อ่านวิสัยทัศน์ TOSTEM กับเป้าหมายการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านงานดีไซน์สู่แบรนด์นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยยุคใหม่

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

“หน้าต่างและบานประตู” มักจะถูกเปรียบเปรยถึงช่องทางในการเข้าถึงตัวตนของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ในโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมแล้ว หน้าต่างและบานประตูเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของอาคาร เมื่อมองให้ลึกลงไปในแง่ของจิตวิทยา ช่องเปิดเหล่านี้กลับทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อประสบการณ์ต่างๆ ทั้งการเชื่อมต่อระหว่างโลกภายนอกกับพื้นที่ส่วนตัว นอกจากนี้ยังเป็นปราการด่านแรกทั้งการกรองแสง กรองเสียง รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

​เมื่อที่อยู่อาศัยเป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ วัสดุก่อสร้างจึงต้องปรับตัวตาม นั่นคือวิสัยทัศน์ที่ทำให้ TOSTEM ผู้นำนวัตกรรมประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ก้าวข้ามสู่การปรับเปลี่ยนแบรนด์ครั้งใหญ่เป็น Design & Innovation Brand อย่างเต็มรูปแบบ ​เพื่อต้อนรับงานสถาปนิก’69 (Architect Expo 2026) ที่กำลังจะมาถึง และช่วยยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยยุคใหม่

 

ทำความรู้จัก TOSTEM จากญี่ปุ่นสู่เมืองไทย

หากย้อนกลับไปแบรนด์ TOSTEM ภายใต้เครือ LIXIL Corporation เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 103 ปีก่อนในประเทศญี่ปุ่น จากวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจผู้เปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างที่เล็งเห็นถึงข้อจำกัดของไม้ที่นับวันมีแต่จะร่อยหรอลงไปและหายากมากขึ้น นำไปสู่การปรับแนวคิดใหม่ด้วยการนำ “อะลูมิเนียม” มาพัฒนาเป็นกรอบประตูหน้าต่างทดแทนไม้ จนกลายเป็นผู้บุกเบิกและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ

 

คุณวิชา วรสายัณห์ ลีดเดอร์ กลุ่มธุรกิจเฮาส์ซิ่งเทคโนโลยี บริษัท แอล เอช ที เอเซีย เซลส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

ด้าน คุณวิชา วรสายัณห์ ลีดเดอร์ กลุ่มธุรกิจเฮาส์ซิ่งเทคโนโลยี บริษัท แอล เอช ที เอเซีย เซลส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด อธิบายว่า “สำหรับในประเทศไทย TOSTEM ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครมาอย่างยาวนานถึง 39 ปี ในช่วงแรกโรงงานแห่งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อผลิตสินค้ามาตรฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นขั้นสูงสุด สำหรับส่งออกกลับไปใช้ที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ก่อนที่จะเริ่มขยายตลาดอย่างจริงจังในไทยและภูมิภาคอาเซียนเมื่อราว 15 ปีที่ผ่านมา”

แบรนด์ TOSTEM ได้รับการยอมรับในด้านความทนทานตามมาตรฐานวิศวกรรมญี่ปุ่น จนพัฒนาไปสู่การผสมผสานดีไซน์ให้เข้ากับ “นวัตกรรม” ได้อย่างลงตัว เห็นได้จากเทคโนโลยีการชุบสีด้วยประจุไฟฟ้า (Anodizing) แล้วเคลือบใสด้วยเทคโนโลยี TEXGUARD ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ TOSTEM เพียงผู้เดียว ทำให้ได้สีอะลูมิเนียมที่ดูสวยงาม ทนทานต่อทุกสภาพอากาศและมลภาวะ ไม่ซีดจางและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีคุณสมบัติทำความสะอาด โดยเฉพาะในเวลาที่ฝนตกจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกไปได้เอง

 

