103.58.148.118

Biz & Marketing news

Ξ Leave a comment

ดุสิต อินเตอร์ฯ ปั้นแบรนด์ ASAI อาศัยท้องถิ่นเชื่อมโยงประสบการณ์เที่ยว ชูเทรนด์ใหม่ “Live Local” เจาะไลฟ์สไตล์มิลเลนเนียล

posted by  687 views

700

ขณะที่โรงแรมแบบ Budget Hotel เป็นที่ต้องการของนักเดินทางในประเทศไทย ตลาดความต้องการกลุ่มนี้เติบโตสูงมาก รองรับกลุ่มติดต่อธุระระยะสั้น ใช้เวลาไม่มาก รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยวทั่วไป กลุ่มครอบครัวสมาชิกจำกัด ต้องการเซฟค่าใช้จ่าย ใช้ห้องพักในโลเกชั่นในเมือง เดินทางสะดวก พื้นที่ห้องพักไม่ใหญ่มากเกินความจำเป็น แต่ก็มีความสะดวกครบครัน มีเซอร์วิสทันสมัยจองห้องออนไลน์ ระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดี เกินความจำเป็นในการเข้าพักโรงแรมทั่วไป เช่น Business Hotel

แต่ Budget Hotel ปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนไปสู่คอนเซ็ป Boutique and Budget Hotel เพิ่มเติมมุมมองหรือให้ประสบการณ์แบบ Boutique มากขึ้น สร้าง Experience ที่แตกต่างออกไป และเป็นการสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่อีกด้วยส่วนห้องพักรูปแบบ Hostel และ  Boutique Hotel ก็ยังเป็นตัวเลือกให้กับนักเดินทางกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น

เมื่อสังคมและการใช้ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงจากตัวแปรเรื่องเทคโนโลยี จากแรงบันดาลใจ จากกระแสเทรนด์ท่องเที่ยว กลายเป็นความฝันในการเดินทางรอบโลก มีไม่น้อยที่กลายเป็นนักเดินทางอาชีพ นอกจากชอบเที่ยวก็ยังชอบกิน ชอบถ่ายรูปและแชร์ใน Social Network ในกิจกรรมชมเมือง ชมธรรมชาติ

เทรนด์การเดินทางทั่วโลกทำให้เกิดตลาดกลุ่มใหม่ ที่มองหาความแตกต่าง สนใจ Story ของเมือง ผู้คน วิถีชีวิตกินอยู่ ของดีของอร่อย สนใจไฮไลท์ท้องถิ่น แต่ก็ต้องการความสะดวก ราคาพอรับได้ โรงแรมในคอนเซ็ปต์ไลฟ์สไตล์จึงเป็นที่สนใจมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดกลุ่มมิลเลนเนียลที่เป็นกำลังซื้อใหม่ของธุรกิจโรงแรม

1

“อาศัย” Live Local

เครือดุสิตกลุ่มผู้นำธุรกิจโรงแรมของมืองไทยที่มีอายุกว่า 70 ปี โดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เมื่อปี 2491 ผู้ก่อตั้งโรงแรมปริ๊นเซสแห่งแรกขึ้นบนถนนเจริญกรุง ปัจจุบันในนามของ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กำลังจะพัฒนาโรงแรมแบบ Lifestyle Hotel แห่งแรกภายใต้แบรนด์ ‘อาศัย’ (ASAI) และเตรียมเปิดให้บริการราวต้นปี 2562 นี้

ดุสิต อินเตอร์ฯ จึงเตรียมเปิดเกมรุกเจาะตลาดมิลเลนเนียลที่กำลังเติบโต ด้วยการเปิดตัว ‘อาศัย’ (ASAI) แบรนด์กลุ่มโรงแรมใหม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทาง ที่มองหาประสบการณ์เที่ยวกินแบบคนท้องถิ่นแท้ๆ ตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่การออกแบบแนวร่วมสมัย ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการให้บริการตามมาตรฐานระดับแบรนด์ดุสิต

คุณศิรเดช โทณวณิก กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาศัย โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า แบรนด์อาศัยมีที่มาจากการนำแรงบันดาลใจจากการอยู่ร่วมกับชุมชนและการสร้างความยั่งยืน มาสร้างแบรนด์ใหม่โดยนำจุดแข็งของเครือดุสิต ที่มีประสบการณ์บริหารธุรกิจโรงแรมมานาน มาต่อยอดเป็นโรงแรมแนวคิดใหม่ ตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางที่ต้องการสัมผัส และเข้าถึงการเที่ยวแบบคนท้องที่ในแต่ละเมืองที่ไปเยือน ในขณะที่ผู้คนกลุ่มนี้ยังคำนึงถึงความคุ้มค่าของราคา และให้ความสำคัญกับคุณภาพอย่างมากด้วย

