103.58.148.118

Brand Move

Ξ Leave a comment

“เถ้าแก่น้อย” ประกาศพร้อมขาย IPO โกอินเตอร์เต็มตัว ตั้งเป้าก้าวเป็น Global Brand ในอนาคต

posted by  7,622 views

เถ้าแก่น้อย เจ้าตลาดสาหร่ายแปรรูป เตรียมขายไอพีโอเพื่อโกอินเตอร์เต็มตัว หลังครองตลาด ไทยกว่า 62% ตั้งเป้าระยะใกล้นัมเบอร์วันเอเชีย ก่อนก้าวไปเป็น Global Brand ในอีก 10  ปี

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม อิทธิพัทธ์  พีระเดชาพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง  จำกัด (มหาชน) หรือ TKN อรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ กรรมการผู้จัดการสายงานต่างประเทศ ณัชชัชพงศ์ พีระเดชาพันธ์ กรรมการผู้จัดการสายงานสารสนเทศ และ เล็ก สิขรวิทยา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเชีย พลัส จำกัด ที่ปรึกษาทางการเงิน ร่วมกันแถลงข่าว การเสนอขายหุ้นสามัญ IPO แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อรองรับการขยายกิจการอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

อิทธิพัทธ์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์สาหร่าย แปรรูปอันดับ 1 ในเอเชีย หลังเป็นผู้นำตลาดในประเทศไทยมาโดยตลอด โดยบริษัทฯ เตรียมพร้อมที่จะเสนอขายหุ้นไอพีโอในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 90 ล้านหุ้นในเร็วๆ นี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อใช้ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ลงทุนซื้อเครื่องจักรในสายการผลิตใหม่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับสากลและเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์อย่างมีนัยยะไปยังตลาดหลักในเอเชีย

บจม. เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN เป็นผู้บุกเบิกในการผลิตและจำหน่ายขนมขบ เคี้ยวประเภทสาหร่ายแปรรูปแบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” และเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดมาโดยตลอด ด้วยส่วนแบ่งตลาดในประเทศสูงถึง 62% และบริษัทฯ ได้รุกขยายธุรกิจส่งออกอย่างต่อเนื่องกว่า 35 ประเทศ ทำให้ธุรกิจของบริษัทฯ มีการเติบโตที่มั่นคงและต่อเนื่อง โดยในงวดปี 2557 TKN มีรายได้รวม 2,726 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ  199 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น  55% เมื่อเทียบกับ ปี  2556  ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้รวม 2,721 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 128  ล้านบาท และปี  2555  ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้รวม 2,542 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 105  ล้านบาท ส่วนในไตรมาส 1 ปี 2558 TKN มีรายได้รวม 702 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ  51 ล้านบาทโดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น  71%   เมื่อเทียบกับ ไตรมาส 1 ปี  2557 ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้รวม 578 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 30 ล้านบาท

“บริษัทฯ มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่จะพัฒนาตราสินค้า “เถ้าแก่น้อย” ให้เป็นผู้นำตลาดขนมขบเคี้ยว ในเอเชีย (Asian Brand) ด้วยยอดขาย 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2561 โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากการขายต่างประเทศต่อรายได้จากการขายโดยรวมเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 31.65 %  ในปี 2555 มาเป็น 43.05 % ของยอดขายรวมในปี 2557  ทั้งนี้ เป็นเพราะบริษัทฯ มีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงส่งผลให้รายได้จากการขายต่างประเทศ มีอัตราการเติบโตสูงกว่ารายได้จากการขายในประเทศ โดยเฉพาะยอดส่งออกไปประเทศจีน ซึ่งเป็น 1 ในตลาดส่งออกหลักที่มีมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวที่สูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง โดยบริษัทฯ ได้เล็งเห็นโอกาสการเติบโตอย่างสูง จึงได้ลงทุนสร้างโรงงานเพิ่มอีก เพื่อรองรับการส่งออกโดยเฉพาะ ซึ่งโรงงานใหม่นี้ได้รับสิทธิพิเศษยกเว้น ภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 7 ปี ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิต สาหร่ายแปรรูปได้ถึง 100% นอกจากนี้บริษัทฯ ได้จำหน่ายข้าวโพดอบกรอบพรีเมี่ยมภายในชื่อว่า  “ต๊อบคอร์น”  และข้าวโพดอบกรอบแบบซอง ภายใต้ชื่อว่า “เถ้าแก่ป๊อป” และบริษัทฯ ยังมีแผนการ มุ่งพัฒนาสินค้าสแน็กตัวอื่นๆ ที่แปลกใหม่และตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค” อิทธิพัทธ์ กล่าว

