103.58.148.118

Social media

Ξ 2 comments

ดราม่าสิงคโปร์แย่งจัดงาน Celebrate Songkran 2014 อะไรคือข้อเท็จจริง? อะไรคือความเห็น?

posted by  29,043 views

cats

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม มีกระแสดราม่าโลกโซเชียลมีเดียอย่างเอิกเกริกเกี่ยวกับประเด็น “สิงคโปร์แย่งไทยจัดงานสงกรานต์ซะแล้ว” โดยต้นตอของการวิพากษ์วิจารณ์ที่เริ่มร้อนแรงน่าจะมาจาก Facebook ของนายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (Pongsuk Hiranprueck) พิธีกรด้านไอทีชื่อดังที่ระบุว่า

“ไปกันใหญ่! เมื่อสงกรานต์ไทยที่โชว์ชาวโลกไปมันไม่ใช่สิ่งดีงามตามเจตนารมณ์บรรพบุรุษ “สิงคโปร์(จึง)ฉก” เทศกาลสาดน้ำอย่างบ้าคลั่งนี้ไป”ทำเอง”แล้วครับ เคลมว่า”ใหญ่ที่สุด” หวังดูด(แย่ง)นักท่องเที่ยวไปจากไทยที่มัวแต่ทะเลาะกันจนมันไม่น่าเที่ยวซะแล้ว T-T #RIPsongkran มีเว็บไซต์โดเมนสวย CelebrateSongkran.com เป็นเรื่องเป็นราว #มองตาปริบๆ”

cats3

ซึ่งคอมเมนต์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสโจมตีรัฐบาลและประชากรสิงคโปร์ว่าเป็นผู้ฉกฉวยโอกาส ถือเอาช่วงที่ประเทศไทยยังประสบปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองมาจัดงานสงกรานต์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไปจากไทยในช่วงสงกรานต์ กระแสดังกล่าวเผยแพร่ไปทาง Pantip.com ทาง Facebook และอีกหลากหลายช่องทาง

อย่างไรก็ตาม เราลองมาทบทวนข้อเท็จจริงที่ได้จากเว็บไซต์จริงของผู้จัดงานดูหน่อยไหมครับ?

ข้อเท็จจริง

  1. เทศกาล Celebrate Songkran 2014 เป็น festival ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเล่นสงกรานต์ในประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 12-13 เมษายนที่จะถึง จัดโดยองค์กรเอกชน JBozz Consultants ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ที่รับจัดอีเวนท์นอกสถานที่ ที่ย่านธุรกิจ Padang โดยไม่ได้รับเงินสนับสนุนและสปอนเซอร์จากหน่วยงานรัฐบาล
  2. งานนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งจะเป็น General Pass ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมาเล่นสงกรานต์กันได้ฟรี รวมทั้งมีบูธเผยแพร่วัฒนธรรมไทย เช่น เวทีมวยไทยกลางแจ้ง ร้านค้าขายสินค้าต่างๆ การเปิดให้ชิมอาหารไทยและขนมไทย ส่วนที่สองของงานจะเป็นเทศกาลดนตรี H2O Music Festival ซึ่งมีศิลปินชื่อดังมาร่วมงานมากมาย อาทิ ดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์-ป็อบจากวง Far East Movement การแสดงของ Nam Gyu Ri และนักร้องชาวไทยจากค่ายอาร์เอส อาทิ ฟิล์ม รัฐภูมิ,เฟย์ ฟาง แก้ว,โฟร์ มด,ขนมจีน,หวาย กามิกาเซ่ เป็นต้น การแสดงส่วนนี้จะขายตั๋วเข้าชมตั้งแต่ราคา 35 – 100 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 900 – 2,500 บาท (แล้วแต่แพ็คเกจ) และจำกัดอายุผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 18 ปี
  3. ในจดหมายข่าวของผู้จัดงานอีเวนท์ระบุว่าจุดประสงค์การจัดงานคือการเผยแพร่ความเข้าใจอันดีต่อวัฒนธรรม มรดกและความเป็นไทย ภายใต้บรรยากาศแบบอินเตอร์เนชั่นแนลที่น่าตื่นเต้น
  4. งาน Celebrate Songkran 2014 ครั้งนี้ระบุว่า งานของตัวเองเป็น “เทศกาลสงกรานต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์”

