Amazon ท้าชน Apple

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

นับตั้งแต่ Amazon เริ่มขายเพลงดิจิตอลด้วยการเสนอราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งคือ Apple ทำให้เกิดข้อสงสัยในบรรดาแฟนพันธุ์แท้ของ iTunes ว่าอุตสาหกรรมเพลงกำลังเข้าข้างหรือเป็นหุ้นส่วนกับ Amazon หรือไม่

แอปเปิลได้ประกาศในงาน MacWorld ว่ากำลังจะยกเลิกซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ปกป้องอยู่และเปลี่ยนนโยบายด้านราคา ทำให้แฟนๆของ iTunes จำนวนมากเริ่มจะมีความเชื่ออย่างที่เคยหวั่นๆกันอยู่ว่าค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ค่ายกำลังจะให้ราคาพิเศษกับ Amazon

amazon

itune

แต่บรรดาคนวงในของอุตสาหกรรมเพลงจำนวนหนึ่งซึ่งรับรู้เรื่องราวการเจรจาให้ข้อมูลว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

ความกังขาในเรื่องนี้ดำเนินมายาวนานแล้วว่าบริษัทเพลงต้องการที่จะช่วยเหลือ Amazon เพื่อให้สามารถแข่งขันบริการด้านเพลงกับยักษ์ใหญ่ของวงการอย่าง Apple ได้ บริษัทเพลงมีความหวังว่าจะทำให้เกิดทางเลือกมากกว่า iTunes และลดการผูกขาดหรือครองตลาดยอดขายเพลงของ Apple ลงได้บ้าง  แต่แหล่งข่าวในวงการนี้บอกว่าความจริงแล้ว Amazon วอลท์มาร์ทหรือไม่ว่ารายใดๆที่ขายเพลงดาวน์โหลดล้วนแต่ต้องจ่ายค่าเพลงในราคาเดียวกับApple ทั้งนั้น แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่าตราบใดที่ผู้ค้าปลีกต้องจ่ายเงินให้กับค่ายเพลง พวกเขาก็สามารถขายเพลงเพื่ออะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ นั่นก็หมายความว่าAmazon ซึ่งเสนอขายเพลงในราคาต่ำกว่า Apple 10 เซ็นต์จากราคามาตรฐานเก่าของ Apple ที่ 99 เซ็นต์ ได้ยอมที่จะขาดทุนในการขายเพลง เพราะในความเป็นจริงแล้วกำไรที่ Apple ได้จากการขายเพลงนั้นได้แค่ไม่กี่เพนนีต่อเพลงเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนำไปสู่ข้อสรุปว่า ที่ว่าแรงจูงใจของ Amazon นั้นชัดเจนว่าต้องการที่จะต่อสู้กับผู้ขายเพลงรายใหญ่ที่สุดของประเทศและผู้ผลิตเครื่องเล่นเพลงที่ขายดีที่สุด เพื่อให้ Amazon ได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้การแข่งขันดุเดือดและยากลำบากมากขึ้น ส่งผลให้ Apple ประกาศว่าจะยกเลิกการจัดการเรื่องลิขสิทธิ์เพลงดิจิตอลและปล่อยให้ราคาเพลงยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นรวมถึงการตัดราคาแค็ตตาล็อกไตเติ้ลหรือเพลงเก่าๆลงให้เหลือ 69 เซ็นต์ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายสำหรับคู่แข่งโดยเฉพาะ Amazon ซึ่งยังไม่มีตัวแทนออกมาให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องยากสำหรับ iTunes ที่จะยกเลิกลิขสิทธิ์เพลงให้กับลูกค้าที่ดาวน์โหลด แต่ในที่สุดต้องยอมทำเพราะพบว่าการโหลดเพลงจากเว็บต่างๆเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว

Amazon ได้เปิดร้านจำหน่าย MP3 เมื่อเดือนกันยายน 2007 ด้วยความพยายามที่จะชูจุดขายว่าลูกค้าสามารถจะซื้อเพลงในราคาที่ถูกกว่า แต่มีคุณภาพสูงกว่าและปลอดจากเรื่องลิขสิทธิ์  ขณะที่ iTunes ใช้กลยุทธ์เพิ่มราคาเพลงฮิตติดอันดับขึ้น 30 เซ็นต์หรืออยู่ที่ 1.29 ดอลลาร์ แล้วไปลดราคาแค็ตตาล็อกไตเติ้ลลง 30 เซ็นต์ และเนื่องจากมีแค็ตตาล็อกเพลงอยู่มากกว่า ทำให้ Apple สามารถอ้างได้ว่า iTunes ขายเพลงส่วนใหญ่ได้ถูกกว่า Amazon  สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาอีกก็คือผู้ซื้อเพลงซึ่งได้รับการยกเลิกเรื่องลิขสิทธิ์ หรือ DRM ( Digital Right Management ) จะได้ความเร็วที่ 256 kpbs ซึ่งอยู่ในระดับคุณภาพเดียวกับ Amazon  เท่านั้นยังไม่พอ Apple ยังแถมด้วยการให้ลูกค้าสามารถกลับไปยกเลิกค่าลิขสิทธิ์ DRM จากห้องสมุดเพลงที่มีอยู่ด้วย แต่ยังต้องจ่ายในราคา 30 เซ็นต์ต่อเพลง  นำไปสู่ข้อสรุปว่ายังมีข้อชี้วัดน้อยมากว่าการยกเลิก DRM หรือเสนอขายเพลงในราคาต่ำลง 10 เซ็นต์จะทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

รัสส์ ครุปนิค ( Russ Crupnick )  นักวิเคราะห์อาวุโสแห่ง NPD กล่าวว่า เรื่องราวทั้งหมดซึ่งเปรียบได้กับเรื่องเดวิดกับยักษ์โกไลแอ็ต เป็นการพูดที่ให้ความสำคัญกันมากเกินไป เพราะสิ่งที่ได้เห็นจากการติดตามดูกิจการของ Amazon ก็คือมีการทับซ้อนกันน้อยมากระหว่างลูกค้าของ Amazon กับ Apple  และมีหลักฐานน้อยมากที่จะบ่งบอกว่า Amazon กำลังจะหายใจรดต้นคอหรือกำลังกลืนกินธุรกิจของ Apple

ครุปนิคกล่าวว่านั่นหมายความว่าการแข่งขันกับ iTunes จะต้องทำมากกว่าแค่การลดราคาเพลงลง และเขาไม่คิดว่าเรื่องราคาจะกลายเป็นประเด็นอีกต่อไป เพราะความจริงก็คือทั้ง Apple และ Amazon ต่างก็ให้มูลค่าที่ดีอยู่แล้ว Apple ยังมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นมากเพราะมีทั้ง iPod และ iTunes แม้คนที่ไม่ได้ซื้อเพลงจาก iTunes ก็สามารถจัดการกับห้องสมุดเพลงของพวกเขาได้ สิ่งที่เราได้เห็นแล้วก็คือคนที่ต้องการจะฟังซิงเกิ้ลล่าสุดของ Akon ก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อในราคา 1.29 ดอลลาร์ แต่จะได้ราคาต่ำกว่านั้นเพราะ Apple สามารถที่จะเสนอขายเป็นแพ็คเกจหรือทำอะไรได้มากกว่านั้น

ครุปนิค ยืนยันว่า เรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะถ้าสำคัญจริง ราคาที่ถูกกว่าก็คงทำให้ลูกค้าของ Apple หนีไปอยู่กับ Amazon มากขึ้นแล้วตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

นั่นหมายความว่า Apple จะยังคงครองความเป็นเจ้ายุทธจักรเพลงดิจิตอลต่อไปใช่หรือไม่?

เรื่องนี้ครุปนิคตอบว่าเขาเห็นว่าคู่แข่งที่มีศักยภาพดูสมน้ำสมเนื้อพอที่จะขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงกับ Apple ได้ก็คือ My Space Music  เพราะเป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นโดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่และ News Corp.ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนดความเจริญเติบโตในการขายเพลงออนไลน์  ยุทธศาสตร์ที่ My Space กำลังจะสู้กับ Apple ก็คือโอกาสในการทำตลาดเพลงที่มีลูกค้าทั่วโลกกว่า 100 ล้านคนโดยวางเป้าให้ My Space เป็นฮับหรือศูนย์รวมของเพลง บริการของ My Space จะรวมถึงการดาวน์โหลดเพลงฟรีไว้ใน PC และการขายตั๋วคอนเสิร์ต จะเป็นบริการแบบ one-stop สำหรับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเพลง

