 แสนคน ในมุมของคุณน้ำหวานมองว่า core สำคัญของเพจที่เป็นไลฟ์สไตล์ของคนที่เป็นแม่ ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ คุณภาพของคอนเทนต์ที่ต้องคิดเยอะขึ้น ละเอียดขึ้น สิ่งที่จะ feed ขึ้นไปต้องคัดกรองให้ดีกว่าเดิม”

หากใครที่เป็นแฟนคลับของเพจ Happy Mommy Diary หรือเคยเห็นผ่านตาอยู่บ้างจะเห็นว่า เป็นเพจที่ค่อนข้างไลฟ์สไตล์ เป็นชีวิตคุณแม่ลูก 2 ที่มีหลากหลายรสชาติในแต่ละวัน มีทั้งสาระและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่แฝงด้วยสาระ ซึ่งคุณน้ำหวานเองก็มองว่า นี่คือจุดเด่นของเพจที่ทำให้คนติดตามเพราะได้รับทั้งความสุข ความรู้จากคุณน้ำหวานเองในฐานะที่เป็นเภสัชกร ทั้งหมดที่เป็นคอนเทนต์บนเพจคือ ตัวตนจริงๆ เป็นธรรมชาติทั้งหมด

“โลกเดี๋ยวนี้มีคอนเทนต์หลายรูปแบบหลายสไตล์ ซึ่งสำหรับหวานถ้าอะไรที่ไม่ใช่ตัวเราก็จะไม่ทำเด็ดขาด เช่น เรื่องดราม่า หรือแนวท้อแท้ เพจเราจะเป็นแนวให้กำลังใจ ให้ความรู้ซะมากกว่า คอนเซ็ปต์ของเพจคือ ลูกจะแฮปปี้ได้ แม่ต้องแฮปปี้ก่อน นี่คือ core หลักของเรา”

 

 

มีมุมการทำคอนแทนต์หนึ่งที่น่าสนใจจากคุณน้ำหวาน นั่นคือ การเล่าเรื่องหรือการให้ความรู้อะไรสักอย่างจะไม่ใช่เป็นการสอนแบบตรงๆ แนววิชาการจ๋าๆ แต่มันเป็นการเล่าเรื่องผ่านคอนเทนต์ที่เป็นประสบการณ์จริง ชีวิตจริง เป็น how to ที่คุณน้ำหวานใช้จริงๆ และหากมันมีประโยชน์สำหรับคนที่ติดตาม พวกเขาก็สามารถนำไป adapt ต่อได้

“การเลี้ยงลูก หรือบริบทการเป็นแม่ของแต่ละคนจะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสิน หรือไปสอนใครได้ เพราะทุกคนก็เป็น the best version ความเป็นแม่ของใครของมัน มองว่าเหมือนสร้าง community ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันดีกว่า”

 

ความยากของการทำคอนเทนต์แม่และเด็ก

คุณน้ำหวานแชร์ว่า อุปสรรคในการทำคอนเทนต์แม่และเด็กมีความยากหากคอนเทนต์นั้นเป็นงาน (ลูกค้า) เพราะเราไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวคนเดียวได้ แต่ต้องคิด พิจารณาแบบรอบด้านกว้างๆ ที่สำคัญต้องดู nature ของลูกด้วยว่าเขาโอเค เขาพร้อมมั้ย

“ที่ยากไปกว่านั้นก็คือ เราจะทำคอนเทนต์ หรือครีเอทอย่างไรให้ประทับใจทั้งลูกค้าและคนที่ติดตามเรา การหาตรงกลางเป็นเรื่องที่ยากมาก อย่างแรกเลยที่ต้องคิดเมื่อรับงานลูกค้าก็คือ เมื่อลูกค้ามีจุดยืนชัดเจนว่าต้องการอะไร เราต้องกลับมาดูตัวเองว่า เราทำได้มั้ย? ลูกโอเคมั้ย? ค่อยๆ ลองปรับ ช่วยกันหาทางออกกับลูกค้าหากเขาโอเค”

 

 

เคล็ดลับการสร้างความแตกต่าง ตามธีมไม่หลุดคอนเซ็ปต์

จริงๆ แล้วคุณน้ำหวานไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดลับ แต่ส่วนตัวมองว่าเป็น how to ที่สร้างความประทับใจต่อลูกค้าและผู้ติดตามได้ และถือว่าเป็นการสร้างความแตกต่างที่ดีด้วย นั่นก็คือ การสร้างคอนเทนต์ทำให้ “ทุกอย่างตามธีม” ตัวอย่างเช่น ทริปเที่ยว 7 วันเพจ Happy Mommy Diary ก็ต้องมี 7 ธีมด้วยกัน ซึ่งสิ่งนี้มันเป็น nature ส่วนตัวของคุณน้ำหวาน

