เปิดมุมมอง “ท๊อป จิรายุส” กับ 3 สิ่งที่ผู้นำต้องรู้ จากเวที World Economic Forum 2023

  • 424
  •  
  •  
  •  
  •  

หลังจากคุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป เป็น 1 ในตัวแทนประเทศไทยไปร่วมประชุม World Economic Forum 2023 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 16-20 มกราคมที่ผ่านมา แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ประชุม WEF ที่เป็นแหล่งรวมผู้นำทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจากทั่วทุกมุมโลกจะเป็นการกำหนดทิศทางที่โลกจะเดินต่อไปในอนาคต ดังนั้น Marketing Oops! จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณท๊อป ถึงการร่วมประชุมครั้งนี้ เพื่อให้บรรดาผู้นำองค์กรและผู้นำธุรกิจได้มองเห็นทิศทางและได้มองเห็นสิ่งสำคัญสำหรับก้าวเดินไปในปี 2023 นี้ได้อย่างมั่นคง

ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศาด้านนอกตัวอาคารที่จัดงาน Farewell Lunch ที่เมืองดาวิสในวันสุดท้ายของการประชุม WEF คุณท๊อป เล่าถึงความสำคัญของการประชุม WEF ว่าจะเป็นการประชุมที่บรรดาผู้นำโลกและผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะพูดคุยกันถึงปัญหาต่างๆที่โลกกำลังเผชิญและกำหนดทิศทางของโลกในอนาคต ซึ่งในปี 2023 นี้ก็มีผู้เข้าร่วมประชุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 3,000 คนโดยมีผู้นำประเทศระดับรัฐมนตรีขึ้นไปร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 490 คน เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากที่สุดเช่นกันถึง 11 คน

“เราโชคดีมากที่ได้เจอกับ Professor Klaus Schwab ศาสตราจารย์ผู้ก่อตั้ง World Economic Forum ซึ่งปีนี้มาเจอกับบรรดาผู้นำจากประเทศไทยและก็แชร์เรื่องน่าสนใจว่า ผู้นำที่มาร่วมงาน WEF ครั้งนี้จำนวน 3,000 คน คุมมูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกเกิน 50% หรือพูดอีกมุมก็คือคนกลุ่มนี้เป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตของโลกใบนี้นั่นเอง” คุณท๊อป เล่า

Cooperation in a Fragmented World

คุณท๊อปเล่าว่า ธีมของการประชุม WEF ในปีนี้ก็คือ “Cooperation in a Fragmented World” ที่สะท้อนสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่กำลังแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆจากเดิมที่เกิด Globalization ในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้มาสู่ปัญหาการแบ่งขั้วแบ่งข้าง เกิดการตั้งกำแพงภาษี สงครามการค้า เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่าง Global North และ Global South แน่นอนว่าเพื่อประสานความแตกแยกดังกล่าวก็ต้องยิ่งต้องการความร่วมมือกันมากกว่าที่เคยมีมาเพื่อเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายในเวลานี้

ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทบิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป เล่าด้วยว่าปีนี้ที่ประชุมเน้นให้เห็นถึงปัญหาที่เป็น Perfect Storm ที่พัดถล่มโลกใบนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบ 40 ปี เศรษฐกิจถดถอยที่จะกระจายไปทั่วโลก สงครามที่จะไม่จบง่ายๆ รวมไปถึงปัญหา Technology Disruption โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI ที่จะทำให้คนตกงานกันอีกมาก รวมไปถึงปัญหา Climate Change ที่เดินทางมาถึงจุดที่แก้ไขให้กลับคืนไม่ได้อีกแล้ว

เครดิตภาพ www.wefforum.org

“ทั้งหมดนี้ยังทำให้เห็นด้วยว่าปัจจุบัน รัฐบาลเดียว หรือเอกชนฝ่ายเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อีกแล้วนำไปสู่คำที่เกิดขึ้นใหม่ว่า Public and Private Partnership  คือภาคเอกชนต้องจับมือกับภาครัฐ และไม่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้อง connect กันทั่วโลก ” คุณท๊อประบุ

