แรงกดดันของบริษัทใน Silicon Valley กับการยื่นข้อเสนอพิเศษให้ พนง.กลุ่มพ่อแม่  

  • 2
  •  
  •  
  •  
  •  

อย่างที่ทราบดีกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ของสหรัฐฯ นั้นค่อนข้างสาหัสทีเดียว ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์และภริยาก็มีผลทดสอบเป็น positive ในขณะที่หลายๆ บริษัทก็ยังคงทำงานแบบ WFH กันเป็นส่วนมาก เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งการทำงานลักษณะนี้หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานที่เป็นพ่อแม่ แต่กลายเป็นว่าการทำงานแบบ WFH เป็นความท้าทายใหม่อย่างยิ่งสำหรับบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบริษัทใน Silicon Valley ที่หลายๆ แห่งจะใช้การจูงใจพนักงานด้วยรีวอร์ดหลายรูปแบบแก่พนักงาน

ทั้งนี้ มีรายงานว่าหลายบริษัทใน Silicon Valley ยื่นข้อเสนอให้พนักงานอย่างมากมาย เพื่อดึงดูดให้พนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่มีครอบครัวให้ทำงานนานขึ้นและมากขึ้นในช่วง WFH ที่ต้องอยู่บ้าน เนื่องจากว่าเทคคอมพานีส่วนใหญ่ พนักงานต้องทำงานแบบรีโมทไปจนถึงซัมเมอร์ปี 2021 ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการอย่างเช่น มื้ออาหารฟรี ซักรีด คลาสฟิตเนส เป็นต้น

ดังนั้น บรรดาเทคคอมพานีจึงมุ่งไปที่การลงทุนด้านผลประโยชน์ในการดูแลลูกๆ ของพนักงานแทน โดยหวังว่าจะรักษาพนักงานเอาไว้ อาทิ การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินหากพนักงานต้องฝากลูกไว้กับ childcare รวมไปถึงการเพิ่มเงินในส่วนที่เป็นการลากิจเพื่อครอบครัว (family leave) รวมทั้งยืดหยุ่นตารางเวลาการทำงานมากขึ้นด้วย

“มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กับการที่พ่อแม่จะถูกขอให้ต้องทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยแบบนี้” Steve Pemberton ฝ่าย HR บริษัท Workhuman หนึ่งในบริษัทด้านซอฟท์แวร์ กล่าวและว่า “ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์เลยถ้าเกิดว่าบริษัทจะยื่นข้อเสนอให้พนักงานด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือเวลาที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย”

 

ทั้งนี้ มีการสำรวจแบบ Blind surveyed จากพนักงานในซิลิคอน ซึ่งรวมไปถึงพนักงานของ Google, Salesforce, Lyft, และ Facebook ด้วยรวมกว่า 6,100 คน ในฐานะที่เป็นพ่อแม่และทำงาน WFH ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยพบว่า 61% ของพ่อแม่ที่ทำงาน WFH ต้องทำงานในช่วงโมงพิเศษเพิ่มขึ้นต่อวัน เพื่อที่จะทำให้งานปกติเสร็จได้ และมากกว่า 50% ของพ่อแม่ที่ทำงานมักจะกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานที่ไม่มีลูก

Tracy Brower นักสังคมวิทยาและหัวหน้าทีมการวิจัยและที่ปรึกษาบริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ Steelcase เปิดเผยว่า มันคือความเข้าใจผิดมหันต์เกี่ยวกับ WFH ว่ามันจะมีความยืดหยุ่นให้กับคนเป็นพ่อแม่

Tracy Brower ระบุ ชีวิตรูทีนโดยปกติของเราจะถูกแย่งไป เพราะว่าไม่ว่ายังไงเราก็ยังต้องทำงานในแบบยืดหยุ่นให้ได้อยู่ดี ไม่ว่าลูกจะไปโรงเรียน ลูกจะไปอยู่เดย์แคร์ หรือแม้แต่ว่าจะต้องออกไปดินเนอร์ข้างนอกมันก็ต้องทำงาน

 

ความรู้สึกกดดันของการเป็นพนักงานที่เป็นพ่อแม่ ปรากฏขึ้นชัดเจนในบริษัทเทคคอมพานีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Uber, Google, และ Salesforce ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็จะเสนอผลประโยชน์และสวัสดิการเพิ่มให้ เช่น จ่ายค่าเดย์แคร์ให้ หรือการขยายวันลาเพื่อให้พนักงานได้ใช้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้น เป็นต้น