Source

songkran 2014-1

cats2

ส่วนในความเห็นของผม ผมสามารถแจกแจงเป็นประเด็นได้ดังนี้ครับ

  1. การระบุว่า “สิงคโปร์แย่งนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย” อาจเป็นความจริงครึ่งเดียว เนื่องจากคำว่าสิงคโปร์ที่คนพูดกล่าวหมายความถึง “รัฐบาลสิงคโปร์” ซึ่งเมื่อดูข้อเท็จจริงแล้วรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนหรือส่งเสริมงานนี้เลย (อย่างน้อยโดยตรง) ทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของภาคเอกชนและรายได้ของเขาก็ได้จากการขายตั๋วคอนเสิร์ตและบูธขายของเหมือนงานอีเวนท์ทั่วไป หากจะรวมว่าบริษัทเอกชนดังกล่าวก็เป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ผมว่าบริษัทนี้ก็คงทำเพื่อ “รายได้” (เพราะนี้เป็นจุดมุ่งหมายขององค์กรเอกชนอยู่แล้ว) และไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ที่อยาก “แย่ง” นักท่องเที่ยวจากประเทศไทย (ในกรณีที่รัฐบาลสิงคโปร์จะมีนโยบายดังกล่าวจริง)
  2. งานครั้งนี้เคลมตัวเองว่าเป็น “เทศกาลสงกรานต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์” (ข้อความอยู่บนโปสเตอร์) ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นงานสงกรานต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างแน่นอน
  3. การตีความว่าสิงคโปร์จัดเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นการพยายามแย่งนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย หากเราตีความด้วยตรรกะเดียวกัน หลายประเทศทั่วโลก ทั้ง ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐ และฯลฯ ต่างก็มีการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์เช่นเดียวกัน (แม้งานจะไม่ได้ใหญ่เท่าสิงคโปร์) และมีการประชาสัมพันธ์งานอย่างเอิกเกริก เช่นนั้น ทุกประเทศกำลังพยายามแย่งนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยหรือ?
  4. การตีความว่าสงกรานต์ของไทยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นงาน original อันดีงามเป็นความคิดหนึ่งที่เป็นไปได้ แต่หากมองด้วยตรรกะเดียวกัน พรุ่งนี้เราอาจต้องรับหน้ากับกองทัพร้านอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น ร้านอาหารเสริมเกาหลี ที่จะยกทัพกันมาวิจารณ์ร้านค้าในไทยที่ไปบิดเบือนสูตรก๋วยเตี๋ยว น้ำชาเขียว กิมจิ หรือสูตรยาหน้าใสของประเทศเขา ส่วนตัวผมคิดว่าวัฒนธรรมที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้เลย ถูกแช่แข็ง ไม่มีโอกาสที่จะเติบโตไปในโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่าง globalized และอนาคตหนึ่งเดียวของวัฒนธรรมเหล่านั้นคือการถูกลืมหรือหายสาบสูญไป
  5. ประเด็นสุดท้ายคือ หากการเมืองของไทยไม่สงบจนนักท่องเที่ยวไม่กล้ามาเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ แม้สิงคโปร์ไม่จัดงานดังกล่าวก็ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่ประเทศไทยอยู่ดีครับ ดังนั้น ก็น่าคิดว่าเราน่าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าปลายเหตุหรือเปล่าครับ?