A Sense of Urgency

แล้วที่ประชุมมีทางแก้อะไรอีกหรือไม่นอกจากความร่วมมือที่ต้องเกิดขึ้นแบบไม่เคยมีมาก่อน? คุณท๊อป จึงเล่าถึงเวทีหนึ่งของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่เล่าถึงความสำเร็จในภูมิภาคจนเรียกได้ว่าเป็นการสร้างปาฏิหารย์สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมหาศาล และการที่สามารถประสบความสำเร็จเช่นนั้นได้ก็คือการ “มีความรู้สึกถึงความเร่งด่วน” หรือ A Sense of Urgency

ยกตัวอย่าง “วัคซีน” ที่ปกติต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่เมื่อมี a sense of urgency แล้วมนุษย์ก็สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระยะสั้น นักเศรษฐศาสตร์ดังๆ ตัวแทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือ World Bank เอง ก็มองว่ามองย้อนไป 3 -6 เดือนมาถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็น่าเป็นกังวลเพราะสถานการณ์ยังไม่ปกติ แต่เรายังผ่านมาได้ ลดเงินเฟ้อได้ระดับหนึ่ง นั่นก็มาจาก A Sense of Urgency ที่ต้องมีร่วมกัน อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์จะดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องกังวลมากมาย ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการหารือกันผ่านเวทีอย่าง WEF อัพเดทความก้าวหน้าของประเทศและปิดช่องว่างทางการสื่อสารลง

3 เสาหลักสำคัญที่ต้องรู้จาก WEF2023

จากการเข้าร่วมประชุมทั้ง 5 วันที่ผ่านมาคุณท็อป ได้สรุป 3 สิ่งที่เป็นเสาหลักสำคัญจากที่ประชุม WEF ในปีนี้เอาไว้ที่บรรดาผู้นำองค์กร ผู้นำธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญและเดินตามโลกให้ทันเอาไว้ ซึ่ง 3 สิ่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางที่โลกกำลังจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างชัดเจน

1. ต้องคิดเรื่อง Climate Change

เรื่องแรกก็คือเรื่องของ Climate Change ที่แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เวลานี้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไปและจะเป็นเรื่องที่จะกระทบกับทุกคนอย่างมาก บรรดาองค์กร บริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการ หรือแม้แต่ภาครัฐเองจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ และกลุ่มคนที่กุมมูลค่าตลาดหุ้นกว่า 50% ของทั้งโลกเอาไว้บอกว่าเรื่องนี้คือเรื่องสำคัญที่สุดดังนั้นหากใครที่ไม่เดินตามก็จะอยู่ไม่ได้แน่นอน

“มีคำศัพท์ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Green Finance, Natural Asset Company (NAC)  Sustainability, Climate Tech, Climate Adaptation, ESG, BCG, Green Tech, Green Premium, Carbon Credit Trading เหล่านี้จะเป็น เสาหลักหนึ่งที่จะอยู่ในทุกๆการบริการและสินค้าทุกๆอย่างในอนาคต” คุณท๊อประบุ

2. Digital Economy และ AI เปลี่ยนโลก

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ Digital Economy โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะมาเปลี่ยนแปลงโลกในทุกๆอุตสาหกรรมไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นทุกคนต้องศึกษาในเรื่องของ Digital Economy มากขึ้น

คุณท๊อปร่วมเวที Tokenized Economies, Coming Alive ในการประชุม WEF2023 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา

“ยกตัวอย่าง session ที่ผมขึ้นพูดก็คือ Tokenization ที่จะเป็นรากฐานของ Digital Economy ที่มูลค่าต่างๆจะไปเก็บในโลกออนไลน์มากขึ้น เรื่องของมาตรฐานของ cyber security และโอกาสของ การปฏิบัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ไม่ว่าจะเป็น AI, Blockchain, bigdata, 3d printing, IoT, Internet from the sky เป็นต้น” คุณท๊อป เล่า