ครุปนิค ทิ้งท้ายว่าสรุปก็คือร้านจำหน่ายเพลงดิจิตอลเปรียบไปก็เหมือนกับธนาคาร ซึ่งประชาชนทั่วไปมักไม่ค่อยอยากเปลี่ยนบัญชิยกเว้นมีเหตุผลที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น และเขาเองก็ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Apple แต่อย่างใด แต่ก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลเพียงพอว่าทำไมจะต้องเปลี่ยนใจจาก Apple หันไปหาเจ้าอื่น แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องการให้ iTunes ให้บริการที่ดีขึ้นในการช่วยค้นหาเพลงใหม่ๆพร้อมกับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น รวมทั้งการช่วยจัดการกับภารกิจอื่นๆเช่นการบริหารห้องสมุดเพลงรวมถึงการทำงานที่สอดคล้องกับ iPod  ให้สมกับที่ Apple ยังครองความเป็นเจ้ายุทธจักรในวงการนี้อย่างชัดเจน

นี่ก็เป็นเพียงมุมมองของนักวิเคราะห์คนหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าย้อนกลับไปดูมุมมองของ Amazon ที่ตัดสินใจเปิดร้านจำหน่ายเพลงดิจิตอลก็จะเห็นเหตุผลอีกหลายประการ

Amazon.com ถือเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซประกาศว่าพร้อมที่จะเสนอเพลงกว่า 12,000 เพลงในรูปของ MP3 โดยไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ดิจิตอลหรือ DRM  ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้เกิดขึ้นหลังจากต้องสู้รบปรบมือกับหลายบริษัทเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และการละเมิดลิขสิทธิ์

Jeff Bazos ประธานบริหารของ Amazon กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของ MP3 ก็คือเพลงทุกเพลงที่ลูกค้าซื้อไปจาก Amazon นั้นจะปลอดจาก DRM ทำให้สามารถเล่นได้กับอุปกรณ์การเล่นทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น PC หรือ iPod   Zunes หรือ Zens  เช่นเดียวกับการเบิร์นเพลงลงบน CD สำหรับใช้ส่วนบุคคล

นอกจากนั้น Amazon ยังประกาศว่าได้ร่วมมือกับ EMI Music เพื่อเสนอเพลงจากแค็ตตาล็อก ดิจิตอล และในฐานะเป็นร้านเพลงดิจิตอล Amazon จะเสนอเพลงใหม่ของ EMI รวมทั้งการดาวน์โหลดโดยปราศจาก DRM ในระดับ premium โดยจะมีการประกาศเรื่องรายละเอียดของราคาอีกครั้ง และนี่นับเป็นการทำข้อตกลงกับ EMI เป็นครั้งที่ 2 แล้วนับตั้งแต่เริ่มประกาศว่าจะเสนอการดาวน์โหลดเพลงโดยปราศจาก DRM ในราคาพิเศษ

ก่อนหน้านี้ EMI และ Apple ก็เคยทำข้อตกลงในลักษณะเดียวกันให้กับร้าน iTunes ในราคา 1.29 ดอลลาร์ต่อเพลง ส่วนเพลงที่ยังติดลิขสิทธิ์ DRM จะจำหน่ายที่ 99 เซ็นต์ต่อเพลง อย่างไรก็ตามราคาอัลบั้มที่ปลอดจาก DRM  จะเป็นราคาเดียวกับเพลงที่ใช้เทคโนโลยี DRM

EMI ยังได้ลงนามข้อตกลงลักษณะเดียวกันในต่างประเทศด้วยเช่นกันกับ VirginMega ในฝรั่งเศสซึ่งให้บริการดาวน์โหลดเพลงของ EMI ที่ปลอดจาก DRM  เช่นเดียวกับผู้จำหน่ายเพลงออนไลน์ในแถบสแกนดิเนเวียและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่าง Telenor,Musicbrigade และ Aspiro

บริษัทเพลงค่ายอื่นๆที่ได้ทดสอบคอนเซ็ปต์ดาวน์โหลดโดยปลอดจาก DRM ยังรวมถึง Jessica Simpson Epic ของ Sony BMG ซึ่งได้ร่วมมือกับ Yahoo Music  เมื่อปีที่แล้วโดยเสนอซิงเกิ้ลของ Jessica Simpson

แต่ค่ายเพลงอย่าง Universal Music Group และ Warner Music Group ต่างก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการประกาศของ EMI รวมถึงแผนการจัดการเรื่อง DRM


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Top