บุกตลาดสร้างประสบการณ์รับรู้

แม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเกิดการชะลอตัว แต่ด้วยทิศทางธุรกิจในปี 2026 ที่ TOSTEM ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 20% จะเน้นไปที่การเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-บน ที่กำลังรีโนเวทหรือสร้างบ้านใหม่ รวมถึงกลุ่มอาคารเชิงพาณิชย์ อย่างเช่น โรงแรม คาเฟ่ และออฟฟิศ ที่ต้องการใช้ดีไซน์ยกระดับภาพลักษณ์ของพื้นที่ ผ่านการขยาย Touch Point ในหลายพื้นที่ภายใต้ TOSTEM Studio

 

 

“TOSTEM Studio จะทำหน้าที่เป็นจุดที่ช่วยสร้างประสบการณ์สัมผัสจากของจริงมากกว่าการดูจากหน้าแคตตาล็อก สำหรับ TOSTEM Studio จะเป็นการจับมือกับตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ และมีแผนขยายสาขาจากเดิม 18 แห่ง ให้ครบ 25 สาขาครอบคลุมทุกภูมิภาคภายในปีนี้ สามารถเข้าไปสัมผัสความลื่นไหลของบานเลื่อน เทียบเฉดสีให้เข้ากับบ้าน และทดลองใช้งานจริง” คุณวิชากล่าวเสริม

เพื่อให้เห็นภาพนวัตกรรมที่ผสมผสานดีไซน์ของ TOSTEM อย่างชัดเจน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่เน้นให้ความสำคัญในด้าน “ความยั่งยืน” นั่นเพราะในอดีตการทำอะลูมิเนียมต้องพึ่งพาแร่ “บ็อกไซต์” โดยกระบวนการผลิตต้องใช้ความร้อนสูงทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาล TOSTEM จึงตั้งเป้าใช้นวัตกรรม อะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ด้วยการนำเศษวัสดุจากการก่อสร้างคัดเกรดมาหมุนเวียนใช้ใหม่โดยไม่ต้องผสมแร่ใหม่

 

ผสาน Design & Innovation ผ่านมุมมองสถาปนิก

​เพื่อให้เห็นภาพการนำ Design & Innovation ของ TOSTEM เข้ามาเปลี่ยน Living Experience จากการใช้งานจริงผ่านมุมมองของสถาปนิกอย่าง คุณเมธัส ภัทรกัมพล Architect & Director บริษัท M SPACE และครีเอเตอร์ ที่ถูกยกมาเป็น Case Study ที่ช่วยให้เห็นภาพการผสานดีไซน์และนวัตกรรมได้อย่างชัดเจน

 

คุณเมธัส ภัทรกัมพล Architect & Director บริษัท M SPACE และครีเอเตอร์

โดยคุณเมธัสได้ยกตัวอย่างของตึกแถวเก่าอายุ 40 ปี ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างและพื้นที่ค่อนข้างแคบ มารีโนเวทให้กลายเป็นพื้นที่ Mixed-Use ที่รวมเอาออฟฟิศ, สตูดิโอโปรดักชั่น และพื้นที่พักอาศัยเข้าไว้ด้วยกัน ความท้าทายของตึกแถวคือพื้นที่จำกัด และต้องการให้แต่ละโซนเน้นด้านอารมณ์และการใช้งานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น “ช่องเปิด” จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการกำหนดคุณภาพชีวิตภายในตึก

จากมุมมองของนักออกแบบอย่างคุณเมธัสเห็นว่า แท้จริงแล้วนวัตกรรมก็คือโซลูชันที่เข้ามาจัดการปัญหาพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความร้อน ฝุ่น PM 2.5 หรือมลพิษทางเสียง การเลือกวัสดุที่ดีตั้งแต่แรกคือการจบปัญหาให้กับผู้อยู่อาศัย

ออกแบบพื้นที่ออฟฟิศด้วยนวัตกรรมเฟรมบางลงของ TOSTEM ช่วยให้มีพื้นที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะประตูหน้าต่างของ TOSTEM ATIS ที่ถูกนำมาตกแต่งด้านหน้าตึก ด้วยความ “สลิม” ของกรอบประตูที่บางแต่แข็งแรง ทำให้แสงและสายตาเชื่อมต่อระหว่างภายนอกและภายในได้อย่างไร้ขีดจำกัด ลบความรู้สึกอึดอัดของโครงสร้างตึกแถวแบบเดิมทิ้งไป และยังช่วยให้ดูโปร่งโล่งสบาย