songkran 2014

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

เตาะแตะในโรงเรียนชายล้วนแถวยศเส ก่อนเติบโตต่อในมหาวิทยาลัยริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ที่สุดจับพลัดจับผลูเข้าทำงานในนแวดวงสื่อสารมวลชนมาแล้วกว่า 4 ปี โต้ลมโต้ฝนทั้งในวงการข่าวต่างประเทศ เยาวชน ธุรกิจ การเมือง สังคม ฯลฯ แต่สุดท้ายกลับลำมาหลงรักวงการมาร์เก็ตติ้งที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปขี่จิงโจ้เรียนปริญญาโทมา เลยตัดสินใจหันหางเสือออกสู่การผจญภัยครั้งใหม่อีกสักตั้ง

User Name: อุ้งทีนหมี

FB Comments

Related Posts

2 Comments

  • increase google plus votes I understand humour as a coping mechanism. I use it a lot. Like your situation with your son, my family does similar things with our problems. My wife and I constantly do this to each other….

    Time for an afternoon �catch up�. Love the top 3 #9 is intriguing…

  • สิงคโปร์เป็นประเทศที่น้อมรับและเคารพซึ่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม (multiculturalism) มาเป็นเวลานานและผมเข้าใจว่าชาวสิงคโปร์เองมีความชื่นชอบชื้นชอบวัฒนธรรมไทยและมีความปรารถนาดีที่จะช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านงานดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผมขอสรุปประเด็นสำคัญๆ เกี่ยวกับผลเสียของงานที่อาจมีต่อประเทศไทย แจกแจงได้เป็นประเด็น ดังนี้ครับ

    1. คำว่า “สงกรานต์” นั้น เป็นคำเฉพาะที่ใช้ในประเทศไทยและประเทศลาว (พม่า กัมพูชา ศีลังกาและยูนาน ที่มีประเพณีคล้ายกันนี้จะใช้คำอื่น) ในไทยนั้นประเพณีสงกรานต์มีมาควบคู่กับตำนานของท้าวมหาพรหม (folk tale) ซึ่งตำนานดังกล่าว ประกอบกับประเพณีการสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และการทำบังสกุลให้แก่บรรพบุรุษ ถือเป็นหัวใจหลักของประเพณีสงกรานต์ (หาใช่การเล่นน้ำไม่) กล่าวคือ คำว่า “สงกรานต์” หากพูดในแง่กฎหมายระหว่างประเทศด้านมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ถือเป็น “intangible cultural heritage” (มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้) ของประเทศไทย (และลาว อาจรวมไปถึงกัมพูชา พม่า ศรีลังกา และยูนานด้วย) คำว่า “สงกรานต์” จึงแสดงถึงอัตลักษณ์ของประเทศไทย (identity) ที่ชาวไทยหลายคน (แต่อาจไม่ทั้งหมด) ต้องการพึงรักษาและอนุรักษ์ไว้ไม่ให้ถูกบิดเบือน (แม้ว่าคนไทยหลายคนเอง โดยเฉพาะวัยรุ่นจะไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ก็ตาม)

    2. ส่วนตัวแล้วผมไม่หวงวัฒนธรรมหรือประเพณีไทยครับ แต่ขอให้เคารพและทำอย่างเหมาะสม กล่าวคือ หากคุณต้องการจะใช้คำว่า “สงกรานต์” เพื่อโปรโมทงาน (ซึ่งต่างกับคำว่า “Water festival” อย่างมากในแง่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและภูมิปัญญา) ก็สมควรทำให้ถูกต้องและเหมาะสม ควรมีการสรงน้ำพระ ควรมีการเท้าความถึงตำนานท้าวมหาพรหมนางสงกรานต์ ประกาศว่านางสงกรานต์ปีนี้เป็นใคร ทรงอะไร มีพาหนะอะไร การทำนายเรื่องนาคให้น้ำกี่หาบ ฯลฯ เพราะหัวใจหลักของประเพณี “สงกรานต์” ไม่ใช่อยู่ที่การสาดน้ำ แต่อยู่ที่ความเชื่อและวิถีชีวิตของคนไทย หากสิงคโปร์ต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยภายใต้ชื่อ “Songkran” จริงทำได้ ผมสนับสนุนครับ แต่ขอให้ทำอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนในสายตาของชาวต่างชาติว่า สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลความสนุก สาดน้ำ ตลุยกินอาหาร (อันที่จริง การเล่นน้ำในไทยเองก็ควรคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน)