“บางทีลูกค้าไม่ได้บรีฟว่าต้องมีธีม หรือใช้ costume แบบไหน สีอะไร เราก็จะจัดการให้เองเข้าไปดูสีของแบรนด์ลูกค้า เราถือว่ามันเป็น privilege อย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าได้”

“ที่สำคัญการที่จะ keep target หรือเพิ่มยอดผู้ติดตามบางทีอาจจะเกี่ยวกับความสม่ำเสมอในการ feed content ด้วย พวกเขาติดตามเราเพราะอยากเห็นว่าวันนี้เราจะแจกความสดใสอะไร มีอะไรมาฝากพวกเขา แต่ถ้าวันหนึ่งเราหายไปเขาก็น่าจะหายไปเหมือนกัน”

 

 

ความรู้สึกหลังที่ได้รับรางวัล และแพลนทำคอนเทนต์ปีหน้า

คุณน้ำหวานได้แชร์ความรู้สึกหลังจากที่ได้รับรางวัล Thailand Influencer Awards 2021 ว่า “ดีใจมากที่มีคนเห็นเพจเล็กๆ เพราะเราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นครีเอเตอร์ขนาดนั้น แต่เรามีความตั้งใจแค่อยากจะแชร์ความ lively ความสนุกสนานของความเป็นแม่ในทุกๆ วัน”

“ส่วนตัวมองว่าการได้รับรางวัลอาจจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรขนาดนั้น เพราะคนที่ติดตามเราเขาติดตามตั้งแต่วันแรกๆ ที่ทำเพจ เป็นการสะสมมาเรื่อยๆ หวานมองว่าคนที่ติดตามเราเขามองว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งในชีวิต บางทีมีเรื่องสงสัยหรืออยากคุยก็มีทักมาหากันบ้าง เพราะคนที่เป็นแม่ก็จะมีเรื่องที่ in common เหมือนกันอยู่แล้ว”

สำหรับแพลนในอนาคต คุณน้ำหวานตั้งใจที่จะเพิ่มคอนเทนต์ที่เป็นสาระจากหนังสือที่อ่านมาแชร์ในเพจ ซึ่งที่จริงก็เป็นการต่อยอดมาจากคอนเทนต์ที่เคยทำอยู่ก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น คือการสรุปสิ่งที่อ่านจากหนังสือ เล่าต่อสิ่งที่น่าสนใจให้กับ followers ซึ่งปีหน้าเราก็น่าจะเห็นคอนเทนต์เชิงความรู้แบบนี้มากขึ้นบนเพจ Happy Mommy Diary

อย่างที่เกริ่นไปว่า how to ทำคอนเทนต์ให้เป็นธรรมชาติที่สุด อาจจะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบคอนเทนต์ที่ถูกใจคนเสพสื่อในหลายๆ กลุ่มก็ได้ อย่างที่คุณน้ำหวานแชร์มุมมองว่า ในปัจจุบันมี influencers เกิดขึ้นมากมาย และบางทีก็เห็นว่ารูปแบบคอนเทนต์บางอย่างน่าสนใจ แต่มันอาจจะไม่เหมาะกับเราเสมอไป ไม่เหมาะกับคนที่ติดตามเรา

คุณน้ำหวานพูดทิ้งท้ายถึงคนที่อยากจะเป็น influencer หรือครีเอเตอร์ก็ตามว่า “การที่เราไม่พยายามจะเป็นแบบคนอื่น หรือเห็นว่าคนอื่นทำคอนเทนต์แบบนี้มันดี ก็ไปทำตามเขาซึ่งมันอาจจะไม่ work สำหรับเราก็ได้ ควรโฟกัสที่การ keep ตัวตนของเราตั้งแต่วันแรกที่เราเป็น personality เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้เรา outstanding จากคนอื่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องของความสนุกในการเล่าเรื่องที่มองว่ามีส่วนทำให้เราสามารถอยู่ตรงนี้ได้นาน”

“อยากให้คนที่อยากจะมาเป็น influencer มองว่าการทำคอนเทนต์มันคือ passion คือความสุขของตัวเอง ไม่ใช่อยากเป็นเพราะเห็นคนอื่นเป็นและประสบความสำเร็จ เพราะหนทางมันใช้เวลานาน การทำคอนเทนต์ไม่ควรฝืนตัวเอง”

อ่านมาถึงตรงนี้มองว่าการได้พูดคุยกับคุณน้ำหวานถือว่าเปิดโลกใบใหม่ได้เหมือนกัน เพราะจากความเชื่อเดิมๆ ของใครหลายคนที่มองว่าการทำคอนเทนต์ควรต้องมีหลักการเรียงลำดับ 1-2-3 เพื่อให้ออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด แต่อีกมุมหนึ่งเราอาจหลงลืมไปว่า การที่เราเป็นตัวเองที่สุด บอกเล่าเรื่องราวที่มันธรรมชาติที่สุด ก็อาจจะเพียงพอแล้วสำหรับคนบางกลุ่มในปัจจุบัน

 


  • 576
  •  
  •  
  •  
  •