“แบรนด์กลุ่มโรงแรมไลฟ์สไตล์ ‘อาศัย’ มีราคาที่จับต้องได้ สำหรับนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากกรอบแบบเดิมๆ และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับแต่ละคน ซึ่งเรามั่นใจว่า การจับมือร่วมงานกับช่างฝีมือท้องถิ่นในการออกแบบ‘อาศัย’ แต่ละทำเล จะสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับแขกที่เข้าพักตามสโลแกน ‘Live Local’ ของเรา” คุณแชมป์-ศิรเดช กล่าว

3

ดีไซน์ของห้องซูพีเรียร์ ASAI Hotel นำเสนอเตียงนอนคุณภาพสูงและฝักบัวอาบน้ำแรงดันสูง

รูปแบบการให้บริการของกลุ่มโรงแรมอาศัย จะแตกต่างออกไปจากกรอบให้บริการรูปแบบเดิมๆ ของโรงแรม นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ในการจองและการเข้าพัก เช่น เช็คอินด้วยตัวเองที่ตู้บริการอัตโนมัติ, บริการคู่มือท่องเที่ยวออนไลน์แบบพิเศษ ให้ข้อมูลแขกของอาศัยเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมที่มีแต่เฉพาะคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้จัก, แนะนำสถานที่ที่เหมาะกับการเป็นจุดถ่ายรูป เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งยังมีการลิงค์เข้ากับไกด์ท้องถิ่น เพื่อพาไปเปิดประสบการณ์แปลกใหม่

ทั้งนี้ กลุ่มดุสิตได้บริหารโรงแรมและรีสอร์ทรวม 4 แบรนด์ คือ ดุสิตธานี, ดุสิตดีทู, ดุสิตปริ๊นเซส และดุสิตเดวาราณา และมีโรงแรมเปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 27 แห่ง ทั้งยังมีโรงแรมในแผนพัฒนาเตรียมเปิดให้บริการเพิ่มอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลก

นอกจากธุรกิจโรงแรม ยังมีธุรกิจเทวารัณย์ สปา รวมทั้งธุรกิจการศึกษาคือวิทยาลัยดุสิตธานี ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 ในระดับอาชีวศึกษาและปริญญาทั้งที่กรุงเทพฯ และพัทยา รวมทั้งการบริหารโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต อีกด้วย

4

ปรัชญา “อาศัย”

โรงแรมอาศัย จะใช้วิธีการสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับท้องถิ่นนั้นๆ ในทุกที่ๆ ที่จะไป เช่น ส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตัวเองได้ในด้านเศรษฐกิจและสังคม ใช้ทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่น ลดปริมาณขยะและของเหลือ ที่จะเป็นหนทางสู่ความยั่งยืนและอาศัยจะสร้างความยั่งยืน ในกระบวนการทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในโรงแรมและห้องพัก ทำจากวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณอาหารเหลือทิ้ง ซึ่งจะมีแผนดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

ปรัชญาในการสร้างแบรนด์อาศัย ประกอบด้วย Thoughtful Essentials: ออกแบบพื้นที่ใช้สอยอย่างใส่ใจในรายละเอียด, Locally-inspired: ออกแบบที่ผสานเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวในท้องถิ่นของแต่ละที่, Common Areas: จัดสรรพื้นที่ส่วนกลางภายในโรงแรม เพื่อให้ผู้คนมาพบปะแลกเปลี่ยนไอเดียและประสบการณ์ และ Connected Community: เชื่อมโยงวัฒนธรรมที่แตกต่างของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น เข้าด้วยกันด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ด้วยหลักการดังกล่าว โรงแรมอาศัยที่จะมีทุกแห่ง จึงมีห้องพักที่จะตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย กะทัดรัด ห้องละประมาณ 15 ตร.ม. แต่จะมีพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับคุณภาพ อาทิ เตียงนอนคุณภาพสูง หรือ ฝักบัวอาบน้ำแรงดันสูง  นอกจากนี้ยังจะให้ความสำคัญที่พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ที่ผู้เข้าพักจะมีมุมพักผ่อน พูดคุย เล่นเกม หรือทำงานได้เต็มที่ และมีร้านอาหารโดยเชฟชื่อดังในท้องถิ่น ที่ใส่ใจกับการปรุงด้วยความรับผิดชอบสนับสนุนความยั่งยืน