    3. ผมยอมรับว่าผมอาจจะหัวโบราณ หรืออาจจะอินกับเรื่องวัฒนธรรมมากเกินไปจนคิดมาก แต่ผมกังวลจริงๆ ครับว่า การจัดงานเต็มรูปแบบของสิงคโปร์ ภายใต้ชื่อ “Songkran” โดยไม่ทราบถึงแก่นแท้ของสงกรานต์ อาจเป็นการบั่นทอนและทำลายคุณค่า (degrade & devalue) วัฒนธรรมไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่่องจากเป็นการนำคำว่า สงกรานต์ออกนอกบริบททางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางเงิน (take “Songkran” out of its cultural context for commercial purposes)

    หากจะไม่ทำอย่างถูกต้องกรุณาอย่าเรียกว่า “Songkran” จะเรียกว่า “water festival” ก็ได้ไม่ว่า แต่หากเรียกว่า “Songkran” โดยเอาไปแต่เปลือกอาจเป็นผลร้ายต่อไทยทั้งในแง่สังคมวัฒนธรรม (ทำให้อัตลักษณ์ไทยเสื่อมลง) และแง่เศรษฐศาสตร์ (ทำให้ market branding ของคำว่าสงกรานต์ในภาคการท่องเที่ยวของไทยถูกบั่นทอน – diluted & devalued)

    จริงอยู่ที่ไทยเองต้องปรับปรุงตัวและต้องพยายาม re-brand ตัวเองใหม่ เพราะปัญหาความรุนแรง ความสกปรก และการกระทำอนาจารระหว่างการเล่นสงกรานต์ในไทยเป็นปัญหาที่เราปฏิเสธไม่ได้ แต่นี้ก็ไม่ใช่เหตุผลสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ของ สิงคโปร์ ผมจะไม่พูดถึงประเด็นการแย่งนักท่องเที่ยวไทย เพราะคิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่จะขอพูดถึงประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจเกี่ยวข้องละกันนะครับ

    4. ปัจจุบัน นักกฎหมายระหว่างประเทศกำลังให้ความสำคัญเรื่องวัฒนธรรม มีการพูดถึงประเด็นความเป็นเจ้าของวัฒนธรรม (ownership) และข้อปฎิบัติที่พึงกระทำในกรณีที่ประเทศ A หรือบริษัทเอกชนของประเทศ A ต้องการจะใช้วัฒนธรรมภูมิปัญญาของประเทศ B เพื่อประโยชน์ทางการค้า (เช่นการนำเพลงพื้นบ้านไปทำ Remix เพื่อขาย หรือการนำสมุนไพรไปต่อยอดทำเป็นยาสามัญ) ประเด็นนี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organisation) มีการยกร่างสนธิสัญญาระหว่างประเทศขึ้นมา ยังไม่แน่ว่่าจะได้ผ่านเป็นตัวบทกฎหมายหรือไม่ ประเด็นคือ ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมเจรจาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและมีท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจนมาโดยตลอดว่าต้องการอนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมไทย (ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อแสดงออกทางวัฒนธรรม – traditional knowledge and traditional cultural expressions) ไม่ให้สูญหายและปกป้องไม่ให้ผู้ใดละเมิดหรือนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม ร่างข้อตกลงฯ ที่ประเทศต่างๆ กำลังเจรจาที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกนั้น แม้ยังไม่ใช่ร่างสุดท้าย แต่ก็สรุปประเด็นสำคัญๆ ได้เช่น ผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการใช้วัฒนธรรมโดยคนนอก (แต่ไม่ทุกกรณี) คนนอกต้องทำเรื่องขออนุญาติก่อนใช้ (แต่มีข้อยกเว้น) และอาจมีการจัดทำข้อตกลงระหว่างผู้เกี่ยวข้องเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ทางการค้าที่จะได้รับจากการ “ขาย” (commercialise) วัฒนธรรมดังกล่าว ฯลฯ หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็น เพราะผู้ที่เป็นคนผลิต ดูแล รักษา และสืบถอดภูมิปัญญาและสื่อแสดงออกทางวัฒนธรรมมาเป็นเวลาช้านาน ควรมีสิทธิ์และมีส่วนร่วมในการจัดการใด ๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้นๆ และควรมีสิทธิ์ในการหยุดกระทำใดๆ อันเป็นการไม่เคารพหรือบิดเบือนวัฒนธรรมของพวกเขา นี้เป็นพัฒนการล่าสุดของกฎหมายระหว่างประเทศในสาขาวัฒนธรรมครับ

    หากมองจากมุมของการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศนี้แล้ว (แม้ว่าหลักการต่างๆ ยังจะต้องมีการปรับแก้เพิ่มเติม) จะเห็นได้ว่า การกระทำของ สิงคโปร์ ครั้งนี้ (แม้ว่าจะเป็นการจัดโดยภาคเอกชนก็ตาม) อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ไม่มีการปรึกษาหารือหน่วยงานราชการไทยที่เกี่ยวข้องเรื่องความเหมาะสมก่อนจะนำคำว่า “Songkran” ไปใช้ ไม่มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของประเพณีสงกรานต์บน website ของงาน (มีแต่โปรโมทมวยไทย อาหารไทย สาดน้ำ) ไม่มีการให้คำมั่น (guarantee) แม้แต่นิดว่า คำว่า “สงกรานต์” จะไม่ถูกบิดเบือนให้เป็นเพียงการสาดน้ำ ฟังเพลง กินข้าว และหากประเทศไทยไม่ได้ท้วงติงอะไรเลย นี้อาจเป็นการสร้างหลักปฏิบัติ (precedent) ให้กับการจัดงานครั้งต่อๆ ไป ไม่ใช่แค่ในสิงคโปร์แต่รวมถึงประเทศอื่นด้วยครับ ซึ่งอาจส่งผลลูกโซ่ให้คำว่า “สงกรานต์” ดิ่งลงเหว ตัดขาดจากบริบททางวัฒนธรรม (cultural context) ของไทยในที่สุด นี้คือสิ่งที่ผลเป็นกังวลครับ

    ผมเองดีใจที่เห็นชาวต่างชาติชื่นชอบวัฒนธรรมไทย และเข้าใจถึงความปรารถนาดีของสิงคโปร์ อันที่จริงไทยควรเรียนรู้เรื่อง multiculturalism และวัฒนธรรมของการถ้อยทีถ้อยอาศัยประนีประนอม (culture of tolerance) จากสิงคโปร์ และผมไม่มีปัญหาหาก สิงคโปร์อยากนำ “Songkran” ไปเผยแพร่ แต่แค่ขออย่าทำแบบเป็นการแอบอ้าง และไม่เคารพ หวังแต่เงินอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นแล้ว การกระทำดังกล่าวจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีต่อประเทศไทยครับ

