จุดเปลี่ยนสำคัญจากวันนี้สู่อนาคตของสมิติเวช

  • 85
  •  
  •  
  •  
  •  

“สมิติเวช” ถือเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับจากผู้เข้ารับการรักษาทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ตลอดระยะเวลากว่า 39 ปี ที่ผ่านมา โรงพยาบาลสมิติเวช ได้มีการพัฒนาด้านการแพทย์อย่างไม่หยุดยั้งภายใต้นโยบายชูความเป็นเลิศในทุกมิติ จนสามารถคว้ารางวัลโรงพยาบาลที่มีการพัฒนาก้าวไกลที่สุดในประเทศไทยจากเวทีระดับนานาชาติ Asian Hospital Management Awards หรือ AHMA มาเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ

Business Model ใหม่ เน้นองค์กรแห่งคุณค่า

ในช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอชได้ปรับ Business Model ใหม่ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่เน้นการเป็นองค์กรแห่งคุณค่า (Organization of Value) ต่อผู้รับบริการ สังคม และประเทศชาติ ภายใต้คอนเซปต์ #เราไม่อยากให้ใครป่วย ซึ่งเน้นการสกัดกั้นไม่ให้เกิดโรคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตด้วยการ “รู้เท่าทัน-สกัดกั้น-วางแผน” เพื่อการยกระดับการรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นแบบองค์รวม อันสืบเนื่องมาจากปัญหาของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นทุกปี แน่นอนว่าเมื่อจำนวนผู้ป่วยของประเทศเพิ่มขึ้นเท่าไรย่อมส่งผลต่อ GDP (Gross Domestic Product) มากขึ้นเท่านั้น ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นสมิติเวชได้สร้างจุดเปลี่ยนที่สองขึ้นมากับคอนเซปต์ #เราไม่อยากให้ใครรอ นำโดยบริการ FastPay ที่ลดการรอคอยของผู้ใช้บริการด้านการชำระเงิน

จุดเปลี่ยนล่าสุด Mobile Health

ล่าสุดกับจุดเปลี่ยนที่สาม #เราไม่อยากให้ใครห่วง ที่ให้บริการด้านสุขภาพผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobile Health เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ด้านสุขภาพให้กับประชาชนชาวไทย

Samitivej_1

โดย นพ.ชัยรัตน์  ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม รพ.สมิติเวช และรพ.บีเอ็นเอช เล่าว่าสมิติเวชเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการ และรองรับยุค Healthcare 4.0 ด้วยการให้บริการทางสุขภาพผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรกที่สะดวก รวดเร็ว ครบ จบ ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว ตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาล ขณะอยู่ในโรงพยาบาล และกลับไปพักฟื้นที่บ้าน ด้วยความมุ่งมั่นกว่า 3 ปี ในการพัฒนาระบบ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของผู้รับบริการทั้งผู้ป่วยและญาติอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด#เราไม่อยากให้ใครห่วง อาทิ ไม่อยากรอนานทั้งการพบแพทย์และชำระเงิน ความกังวลระหว่างเข้าพักรักษาในโรงพยาบาล และเป็นห่วงญาติขณะผ่าตัด ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในการรับบริการของโรงพยาบาล

สำหรับบริการด้านสุขภาพต่างๆ ที่สมิติเวชให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Health) นั้นเริ่มด้วย 2 บริการแรกที่เปิดให้บริการไปแล้ว คือ แอปพลิเคชัน สมิติเวช พลัส (Samitivej Plus) ซึ่งช่วยแก้ Pain Point ของผู้ใช้บริการในเรื่องการรอคอยเพื่อพบแพทย์และจ่ายเงิน ซึ่งแอปฯ ดังกล่าวจะทำให้สามารถจองคิวแพทย์ล่วงหน้าและชำระเงินได้อย่างรวดเร็วผ่านสมิติเวช FastPay หรือจะสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อชำระเงินได้ที่จุด FastPay Station ก็ได้เช่นกัน โดยระบบนี้ได้เชื่อมต่อกับระบบบิลของโรงพยาบาลทำให้ผู้ใช้บริการเห็นค่าใช้จ่ายและชำระเงินได้ทันที หลังจากเปิดให้บริการไปตั้งแต่ปลายมิถุนายนที่ผ่านมานั้นพบว่าช่วยลดเวลาการรอคอยของผู้ใช้บริการได้กว่า 60%

Samitivej_2

Samitivej LINE Official Account หรือ @Samitivej ซึ่งนอกจากข้อมูลข่าวสารของโรงพยาบาลที่จะได้รับแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถตอบปัญหาสุขภาพเบื้องต้นให้กับผู้ใช้บริการได้ โดยตอบมาแล้วมากกว่า 300,000 ครั้ง และปัจจุบันมีผู้ใช้บริการกว่า 80,000 คน

ส่วนอีก 3 บริการใหม่ที่เพิ่งเริ่มให้บริการและจะให้บริการในอนาคตได้แก่ Samitivej PACE ครั้งแรกในไทยกับการดูสถานะการผ่าตัดผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ญาติคลายความกังวลขณะคนไข้อยู่ในห้องผ่าตัด และยังช่วยให้คนไข้ได้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัด โดยญาติสามารถรับลิงค์ที่เป็นข้อมูลของผู้ใช้บริการได้โดยตรงผ่าน Official LINE @Samitivej

Ward Tracking เป็นระบบที่ผู้รับบริการจะรู้แผนการรักษา ขั้นตอน และเวลาการทำหัตถการ สามารถวางแผนการรักษาและกำหนดเวลาร่วมกับแพทย์และทีม และสามารถเลือกห้องพักได้ด้วยตัวเอง สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ทราบถึงแผนการรักษาและระยะเวลาการพักฟื้น เชื่อมต่อข้อมูลทางการรักษากับระบบเบิกจ่ายของบริษัทประกัน เพื่อคลายความกังวลให้กับผู้รับบริการและญาติ ให้ได้ทราบถึงกิจกรรมทางการพยาบาลขณะรักษาในโรงพยาบาล

Samitivej_3

สุดท้ายกับารใช้ Apple เทคโนโลยี ที่สมิติเวชได้พัฒนาเทคโนโลยีผ่าน Apple Platform ในการดูแลสุขภาพ ที่ไม่จำกัดเฉพาะในโรงพยาบาล ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลผ่าน Apple’s HealthKit รวมถึงการพัฒนา Digital Experience อื่นๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของผู้รับบริการ ซึ่งจะได้สัมผัสในปี 2019 

httpv://youtu.be/gyVrBbmzALg

“สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของสมิติเวช ที่ผสานนวัตกรรมซึ่งวิเคราะห์จาก Pain Point ของผู้ใช้บริการ มารวมกันไว้ใน Smart Phone รูปแบบ Mobile Health ภายใต้คอนเซปต์ #เราไม่อยากให้ใครห่วง และในอนาคตอันใกล้คงต้องติดตามกันว่าสมิติเวชจะสร้างจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีขึ้นได้ในด้านใดอีกบ้าง” นพ.ชัยรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย


  • 85
  •  
  •  
  •  
  •