ประเดิมจตุจักร ก่อนขยายเป็น 10 แห่งในปี 61

อาศัยโครงการแรกจะอยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร แหล่งท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกรู้จัก คาดว่าจะเปิดได้ไตรมาส 1  ปี 2562 นอกจากนี้ อาศัย โฮลดิ้งส์ จะเข้าไปบริหารกลุ่มโรงแรมแบรนด์อาศัย อีก 5 แห่ง คือ โรงแรมอาศัย 3 แห่งในฟิลิปปินส์ และอีก 1 แห่งในเมียนมาร์ รวมถึงโรงแรมอาศัยในย่านสาทร กรุงเทพฯ โดยเริ่มให้บริการได้ทั้งหมดในปี 2562

“อาศัย โฮลดิ้งส์ จะมีแผนขยายโรงแรมอาศัยเพิ่มเป็น 10 แห่งภายในปี 2561 นี้ โลเกชั่นจะขยายไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น ในรูปแบบบริษัทร่วมทุนและสัญญารับจ้างบริหารงาน”

2

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ดุสิต อินเตอร์ฯ มองว่า การขยายการเติบโตของธุรกิจหลักด้วยแบรนด์กลุ่มโรงแรมใหม่คือ ‘อาศัย’ นี้ เป็นไปตามกลยุทธ์สร้างความแข็งแกร่ง และผลตอบแทนที่ดีให้กับกลุ่มดุสิตธานีระยะยาว ใน 3 ส่วนคือ ขยายการเติบโตธุรกิจหลัก สร้างความสมดุลของธุรกิจ และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

“เชื่อว่าแบรนด์อาศัยจะเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มให้กลุ่มดุสิตธานี ด้วยตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ มุ่งเจาะลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์แบบมิลเลนเนียล ชื่นชอบการเดินทาง ใช้ชีวิตไม่ยึดติดกับกรอบแบบเดิมๆ รวมทั้งหาประสบการณ์เที่ยวแบบคนในท้องถิ่น ซึ่งนักเดินทางกลุ่มนี้มีถึง 35% ที่อยากหาที่พักที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตกแต่งและใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างดี เพราะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความคุ้มค่าของราคา ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวแบบคนท้องที่ที่รู้จักถิ่นนั้นจริงๆ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับแบรนด์อาศัยที่กลุ่มดุสิตตั้งใจให้เป็น”

โรงแรม ASAI จะให้ความสำคัญกับผู้คน ประสบการณ์ ในการเข้าพักของแขกเป็นลำดับแรกเหนือสิ่งอื่นใด โดยจะเริ่มก้าวแรกในเอเชียด้วยโครงการ 6 แห่ง จำนวนห้องพัก 1,000 ห้อง คือ สาธร กรุงเทพฯ จตุจักร กรุงเทพฯ ลาฮัก เซบู (Cebu) ฟิลิปปินส์ แมคตัน เซบู ฟิลิปปินส์ ออสล็อบ เซบู ฟิลิปปินส์ และย่านขิ่น ย่างกุ้ง เมียนมาร์ ด้วยห้องพักกระทัดรัด คุณภาพสูง ล็อบบี้ของโรงแรมเป็นเหมือนบาร์ในย่าน ซึ่งจะได้พบกับเครือข่ายสังคมในชีวิตจริงที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน

สิ่งพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวผู้แสวงหา เป็นคนยุคมิลเลเนียล อายุตั้งแต่ 18-45 ปี ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง พวกเขาจึงต้องการค้นพบ และเสาะแสวงหาสิ่งที่เป็นของแท้ รู้เห็นความเป็นไปของจุดหมายปลายทางมกาขึ้น ภายใต้ความสะดวกสบายในราคาที่เหมาะสม

ASAI Hotel ให้ความสำคัญกับที่พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ แขกผู้เข้าพักสามารถมีมุมพักผ่อน พูดคุย เล่นเกมและทำงานได้เต็มที่

ASAI Hotel ให้ความสำคัญกับที่พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ แขกผู้เข้าพักสามารถมีมุมพักผ่อน พูดคุย เล่นเกมและทำงานได้เต็มที่

Eat-Work-Play

กลุ่มนี้มีความต้องการใน 5 ประสบการณ์คือ ใช้ตัวเองเข้าไปสัมผัส แชร์รูปภาพ ผจญภัย สนุกสนาน และมี Impact ที่ดี สะท้อนว่า ชีวิตอยู่กับเทคโนโลยีแบ่งปันบนโลก Social Network

การเติบโตของตลาดกลุ่มนี้ได้รับความสนใจจากเชนโรงแรมรายใหญ่ สร้างแบรนด์เข้าไปเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น กลุ่ม Marriott สร้างสรรค์โรงแรม Moxy Hotel เครือ Accor สร้างแบรนด์ Mama Shelter (Boutique Hotel) รวมทั้ง Joe & Joe (Hostel) Motel One ซึ่งเป็นโรงแรมในเยอรมัน ส่วนในกรุงอัมเตอร์ดัมมีโรงแรม CitizenM ที่ขยายมาลงทุนในไต้หวัน