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางรัฐบาลไทยมีท่าทีอย่างไร ผมได้ข่าวว่าทาง ททท ต้องการผลักดันให้ Songkran เป็น ASEAN festival แต่การผลักดันดังกล่าว จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความหมายและความสำคัญของประเพณีสงกรานต์ต่อคนไทย (รวมถึงลาว พม่า เขมร ยูนาน และศรีลังกา) ด้วย เพราะการที่จะทำให้ Songkran เป็นที่ยอมรับระดับ ASEAN ซึ่งมีประชากรมุสลิมอยู่มาก ไทยอาจจำเป็นต้องยอมเสียสละสาระด้านศาสนา (religious elements) ของสงกรานต์ไป เพื่อให้มีความสากล (universal) มากขึ้น แต่กระนั้น คนไทย (รวมถึงพม่า กัมพูชา ฯลฯ) ก็ต้องมีส่วนร่วมสำคัญในการจัดงานแต่ละครั้ง ในฐานะผู้สืบทอดและถ่ายทอดวัฒนธรรมดังกล่าวมาเป็นเวลานาน มิใช่ปล่อยให้บริษัทเอกชนชาติอื่นๆ ซึ่งไม่มีความเข้าใจถึงแก่นแท้ของสงกรานต์เป็นผู้จัดงานแต่ฝ่ายเดียว

    ในขณะเดียวกับ คนไทยจะมัวแต่ด่าทอต่อว่าสิงคโปร์อย่างเดียวไม่ได้ เราควรใช้โอกาสนี้หวนนึกและสะท้อนถึงการจัดงานสงกรานต์ในบ้านเราเอง และทำความเข้าใจแก่นแท้ของสงกรานต์กันใหม่ เราจะว่านักท่องเที่ยวไม่ได้หากเขาต้องการเล่นน้ำในที่ที่สะอาด ปราศจากความรุนแรง โกลาหล และเรื่องเพศ

    กล่าวโดยสรุป ผมไม่ว่าสิงคโปร์หากจะใช้คำว่า “สงกรานต์” เป็นชื่องาน หากเขาสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเขาได้ทำตามประเพณีไทยที่สืบทอดต่อกันมา มีพระพุทธรูปให้คนได้สรงน้ำ มีบอร์ดประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องประวัติ ตำนาน ความเป็นมา มีหน่วยราชการไทยเป็นผู้ร่วมการจัดและให้การสนุนให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน มีการเตรียมแบ่งรายได้ที่ได้จากการจัดงานเพื่อใช้พัฒนาและฟื้นฟูวัฒนธรรมของไทยหรือของอาเซียน มิใช่เก็บรายได้ที่มาจากการขาย cultural brand ของไทยเข้ากระเป๋าของผู้จัดสิงคโปร์แต่ฝ่ายเดียว หากทำไม่ได้ ควรเปลี่ยนชื่อเป็น “Water festival” ซึ่งมีความเป็นกลาง ไม่เช่นนั้นแล้ว “สงกรานต์” ซึ่งเปรียบได้กับแบรนด์วัฒนธรรมร่วมของไทยและลาว (รวมถึงพม่า กัมพูชา ยูนาน และศรีลังกา) อาจเหลือแต่เปลือกไร้แก่น ที่ไม่สามารถเรียกคุณค่ากลับคืนมาได้อีกต่อไป คนไทยเองก็ควรใช่โอกาสนี้ปรับปรุงและสร้างความตระหนักถึงแก่นของประเพณีสงกรานต์ด้วย

    จริงอยู่ เราไม่ควร “แช่แข็ง” วัฒนธรรม แต่บางครั้ง เราต้องมีมาตรการคุ้มครองเพื่อไม่ให้วัฒนธรรมดังกล่าวถูกดูดกลืนหายไปกลับวัฒนธรรมใหม่ซึ่งส่วนมากเป็นวัฒนธรรมของชาติที่มีอิทธิพลทางการเมืองมากกว่าเรา เราควรใส่ “เกราะ” ให้วัฒนธรรมเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ ปรับปรุง พัฒนา เติบโต โดยที่ไม่ถูกกลืน สาบสูญ และพ่ายแพ้ไปในสงครามทางวัฒนธรรมของโลกครับ

Leave a Reply


nine + = 16

Recent Posts

Facebook

PR News