นอกจากนี้คุณท๊อป ยังยกคำกล่าวของ Larry H. Summers นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของโลก ที่ระบุในที่ประชุมด้วยว่าตั้งแต่เกิดมาวันนี้เป็นวันที่ได้เห็นความเป็นไปได้มากที่สุดที่เทคโนโลยีจะมาเปลี่ยนแปลงโลก นั่นหมายความว่าเวลานี้ถึงจุดที่โลกจะก้าวกระโดด (Inflection Point) อีก 10 ปีข้างหน้าบริบทการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นบริษัทที่มีพนักงาน 50 คนแค่มี AI ก็จะเหมือนกับมีพนักงานอีก 10,000 คน จะเป็นการนำเทคโลยีในมาใช้ในการขับเคลื่อนมากขึ้นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม

3. Equality ทิศทางโลกธุรกิจในอนาคต

นอกจากเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics), ภูมิเศรษฐศาสตร์  (Geoeconomic) ที่เปลี่ยนแปลงไป เรื่องของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่จะเปลี่ยนแปลง การเกิด Global South, Global North ทำให้เกิดการเปลี่ยนของ Supply Chain ที่จะตามมาแล้ว คุณท๊อประบุว่าในเวที WEF มีนี้ยังมีการพูดถึงเรื่องของ ความไม่เท่าเทียม (Inequality) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเยอะด้วยเช่นกัน

ในเวที WEF ปีนี้มีการหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินไหลไปยัง Global South ให้มากขึ้นเรื่อง Inclusion ทำอย่างไรให้คนอีก 2 พันล้านคนเข้าถึงโอกาสทางการเงินอย่างทั่วถึง เรื่องการศึกษา, เรื่องของ Digital Inclusion เรื่องของ Connectivity ก็พูดถึงเยอะ ทำอย่างไรให้คนต้องเข้าถึง Digital ID ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องลงทุนให้กับประชาชน รวมไปถึงกฎใหม่ของโลกธุรกิจที่จะเกิดขึ้นเช่นอีกหน่อยต้องมีผู้บริหารผู้หญิง female leader มากขึ้น ทำอย่างไรเสียงจาก ภูมิภาค Asean ภูมิภาค Africa ดังมากขึ้นหรือมีส่วนร่วมกับการวางกฎระเบียบของโลกมากกว่าที่เคยเป็นต้น

นั่นคือประเด็นสำคัญๆที่คุณท๊อปเล่าให้ฟังหลังไปร่วมขึ้นเวทีในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 วันเต็มได้มองเห็นปัญหาต่างๆของโลก รวมไปถึงการวางกรอบอนาคตของบรรดาผู้นำโลกมากมายซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรที่จะรับทราบและนำมาปรับใช้ทั้งกับองค์กรรวมถึงระดับการวางนโยบายในภาพใหญ่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณท๊อป ย้ำว่า สิ่งที่น่ากังวลก็คืออนาคตภูมิภาคอาเซียนจะมีความสำคัญกับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เม็ดเงินอาจจะไหลไปยัง อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ที่เป็นสังคมหนุ่มสาวที่มีพลังมากกว่า ในขณะที่ไทยที่เริ่มเข้าสู่สังคมสูงอายุกันแล้ว

ดังนั้นหากใครสนใจข้อมูลต่างๆของ WEF2023 นี้ก็สามารถเข้าไปฟังการประชุมย้อนหลังกันได้ที่ www.wefforum.org หรือจะชม live สัมภาษณ์คุณท๊อปย้อนหลังทาง Youtube Marketing Oops! ก็รับชมที่ด้านบนของบทความนี้ได้เลย


  • 424
  •  
  •  
  •  
  •