 

 

สำหรับพื้นที่ในส่วนของที่พักและสตูดิโอถ่ายทำรายการ การกันเสียงรบกวนจากมอเตอร์ไซค์และชุมชนภายนอกอาคารตึกแถวคือหัวใจสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นในโซนห้องที่ใช้ถ่ายรายการทำอาหาร คุณเมธัสได้เลือกใช้บานเลื่อน 3 ตอน (Telescopic) ของ TOSTEM เพื่อให้ช่างภาพมีระยะถอยที่กว้างขึ้น สิ่งที่สร้างความประทับใจที่สุดคือ ความสมูทและเงียบของบานเลื่อนเพราะบ่อยครั้งที่ต้องสะดุดการถ่ายทำเพราะเสียงล้อประตูที่ดัง รวมถึงนวัตกรรม Soft Close ที่ป้องกันการกระแทกเวลาเปิดปิด ช่วยเข้ามาแก้ Pain Point ของคนทำคอนเทนต์ได้

 

แนวคิด “Beyond the Frame” ในงานสถาปนิก’69

 

เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์การเป็น Design & Innovation Brand อย่างเต็มรูปแบบ ในงานสถาปนิก’69 (Architect Expo 2026) ปีนี้ TOSTEM จึงนำเสนอแนวคิด “BEYOND THE FRAME” เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์ โดยบูธของ TOSTEM ในปีนี้ได้รับการออกแบบโดยคุณภากร มหพันธ์ จาก M SPACE ให้ฉีกกรอบการจัดแสดงสินค้าแบบเดิมๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “หน้ากากซามูไรญี่ปุ่น” ที่มีรูปจันทร์เสี้ยวบนหน้ากากมาเป็นเส้นสายหลัก

รวมไปถึงผังการเดินภายในบูธถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “เขาวงกต” ผสมผสานกับ “ตู้พินบอล” เปรียบเสมือนผู้เข้ามาเยี่ยมชมที่บูธเป็นลูกพินบอลที่จะเดินไปสัมผัสกับประตูหน้าต่างแต่ละบาน แต่ละโซน เพื่อค้นหาฟังก์ชันที่ต้องการ นอกจากนี้ ความพิเศษในปีนี้ตัวบูธยังถูกออกแบบให้เป็นแบบ 2 ชั้นที่ช่วยให้เห็นภาพรวมความลื่นไหลของการเชื่อมต่อในแต่ละพื้นที่เมื่อมองจากด้านบน และไฮไลท์ที่กลายเป็น Signature ตลอด 7 ปีที่ผ่านมากับ “Coffee Corner” คาเฟ่กระจกกลางบูธที่พร้อมเสิร์ฟความอบอุ่น

นอกจากดีไซน์และความพิเศษของบูธแล้ว ภายในงานเตรียมพบกับการเปิดตัว 2 โปรดักส์ไฮไลท์ที่เป็นตัวแทนของการผสมผสานดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น

 

 

GIESTA โดยเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประตูเหล็กทางเข้าบ้านที่บ่งบอกรสนิยม ควบคู่ไปกับระบบรักษาความปลอดภัย โดย GIESTA ได้นำเสนอดีไซน์ใหม่ที่ผสานเทคนิค “Uzukuri (อุซุคุริ)” หรือการใช้เทคนิคแปรงขัดผิวไม้ตามแบบฉบับช่างญี่ปุ่นดั้งเดิม เพื่อขจัดเนื้อไม้อ่อนออกและโชว์ลวดลายตาไม้ให้กลายเป็นเทกเจอร์ที่นูนขึ้นมา ช่วยให้ประตูอะลูมิเนียมมีสัมผัสเสมือนไม้แท้ มาพร้อมสีใหม่ Chestnut โทนน้ำตาลอบอุ่น โดยมีให้เลือก 3 สไตล์ทั้ง