“เราศึกษาตลาด Hostel ในเมืองไทยมานานพอดู พบว่ามีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และพยายามผสมผสานจุดเด่นของ Hostel ในเรื่องของดีไซน์ ห้องพักน่าอยู่ ราคาประหยัดแต่ Limited Service มา Merch กับ Full Service ที่เป็นจุดเด่นของดุสิต และดึงเอาจุดแข็งของ Hostel ในเรื่องของ Community ที่ผสานกันระหว่าง Eat-Work-Play เพื่อให้เกิดการลงตัวในโรงแรมอาศัยที่มีแผนจะสร้าง 6 โลเกชั่นใน 3 ประเทศรวมประมาณ 1,000 ห้องใน 1 ปี เป้าหมายที่เราอยากจะเข้าไปมีทั้งญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งมนิลา” คุณแชมป์-ศิรเดช กล่าว

จัดทัพธุรกิจใหม่

ทิศทางของดุสิตหลังจากร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ขึ้นโครงการอาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และห้างสรรพสินค้า บนทำเลเดิมของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ มูลค่า 3.67 หมื่นล้านบาท รวมทั้งมีข่าวการขาย ดุสิตปริ๊นเซส โคราช ให้กับกลุ่มเบียร์ช้างเมื่อปลายปีที่แล้ว

ดุสิตธานียังมีการลงทุนในธุรกิจอาหารในนามดุสิต ฟู้ดส์ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก และเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต ถือเป็นการลงทุนนอกธุรกิจโรงแรมเป็นครั้งแรกของดุสิตธานี ด้วยการเข้าซื้อหุ้นบริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (NRIP) ผู้ผลิตและส่งออกอาหารแห้งและเครื่องปรุงรส มูลค่าลงทุนกว่า 660 ล้านบาท เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

ดีไซน์ของบาร์ ASAI Hotel

ดีไซน์ของบาร์ ASAI Hotel

ส่วนการขยายการเติบโต จากที่ได้บริหารโรงแรมและรีสอร์ทรวม 4 แบรนด์ คือ ดุสิตธานี, ดุสิตดีทู, ดุสิตปริ๊นเซส และดุสิตเดวาราณา มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 27 แห่ง มีแผนเตรียมเปิดเพิ่มอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลก และมีการเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมอีก 100 แห่ง ส่วนการสร้างรายได้เพิ่มก็จะมาจากทั้งการลงทุนเองและเข้าไปรับบริหาร เพื่อเป็นการสร้างความสมดุลให้กับเครือ

ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาโครงการแบบมิกซ์ยูส  ตอกยํ้ากลยุทธ์ 3 ด้าน คือ การกระจายความเสี่ยง การขยายการเติบโต และสร้างความสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาว

“ธุรกิจของ อาศัย โฮลดิ้งส์ จาก Portfolio 10 แห่งภายในปี 2561 คาดว่าจะมีรายได้ 5% จากการเข้าไปรับบริหาร และ 95% จากที่เราเป็นเจ้าของ ถ้าเราลงทุนเองทั้ง 10 แห่งรายได้ก็จะเข้ามาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่อยากจะลงทุนเองจะมีทั้งที่สมุย ญี่ปุ่น (โตเกียวหรือโอซาก้า) เกาหลี และออสเตรเลีย โรงแรมในรูปแบบไลฟ์สไตล์ยังเป็นที่ต้องการ จากกระแสของ Sharing Economy ที่หลายฝ่ายต้องได้ด้วยกันอย่างยั่งยืน”

“โรงแรมในรูปแบบนี้จะขยายได้เร็วกว่าเพราะไม่ได้ใช้พื้นที่มากนัก เช่น สาธร ซอย 12 เราใส่ได้ 106 ห้อง รวมพื้นที่ 3,800 ตารางเมตรจากพื้นที่ทั้งหมด 208 ตารางวา จอดรถได้ 35 คัน  ทำตามกฏ EIA ทุกอย่าง ใส่ค่อนข้างลำบาก แต่ก็ดีไซน์จนใส่ได้ ส่วนในญี่ปุ่นถ้า 7,000 ตารางเมตรจะใส่ได้ 100 ห้อง ในเรื่องของราคาจะเป็นไปตามโลกเกชั่น ถ้าสาธรก็ประมาณคืนละ 1,800 บาท ส่วนจตุจักรจะอยู่ที่ 1,500 บาท” คุณแชมป์-ศิรเดช กล่าว

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE OFFICIAL ACCOUNT แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

User Name: Ou-Kin

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


5 + five =

Recent Posts

Facebook