103.58.148.118

[expired]-Digital

Ξ Leave a comment

Amazon ท้าชน Apple

posted by  1,134 views

นับตั้งแต่ Amazon เริ่มขายเพลงดิจิตอลด้วยการเสนอราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งคือ Apple ทำให้เกิดข้อสงสัยในบรรดาแฟนพันธุ์แท้ของ iTunes ว่าอุตสาหกรรมเพลงกำลังเข้าข้างหรือเป็นหุ้นส่วนกับ Amazon หรือไม่

แอปเปิลได้ประกาศในงาน MacWorld ว่ากำลังจะยกเลิกซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ปกป้องอยู่และเปลี่ยนนโยบายด้านราคา ทำให้แฟนๆของ iTunes จำนวนมากเริ่มจะมีความเชื่ออย่างที่เคยหวั่นๆกันอยู่ว่าค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ค่ายกำลังจะให้ราคาพิเศษกับ Amazon

amazon

itune

แต่บรรดาคนวงในของอุตสาหกรรมเพลงจำนวนหนึ่งซึ่งรับรู้เรื่องราวการเจรจาให้ข้อมูลว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

ความกังขาในเรื่องนี้ดำเนินมายาวนานแล้วว่าบริษัทเพลงต้องการที่จะช่วยเหลือ Amazon เพื่อให้สามารถแข่งขันบริการด้านเพลงกับยักษ์ใหญ่ของวงการอย่าง Apple ได้ บริษัทเพลงมีความหวังว่าจะทำให้เกิดทางเลือกมากกว่า iTunes และลดการผูกขาดหรือครองตลาดยอดขายเพลงของ Apple ลงได้บ้าง  แต่แหล่งข่าวในวงการนี้บอกว่าความจริงแล้ว Amazon วอลท์มาร์ทหรือไม่ว่ารายใดๆที่ขายเพลงดาวน์โหลดล้วนแต่ต้องจ่ายค่าเพลงในราคาเดียวกับApple ทั้งนั้น แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่าตราบใดที่ผู้ค้าปลีกต้องจ่ายเงินให้กับค่ายเพลง พวกเขาก็สามารถขายเพลงเพื่ออะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ นั่นก็หมายความว่าAmazon ซึ่งเสนอขายเพลงในราคาต่ำกว่า Apple 10 เซ็นต์จากราคามาตรฐานเก่าของ Apple ที่ 99 เซ็นต์ ได้ยอมที่จะขาดทุนในการขายเพลง เพราะในความเป็นจริงแล้วกำไรที่ Apple ได้จากการขายเพลงนั้นได้แค่ไม่กี่เพนนีต่อเพลงเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปว่า ที่ว่าแรงจูงใจของ Amazon นั้นชัดเจนว่าต้องการที่จะต่อสู้กับผู้ขายเพลงรายใหญ่ที่สุดของประเทศและผู้ผลิตเครื่องเล่นเพลงที่ขายดีที่สุด เพื่อให้ Amazon ได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้การแข่งขันดุเดือดและยากลำบากมากขึ้น ส่งผลให้ Apple ประกาศว่าจะยกเลิกการจัดการเรื่องลิขสิทธิ์เพลงดิจิตอลและปล่อยให้ราคาเพลงยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นรวมถึงการตัดราคาแค็ตตาล็อกไตเติ้ลหรือเพลงเก่าๆลงให้เหลือ 69 เซ็นต์ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายสำหรับคู่แข่งโดยเฉพาะ Amazon ซึ่งยังไม่มีตัวแทนออกมาให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องยากสำหรับ iTunes ที่จะยกเลิกลิขสิทธิ์เพลงให้กับลูกค้าที่ดาวน์โหลด แต่ในที่สุดต้องยอมทำเพราะพบว่าการโหลดเพลงจากเว็บต่างๆเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว

Amazon ได้เปิดร้านจำหน่าย MP3 เมื่อเดือนกันยายน 2007 ด้วยความพยายามที่จะชูจุดขายว่าลูกค้าสามารถจะซื้อเพลงในราคาที่ถูกกว่า แต่มีคุณภาพสูงกว่าและปลอดจากเรื่องลิขสิทธิ์  ขณะที่ iTunes ใช้กลยุทธ์เพิ่มราคาเพลงฮิตติดอันดับขึ้น 30 เซ็นต์หรืออยู่ที่ 1.29 ดอลลาร์ แล้วไปลดราคาแค็ตตาล็อกไตเติ้ลลง 30 เซ็นต์ และเนื่องจากมีแค็ตตาล็อกเพลงอยู่มากกว่า ทำให้ Apple สามารถอ้างได้ว่า iTunes ขายเพลงส่วนใหญ่ได้ถูกกว่า Amazon  สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาอีกก็คือผู้ซื้อเพลงซึ่งได้รับการยกเลิกเรื่องลิขสิทธิ์ หรือ DRM ( Digital Right Management ) จะได้ความเร็วที่ 256 kpbs ซึ่งอยู่ในระดับคุณภาพเดียวกับ Amazon  เท่านั้นยังไม่พอ Apple ยังแถมด้วยการให้ลูกค้าสามารถกลับไปยกเลิกค่าลิขสิทธิ์ DRM จากห้องสมุดเพลงที่มีอยู่ด้วย แต่ยังต้องจ่ายในราคา 30 เซ็นต์ต่อเพลง  นำไปสู่ข้อสรุปว่ายังมีข้อชี้วัดน้อยมากว่าการยกเลิก DRM หรือเสนอขายเพลงในราคาต่ำลง 10 เซ็นต์จะทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

รัสส์ ครุปนิค ( Russ Crupnick )  นักวิเคราะห์อาวุโสแห่ง NPD กล่าวว่า เรื่องราวทั้งหมดซึ่งเปรียบได้กับเรื่องเดวิดกับยักษ์โกไลแอ็ต เป็นการพูดที่ให้ความสำคัญกันมากเกินไป เพราะสิ่งที่ได้เห็นจากการติดตามดูกิจการของ Amazon ก็คือมีการทับซ้อนกันน้อยมากระหว่างลูกค้าของ Amazon กับ Apple  และมีหลักฐานน้อยมากที่จะบ่งบอกว่า Amazon กำลังจะหายใจรดต้นคอหรือกำลังกลืนกินธุรกิจของ Apple

ครุปนิคกล่าวว่านั่นหมายความว่าการแข่งขันกับ iTunes จะต้องทำมากกว่าแค่การลดราคาเพลงลง และเขาไม่คิดว่าเรื่องราคาจะกลายเป็นประเด็นอีกต่อไป เพราะความจริงก็คือทั้ง Apple และ Amazon ต่างก็ให้มูลค่าที่ดีอยู่แล้ว Apple ยังมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นมากเพราะมีทั้ง iPod และ iTunes แม้คนที่ไม่ได้ซื้อเพลงจาก iTunes ก็สามารถจัดการกับห้องสมุดเพลงของพวกเขาได้ สิ่งที่เราได้เห็นแล้วก็คือคนที่ต้องการจะฟังซิงเกิ้ลล่าสุดของ Akon ก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อในราคา 1.29 ดอลลาร์ แต่จะได้ราคาต่ำกว่านั้นเพราะ Apple สามารถที่จะเสนอขายเป็นแพ็คเกจหรือทำอะไรได้มากกว่านั้น

ครุปนิค ยืนยันว่า เรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะถ้าสำคัญจริง ราคาที่ถูกกว่าก็คงทำให้ลูกค้าของ Apple หนีไปอยู่กับ Amazon มากขึ้นแล้วตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

นั่นหมายความว่า Apple จะยังคงครองความเป็นเจ้ายุทธจักรเพลงดิจิตอลต่อไปใช่หรือไม่?

เรื่องนี้ครุปนิคตอบว่าเขาเห็นว่าคู่แข่งที่มีศักยภาพดูสมน้ำสมเนื้อพอที่จะขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงกับ Apple ได้ก็คือ My Space Music  เพราะเป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นโดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่และ News Corp.ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนดความเจริญเติบโตในการขายเพลงออนไลน์  ยุทธศาสตร์ที่ My Space กำลังจะสู้กับ Apple ก็คือโอกาสในการทำตลาดเพลงที่มีลูกค้าทั่วโลกกว่า 100 ล้านคนโดยวางเป้าให้ My Space เป็นฮับหรือศูนย์รวมของเพลง บริการของ My Space จะรวมถึงการดาวน์โหลดเพลงฟรีไว้ใน PC และการขายตั๋วคอนเสิร์ต จะเป็นบริการแบบ one-stop สำหรับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเพลง

ครุปนิค ทิ้งท้ายว่าสรุปก็คือร้านจำหน่ายเพลงดิจิตอลเปรียบไปก็เหมือนกับธนาคาร ซึ่งประชาชนทั่วไปมักไม่ค่อยอยากเปลี่ยนบัญชิยกเว้นมีเหตุผลที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น และเขาเองก็ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Apple แต่อย่างใด แต่ก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลเพียงพอว่าทำไมจะต้องเปลี่ยนใจจาก Apple หันไปหาเจ้าอื่น แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องการให้ iTunes ให้บริการที่ดีขึ้นในการช่วยค้นหาเพลงใหม่ๆพร้อมกับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น รวมทั้งการช่วยจัดการกับภารกิจอื่นๆเช่นการบริหารห้องสมุดเพลงรวมถึงการทำงานที่สอดคล้องกับ iPod  ให้สมกับที่ Apple ยังครองความเป็นเจ้ายุทธจักรในวงการนี้อย่างชัดเจน

นี่ก็เป็นเพียงมุมมองของนักวิเคราะห์คนหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าย้อนกลับไปดูมุมมองของ Amazon ที่ตัดสินใจเปิดร้านจำหน่ายเพลงดิจิตอลก็จะเห็นเหตุผลอีกหลายประการ

Amazon.com ถือเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซประกาศว่าพร้อมที่จะเสนอเพลงกว่า 12,000 เพลงในรูปของ MP3 โดยไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ดิจิตอลหรือ DRM  ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้เกิดขึ้นหลังจากต้องสู้รบปรบมือกับหลายบริษัทเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และการละเมิดลิขสิทธิ์

Jeff Bazos ประธานบริหารของ Amazon กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของ MP3 ก็คือเพลงทุกเพลงที่ลูกค้าซื้อไปจาก Amazon นั้นจะปลอดจาก DRM ทำให้สามารถเล่นได้กับอุปกรณ์การเล่นทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น PC หรือ iPod   Zunes หรือ Zens  เช่นเดียวกับการเบิร์นเพลงลงบน CD สำหรับใช้ส่วนบุคคล

นอกจากนั้น Amazon ยังประกาศว่าได้ร่วมมือกับ EMI Music เพื่อเสนอเพลงจากแค็ตตาล็อก ดิจิตอล และในฐานะเป็นร้านเพลงดิจิตอล Amazon จะเสนอเพลงใหม่ของ EMI รวมทั้งการดาวน์โหลดโดยปราศจาก DRM ในระดับ premium โดยจะมีการประกาศเรื่องรายละเอียดของราคาอีกครั้ง และนี่นับเป็นการทำข้อตกลงกับ EMI เป็นครั้งที่ 2 แล้วนับตั้งแต่เริ่มประกาศว่าจะเสนอการดาวน์โหลดเพลงโดยปราศจาก DRM ในราคาพิเศษ

ก่อนหน้านี้ EMI และ Apple ก็เคยทำข้อตกลงในลักษณะเดียวกันให้กับร้าน iTunes ในราคา 1.29 ดอลลาร์ต่อเพลง ส่วนเพลงที่ยังติดลิขสิทธิ์ DRM จะจำหน่ายที่ 99 เซ็นต์ต่อเพลง อย่างไรก็ตามราคาอัลบั้มที่ปลอดจาก DRM  จะเป็นราคาเดียวกับเพลงที่ใช้เทคโนโลยี DRM

EMI ยังได้ลงนามข้อตกลงลักษณะเดียวกันในต่างประเทศด้วยเช่นกันกับ VirginMega ในฝรั่งเศสซึ่งให้บริการดาวน์โหลดเพลงของ EMI ที่ปลอดจาก DRM  เช่นเดียวกับผู้จำหน่ายเพลงออนไลน์ในแถบสแกนดิเนเวียและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่าง Telenor,Musicbrigade และ Aspiro

บริษัทเพลงค่ายอื่นๆที่ได้ทดสอบคอนเซ็ปต์ดาวน์โหลดโดยปลอดจาก DRM ยังรวมถึง Jessica Simpson Epic ของ Sony BMG ซึ่งได้ร่วมมือกับ Yahoo Music  เมื่อปีที่แล้วโดยเสนอซิงเกิ้ลของ Jessica Simpson

แต่ค่ายเพลงอย่าง Universal Music Group และ Warner Music Group ต่างก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการประกาศของ EMI รวมถึงแผนการจัดการเรื่อง DRM

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

User Name: Marketing Oops! Admin

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ 4 = eight

Recent Posts

Facebook