  • รุ่น D04: ที่ออกแบบมาให้มีเส้นระแนงสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่จัดวางอย่างต่อเนื่อง เรียบหรู ทรงพลัง
  • รุ่น G05: ด้วยเส้นสายโค้งมนพร้อมช่องกระจกเปิดรับแสงธรรมชาติที่ดูเป็นมิตรและอบอุ่น
  • รุ่น C01: ดีไซน์ที่ตกแต่งคิ้วสไตล์ยุโรปผสานความโมเดิร์น ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลบ้านสไตล์คลาสสิกร่วมสมัย

 

 

IN16 Interior Series (The Seamless Connector) ระบบประตูและฉากกั้นกระจกภายในอาคารที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อทลายพื้นที่ปิดทึบ ช่วยให้ดูโปร่งโล่งสบายและขยายพื้นที่การใช้งาน พร้อมด้วยนวัตกรรมกรอบบานที่บางเฉียบเพียง 16 มิลลิเมตรและซ่อนรอยต่อรวมถึงสกรูไว้อย่างแนบเนียน โดยมีให้เลือกดีไซน์ใหม่มาถึง 3 รูปแบบ 5 สี ประกอบด้วย

  • ​Synchronized Hanging Door: บานเลื่อนแขวนไร้รางล่าง ที่มาพร้อมฟังก์ชันซินโครไนซ์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดหรือเปิดบานใดบานหนึ่ง ขณะที่อีกบานจะเลื่อนตามพร้อมกันอย่างนุ่มนวลและเงียบสนิท พร้อมระบบ Soft Close ป้องกันการกระแทก ช่วยลดความกังวลในบ้านที่มีเด็กเล็กได้
  • ​Swing Door with Floor Spring Hinges: ประตูบานสวิงที่สามารถดึงและผลักได้อย่างเบาแรง ด้วยโช๊คฝังพื้นที่ออกแบบมาให้ดีไซน์กลมกลืน เรียบหรู โดดเด่นด้วยการออกแบบจุดหมุนของประตูได้อิสระทั้งขอบด้านข้างหรือกลางบานประตู
  • ​Corner Type Fixed Divider: บานกระจกที่สามารถใช้เป็นฉากกั้นห้องที่ช่วยจัดสรรแบ่งโซนต่างๆ ภายในบ้าน ที่ใช้แรงน้อยและปรับดีไซน์ได้อย่างอิสระ ช่วยให้ยังคงความรู้สึกเชื่อมโยงของทุกพื้นที่ของบ้านเอาไว้

 

นอกจากนี้ TOSTEM ยังเตรียมเซอร์ไพรส์ด้วย Innovation Product จากตลาดญี่ปุ่นอย่าง Giesta XE ประตูระดับพรีเมียมสี Blue Metallic Gray ที่มาพร้อมนวัตกรรม Face Scan สามารถสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกแล้วเดินเข้าบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องดัดแปลงประตูให้เสียทรง และนวัตกรรมการแรปฟิล์มลายไม้ลงบนเฟรมอะลูมิเนียม เพื่อตอบโจทย์สถาปนิกและเจ้าของบ้านพักตากอากาศแถบเขาใหญ่หรือเชียงใหม่ ที่ต้องการให้กรอบหน้าต่างมีความกลมกลืนไปกับป่าไม้ที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด

 

 

สำหรับนักออกแบบ สถาปนิก และผู้บริโภคที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ Beyond the Frame สามารถเข้าร่วมงานได้ที่งานสถาปนิก’69 วันที่ 28 เม.ย. – 3 พ.ค. 2569 บูธ D108 (เสาที่ 15) ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

พิเศษ! เพื่อเป็นการสวนกระแสต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ภายในงาน TOSTEM มอบโปรโมชั่นส่วนลด 15% สำหรับสินค้าซีรีส์ GRANTS, ATIS, IN16 เพียงลงทะเบียนและมัดจำค่าสินค้า 20,000 บาทภายในงาน และสั่งซื้อพร้อมติดตั้งภายใน 31 ตุลาคม 2569 (ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมโครงการ)


  •  
  •  
  •  
  •  
  •