103.58.148.118

Biz & Marketing news

Ξ Leave a comment

ศึกษา Scale Up ธุรกิจไทย ตามรอยความสำเร็จของสวีเดน

posted by  1,369 views

[บทความนี้เป็น Advertorial]

เมื่อนักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในแวดวงตลาดทุนไทยมายาวนานกว่า 30 ปีอย่าง วิเชฐ ตันติวานิช ประธานและหนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักสูตร 2Morrow Scaler ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานไกลถึงประเทศสวีเดน เขาจึงมีเรื่องเล่าสนุกๆ ผ่านมุมมองและประสบการณ์ตรงที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจชาวไทยมาถ่ายทอดให้เราฟังในวันนี้

2morrow_Scaler_2

เมืองที่ไปคือเมืองสต็อกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศสวีเดน โดยผมออกเดินทางเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่สนใจสวีเดนเป็นพิเศษ เพราะได้ยินมานานว่าประเทศนี้มีผู้ประกอบการระดับโลกอยู่หลายราย เช่น ABB, H&M, Ikea, Scania, Volvo, SAAB, Skype, Nobel prize และล่าสุดคือ Spotify จึงบอกตัวเองว่าต้องตามมาดูให้ได้ว่าอะไรคือความลับแห่งความสำเร็จของคนเหล่านั้น

กำหนดการของผมคือไปเยี่ยม 6 แห่ง ตั้งแต่หน่วยงานรัฐบาล หน่วยงานตัวแทนรัฐบาล เอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งใช้เวลา 3 วันเต็มๆ และไม่น่าเชื่อเลยว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ ได้ยินได้ฟังมาตลอดทั้ง 3 วันนั้น ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แปลกใจ หรือรู้สึกผิดไปจากที่เคยรู้ก่อนหน้านี้เลย นั่นเพราะเขาเล่าในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร ต้องเป็นขั้นเป็นตอนและสอดคล้องประสานกัน ณ ตอนนั้นความรู้สึกที่ผมได้กลับมาคือความน้อยใจและความเสียดายที่ประเทศไทยของเราทำเหมือนเขาไม่ได้ ซึ่งการทำไม่ได้ของเราที่ว่านั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรากับเขามีความแตกต่างกันในหลายแง่มุม ดังนี้

  1. สวีเดนมีวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม (Innovation Culture) ที่ปลูกฝังมายาวนานเกิน 100 ปี นั่นแสดงออกถึงการที่ทุกคนในชาติจะนึกถึงความเป็นคน Nordic ที่สร้างสรรค์ เปิดกว้าง สร้างประเพณีปฏิบัติของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และทำอะไรเพื่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นความเท่าเทียมกันของชายหญิง (เห็นได้จากห้องสุขาชายหญิงคือใช้ห้องเดียวกัน จะไม่มีการใช้โถปัสสาวะของผู้ชาย ดังนั้นต้องใช้ชักโครกเหมือนผู้หญิงเท่านั้น) หรือเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ (ในวันหนึ่งผมเจอเด็กน้อยตัวเล็กไร้เดียงสา น่ารักจนอยากถ่ายรูปด้วยก็ต้องขออนุญาตผู้ปกครองของเด็กก่อน และเพิ่งมาทราบว่าคนสวีเดนเองก็ไม่ค่อยถ่ายภาพเด็กไร้เดียงสาที่เป็นลูกหลานของคนอื่น เพราะแม้แต่ตัวพ่อแม่เองก็คิดว่าเขาไม่มีสิทธิ์อนุญาตให้ถ่ายรูปลูกโดยพลการ และไม่รู้ใจของเด็กน้อยว่าอยากอนุญาตหรือไม่) หรือแม้แต่การเดินข้ามถนน ถ้าคนแตะเท้าลงถนน รถจะต้องหยุดให้คนข้ามก่อน ซึ่งชาวสวีเดนอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าคนใช้การเดินไปไหนมาไหนมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะมีรถมาวิ่ง ดังนั้นสิทธิ์บนถนนจึงยังเป็นของคนเดินอยู่ ซึ่งอันนี้ผมฟังแล้วทึ่งมาก ทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือรากเหง้าของวัฒนธรรมนวัตกรรมของเขา มันทำให้เขาเปิดใจ คิดแต่จะทำให้ความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น
  2. รัฐบาลสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม โดยเขาไม่ได้บอกว่าต้องสร้างอะไร แต่เขาบอกว่าสร้างเพื่ออะไร เช่น สร้างเพื่อการเดินทางของคนรุ่นใหม่ สร้างเพื่อการเชื่อมต่อกันระหว่างวัตถุกับการผลิต สร้างเพื่อการเป็นเมืองอัจฉริยะ สร้างเพื่อการแพทย์และชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งเมื่อมาเจอกับวัฒนธรรมแบบเปิดกว้าง นวัตกรรมจึงไหลออกมาได้มากมายตามไปด้วย
  3. คนสวีเดนไม่คิดจะสร้างนวัตกรรมเพื่อคนสวีเดนแต่จะทำให้คนทั้งโลก ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าแตกต่างกับคนไทยค่อนข้างชัดเจน เพราะคนไทย ผลิตอะไร ทำอะไรออกมาก็มักจะไว้ให้คนไทยใช้กันเองเป็นหลัก
  4. คนสวีเดนไม่ปิดกั้นความรู้และความคิดสร้างสรรค์ใดๆ โดยมีหน่วยงานที่ทำงานสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของนวัตกรรมเหล่านั้น และที่สำคัญบางหน่วยงานก็นำข้อมูลมาจากภาคเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมนั้นๆ อยู่แล้ว นั่นแสดงถึงการทำงานประสานกันอย่างลื่นไหล ไม่มีการขโมยความคิดหรือชิงเอาไปทำเองส่วนตัว
  5. เจ้าของหรือผู้บริหารชาวสวีเดนมีความมุ่งมั่นในการที่จะทำให้ได้ (Determination) ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่หลายคนตกม้าตายตรงที่มีความอยากที่จะทำ ถอยไปเมื่อเจออุปสรรค หรือมัวเย็นใจเมื่อทำได้แล้ว ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ใช้เวลานานพอสมควรในการจะเก็บสะสมพลังและความรู้ให้ครบตามสูตรของการเติบโต (Scale) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่วางไว้