TKN1

สำหรับจุดแข็งของแบรนด์ในตลาดนั้น ได้แก่

  • เทคโนโลยีการผลิตที่คู่แข่งอื่นไม่มี ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพ รสชาติอร่อย แตกต่างจากคู่แข่ง
  • มีแบรนด์ที่แข็งแรง
  • มีสตอรี่ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ซึ่งเรื่องนี้นั้นไม่ว่าใครก็ไม่อาจลอกเลียนได้
  • หมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา
  • มีเครือข่ายพันธมิตรจำนวนมาก ที่ช่วยเราในการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

“ที่เราตั้งเป้าไว้ 5 พันล้านคือเป้าหมายที่เรามองว่าถ้าจะเป็นเบอร์ 1 ในเอเชียก็จะต้องมียอดขายให้ได้ตามนั้น และถ้าจะโตไปเป็นโกลบอล แบรนด์ ก็จะต้องมีเป้าหมายไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน และส่งออกไปไม่ต่ำกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และผมก็เชื่อมั่นว่าเถ้าแก่น้อยจะมีโอกาสในการปักธงได้ไม่ต่ำกว่า 100 ประเทศแน่นอน ในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีนี้ ส่วนการเข้าตลาดหุ้นนั้นจริงๆ เราจะเข้าตลาดหุ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วก็ทำได้แล้ว แต่เราก็อยากจะทำตัวให้ดีที่สุด เพื่อที่เวลาเราเข้าไปแล้ว พนักงานเอย หรือนักลงทุนเอย จะได้แฮปปี้กับตรงนี้”

อย่างไรก็ตามในภาวะที่ตลาดชลอตัว อิทธิพัทธ์ ยอมรับว่า มีผลต่อตลาดขนมคบเคี้ยวอยู่พอสมควร แต่แม้จะเข้าสู่ในไตรมาส 2 ยอดขายเราก็ไม่ดรอป ไม่กระทบเลย เพราะเถ้าแก่น้อยเรามีวิธีการในการเพิ่มยอดขาย ซึ่งเรายังคงเป้าเดิมอยู่คือเติบโตอย่างน้อย 15%

ด้าน เล็ก สิขรวิทย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ที่ปรึกษาทางการเงิน ของ TKN กล่าวว่า บมจ. เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN เป็นหุ้นไอพีโอที่บริษัทฯ มีความ ภาคภูมิใจ เนื่องจาก TKN เป็นทั้งผู้บุกเบิกและผู้นำตลาดขนมขบเขี้ยวจากสาหร่ายแปรรูปแบรนด์เถ้าแก่น้อย ที่มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศสูงถึง 62% และที่สำคัญมีโอกาสในการเติบโตในต่างประเทศอย่างสูง ที่สำคัญภายใต้การนำของคุณอิทธิพัทธ์ และ คณะผู้บริหารมืออาชีพ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างสูง ในการสร้างเติบโตให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด นอกจากนี้แบรนด์เถ้าแก่น้อยเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูง เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในไทยและตลาดอาเซียน ซึ่งบริษัทฯ สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

“การระดมทุนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนสร้างโรงงานเพิ่มอีก 1 แห่งเพื่อการผลิตสินค้า เพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนและปรับโครงสร้าง ทางการเงินให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2557 TKN มีกำไรต่อหุ้น 1.19 บาท และ มีอัตราผลตอบแทน ต่อหุ้น (ROE) สูงถึง 65% และมีอัตรา ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) สูง 17% และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นเพียง 2.62 เท่า และ คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี” เล็ก สิขรวิทย กล่าว

ทั้งนี้ วันที่  30 มิถุนายน 2558 บมจ. เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หริอ TKN มีจำนวนทุน จดทะเบียน 345,0000,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท  เป็นทุนที่ชำระแล้วจำนวน  255,000,000 บาท  ภายหลังจากการนำเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนจำนวน  90,000,000 หุ้นในครั้งนี้บริษัทฯ จะมีทุนเรียกชำระเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่ากับ 345,000,000 บาท  แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน  345,000,000 หุ้น  มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยมีกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ประกอบด้วยกลุ่มพีระเดชาพันธ์ ถือหุ้นรวม 100% หลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้แล้วสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะเปลี่ยน เป็นกลุ่มพีระเดชาพันธ์ถือหุ้น 74% หรือ 255 ล้านหุ้น  และประชาชนทั่วไป  26% หรือเท่ากับ 90 ล้านหุ้น  โดยการเสนอการขายหุ้นไอพีโอในตลาดหลักทรัพย์ในครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นผู้ จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

User Name: Marketing Oops! Admin

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ 4 = five

Recent Posts

Facebook