อย่าง Facebook เริ่มข้อเสนอจ่ายเงินแบบ paid leave ให้ 10 สัปดาห์ สำหรับพนักงานที่ไม่ได้ตั้งตัวว่าจะต้องทำงานและดูแลลูกๆ ไปด้วย

แต่ในทางเดียวกันบริษัทเองยังแพลนที่จะให้พนักงานทุกคนทำงานให้มีประสิทธิภาพที่ดี ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลประกอบการหรือโบนัสในปลายปี

 

Google ก็เช่นกัน ได้เพิ่ม 8 สัปดาห์พิเศษให้กับวันลาเพื่อดูแล หรือ Carers leave เป็นลากิจเพื่อดูแลคนในครอบครัว ซึ่งทำให้ปัจจุบันพนักงานมีวันลารวมทั้งหมด 14 สัปดาห์ แล้วยังสามารถแตกออกเป็นชั่วโมงๆ ก็ได้

Microsoft ก็เริ่มข้อเสนอการจ่ายแบบ paid leave ให้ถึง 12 สัปดาห์ สำหรับพนักงานที่เป็นพ่อแม่ ในช่วงที่โรงเรียนชัทดาวน์ระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

Uber ยื่นข้อเสนอชั่วโมงการทำงานแบบยืดหยุ่น โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Global Caregiver Enhanced Flexibility และอนุญาตให้พนักงานข้ามการประชุมที่ไม่สำคัญออกไปได้ด้วย

ทั้งนี้ Google ได้ตัดสินใจแล้วว่าทั้งบริษัทจะทำงาน WFH ไปจนถึงซัมเมอร์ปี 2021 ส่วนหนึ่งก็เพื่อช่วยพนักงานที่อาจจะต้องพบกับปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนของการเปิดเรียน

 

หรือบริษัทอย่าง Amazon และ Salesforce ไปไกลกว่านั้นอีก โดย Amazon ให้เงินสนับสนุนเต็มวันพนักงานที่ต้องพึ่งบริการเดย์แคร์ ส่วน Salesforce เสนอการจ่าย 6 สัปดาห์ แบบ paid time off ให้กับพนักงานที่เป็นพ่อแม่ และช่วยค่าเดย์แคร์ให้ 100 ดอลล่าร์ต่อวันเป็นเวลา 5 วันต่อเดือน

ทั้งนี้ รานงานจาก New York Times ระบุว่า ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่จะแฮปปี้กับข้อเสนอพิเศษให้กับพนักงานที่เป็นพ่อแม่ โดยพนักงาน Facebook ที่ไม่มีลูกมองว่ามันไม่ค่อยแฟร์

 

Tim Allen ซีอีโอ Care.com เล่าว่าเขาเคยมีประสบการณ์ความท้าทายของการทำงานแบบรีโมทมาบ้าง ทั้งนี้ Allen เป็นคุณพ่อที่ดูแลลูกชาย 2 คน และต้องนั่งทำงานคู่กับเขาในขณะที่เขาต้องทำงานผ่าน Zoom ในหลายๆ ครั้ง ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสมาธิในการทำงาน เขาจะต้องหาคนมาช่วยเพื่อดึงเด็กๆ ให้ห่างออกไปในขณะที่เขาทำงานนั่นจึงทำให้เขาเกิดไอเดียของการก่อตั้งบริษัท Care.com ขึ้นมา

Pemberton พนักงาน HR ของ Workhuman บอกว่า บรรดาเทคคอมพานีกำลังมองหาวิธีที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า “work-life harmony” เพื่อทำให้ชีวิตพนักงานดีขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นพ่อแม่ ดังนั้น ที่ Workhuman จึงตัดสินใจที่จะบันทึกการประชุมที่ทำผ่านระบบ Zoom เอาไว้ด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่พนักงานไม่สะดวกที่จะประชุมตอนนั้นเขาก็สามารถกลับมาดูย้อนหลังได้ด้วย

 

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของบรรดาเทคคอมพานีใน Silicon Valley ที่จะรักษาทั้งพนักงาน และรักษาประสิทธิภาพของการทำงาน ให้ทั้งสองอย่างสมดุลกันให้มากที่สุด แล้วสำหรับเมืองไทย คุณมองเรื่อง benefit ของพนักงานที่เป็นพ่อแม่ กรณีหากต้องกลับไป WFH อีกครั้งเป็นอย่างไร? มาแชร์กันได้นะ

 

 

Source : BusinessInsider

 

 


  • 2
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ MarTech นั้น So Sexy and Cool!