นอกจากนั้นคำว่า “ใช้เวลา” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารต้องตัดสินใจเลือกว่าจะ “ใช้แบบเสียเวลาหรือใช้แบบได้เวลา” ซึ่งผมเล็งเห็นความสำคัญของการ “ใช้เวลา” อย่างมาก เพราะผมรู้ว่าถ้าใครใช้เวลาเป็น เขาจะไปได้ไกลกว่าและเร็วกว่าคนที่ใช้เวลาไม่เป็นอย่างแน่นอน

2morrow_Scaler_1

ผมสามารถบอกได้ว่า “2morrow scaler หลักสูตรที่ผมกับรุ่นน้อง ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงช่วยกันออกแบบขึ้นมา ทั้งทีมก่อตั้งหลักสูตรและคนที่เข้ามาอบรมล้วนแต่เลือกที่จะใช้เวลาแบบ “ได้เวลา” ด้วยเหตุผลเดียวคือ ไม่มีเวลาจะเสียอีกแล้ว การมารับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์ วิธีคิด วิธีบริหารจัดการเพื่อเล็งผลลัพธ์ จากนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทยที่ผ่านสงครามทางธุรกิจมาแล้วอย่างโชกโชน จึงเป็นการ “ใช้เวลาแบบได้เวลา” ที่คนเหล่านั้นไปสะสมมาให้เบ็ดเสร็จ แต่เราก็ต้องเอามาคัดกรองแล้วเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่ใช่กับเราเท่านั้น และผมเชื่อว่าในประเทศไทยน่าจะไม่มีหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบการที่ไหนที่เจาะข้อมูลได้ลึกและเป็นวงกว้างได้เท่านี้อีกแล้ว

เมื่อมองถึงการเติบโตจากการใช้เวลาด้วยกัน หรือใช้เวลาของกันและกันระหว่างคนที่มาเรียนด้วยกันเองนั้น ก็ยิ่งช่วยเร่งให้เกิดการ Scale up ทางธุรกิจของแต่ละคน ส่งผลให้ตัวผมกับทีมก่อตั้งหลักสูตรเชื่อมั่นในหลักสูตรนี้เป็นอย่างมาก เพราะมันทำให้เราเห็นความเติบโต เห็นอนาคต และเห็นจิตวิญญาณของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ที่จะเป็นแรงขับสำคัญ ในการผลักดันประเทศของเราให้เติบโตต่อไปในอนาคต” คุณวิเชฐ กล่าวปิดท้าย

สนใจหลักสูตร 2Morrow Scaler สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.2morrowscaler.com

[บทความนี้เป็น Advertorial]

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE OFFICIAL ACCOUNT แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

User Name: Marketing Oops!

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ five = 11

Recent Posts

Facebook