
หากย้อนกลับไปตลาด “สินค้าอุปโภคบริโภค” หรือ “FMCG” (Fast Moving Consumer Goods) เดิมทีเน้นแบรนด์ สินค้า การสื่อสาร โปรโมชัน และการกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคให้ได้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้จัก คุ้นเคย และซื้อซ้ำ แต่ปัจจุบันตลาดมี dynamic สูงขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม เทคโนโลยี เทรนด์ และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วขึ้น ขณะเดียวกันยังเจอปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์เศรษฐกิจ, ภูมิรัฐศาสตร์, สังคมและสิ่งแวดล้อม
ความท้าทายในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การทำให้สินค้าขายได้เท่านั้น แต่ต้อง “เข้าใจชีวิตผู้บริโภคและบริบทของสังคม” ที่เปลี่ยนไป พร้อมเร่ง “Speed” คิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง และวางจำหน่ายให้ได้เร็ว
ทิศทางนี้สะท้อนผ่านกลยุทธ์ “ยูนิลีเวอร์” (Unilever) เดินหน้าผสานวิทยาศาสตร์ระดับโลก ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ผ่านระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation Ecosystem) และการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและการผลิต
จากกลยุทธ์ของ “ยูนิลีเวอร์” ในฐานะเป็นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม FMCG ระดับโลก ยังเป็นสัญญาณสะท้อนถึง “เทรนด์” ในตลาด FMCG ด้วยเช่นกัน

เจาะลึก 5 กลยุทธ์ “ยูนิลีเวอร์”
1. Data, AI และ Insight เข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก
ยูนิลีเวอร์นำ AI ขั้นสูง และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data) มาใช้ทำความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม และเทรนด์ทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ ของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ การผสานข้อมูลธุรกิจ การค้นหา (Search) พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย และเทรนด์ไลฟ์สไตล์ ทำให้บริษัทพบข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริงอย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- เห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
- คาดการณ์ความคาดหวังที่กำลังเปลี่ยนแปลง
- ออกแบบนวัตกรรมที่สอดรับกับวิถีชีวิตจริงของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
ปัจจุบันเครื่องมือ AI ที่ใช้ สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีแทนที่จะต้องใช้เวลาหลายวัน ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและรวดเร็ว ทั้งยังรับรองได้ว่านวัตกรรมใหม่ ๆ จะตอบโจทย์และมีเป้าหมายชัดเจน

2. เปลี่ยน “วิทยาศาสตร์” เป็น “นวัตกรรมที่มีคุณค่า” (Meaningful Innovation)
วิทยาศาสตร์ระดับโลกยังเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวของยูนิลีเวอร์ ซึ่งมีเครือข่ายการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม FMCG ประกอบด้วย
- นักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน โดยเป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอก (PhD) กว่า 500 คน
- สิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก
ยูนิลีเวอร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านการจำลองแบบขั้นสูง (Advanced Modeling) ระบบหุ่นยนต์, ระบบอัตโนมัติ และการวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI

3. ประเทศไทย ฐานวิจัย–พัฒนา และผลิต ส่งออกไปทั่วโลก
สำหรับยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของยูนิลีเวอร์ระดับโลก โดยมี ศูนย์วิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ 98 คนที่ร่วมกันคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและเทรนด์ของผู้บริโภคชาวไทย พร้อมส่งออกไปยังตลาดโลก
โดยมีผลิตภัณฑ์ชั้นนำมากมายที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย อาทิ
- วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) ทุกสูตร เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ
- คนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder)
- ซันซิล บาวน์ซี่ บิ๊ก แฮร์ (Sunsilk Bouncy Big Hair) ปลุกฟาร์มผมหนา
“ประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านความงาม และอาหาร เราได้ผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกเข้ากับความเข้าใจผู้บริโภคในท้องถิ่น ช่วยให้ยูนิลีเวอร์สามารถพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ และความต้องการที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ระบบการวิจัยและพัฒนาที่เชื่อมโยงถึงกัน และขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ยังทำให้การคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ สามารถออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย” คุณอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติม

4. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด “SASSY Framework” สร้างความต้องการในวงกว้าง (Desire at Scale)
ยูนิลีเวอร์มีหลักการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายใต้กรอบ “SASSY” เป็น Framework ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มอบประสบการณ์ และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ซึ่งประกอบไปด้วย
- Science (วิทยาศาสตร์)
- Aesthetics (สุนทรียศาสตร์)
- Sensorials (ประสาทสัมผัส)
- Shared by Others (การแบ่งปัน/บอกต่อ)
- Young Spirited (มีจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่)
นอกเหนือจากประสิทธิภาพการใช้งาน ยูนิลีเวอร์ยังมุ่งเน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวยงามโดดเด่นน่าดึงดูดใจ เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ทางวัฒนธรรม และส่งเสริมประสบการณ์การใช้งานที่น่าตื่นเต้น

5. ทำราคาสินค้า “เข้าถึงได้” ในยุคค่าครองชีพสูง
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของยูนิลีเวอร์ คือ การทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ในราคาที่ย่อมเยา และกระจายสินค้าครอบคลุมทุกช่องทางการขาย ทั้ง Modern Trade, Traditional Trade และออนไลน์
รวมทั้งทำโปรโมชั่นกับโครงการภาครัฐ เช่น ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ของกระทรวงพาณิชย์ มีเป้าหมายในการช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริโภค และจับมือกับพันธมิตรร้านค้ากว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศ ทำแคมเปญยูนิลีเวอร์ ลดช่วยไทย ลดราคาสินค้า 50% เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างที่สุด
คุณอาซีม ขยายความเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพมากขึ้น การทำให้ผลิตภัณฑ์มีราคาย่อมเยาและเข้าถึงได้ พร้อมไปกับการพัฒนานวัตกรรม คุณภาพสินค้าที่ดีขึ้น เป็นความรับผิดชอบของยูนิลีเวอร์ ในฐานะที่เป็นบริษัท FMCG ระดับโลก
โดยทุกครั้งที่ออกสินค้าใหม่ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับราคาเข้าถึงได้เสมอ ซึ่งการรักษาระดับราคา มาจากการลงทุนใน Scale ขนาดใหญ่ระดับโลก ทั้งด้าน R&D, ฐานการผลิตทั่วโลก ทำให้เราสามรถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย นวัตกรรมจึงไม่เพียงเป็นการปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า และการสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกและไว้วางใจอยู่เสมอ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของยูนิลีเวอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ ๆ ทั้งในด้านสุขภาพ ความงาม และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยนำศักยภาพระดับโลกของยูนิลีเวอร์มาส่งมอบนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างครอบคลุม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง”

จากกลยุทธ์ยูนิลีเวอร์ สู่ 8 เทรนด์ “FMCG” ที่น่าจับตา
เมื่อมองผ่านกลยุทธ์ของยูนิลีเวอร์ จะเห็นว่า สิ่งที่บริษัทกำลังทำ ไม่ได้สะท้อนเพียงแผนธุรกิจของแบรนด์รายใหญ่ แต่ยังทำให้เห็นสัญญาณสำคัญของตลาด FMCG ที่กำลังเปลี่ยนไป ทั้งในแง่พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี นวัตกรรม ราคา และบทบาทของสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน จากกลยุทธ์ดังกล่าว พอจะถอดออกมาเป็นเทรนด์ FMCG ที่น่าจับตา ประกอบด้วย
เทรนด์ 1: AI-driven Innovation ใช้ AI อ่านอินไซต์และเร่งนวัตกรรมสินค้าใหม่สู่ตลาด
ปัจจุบันผู้ผลิตในตลาด FMCG รายใหญ่ผสานการใช้ Data, Insights เข้ากับเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ และทำการทดลองโมเดลสินค้าใหม่ เพื่อนำเสนอสินค้านวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดให้เร็วยิ่งขึ้น
อย่าง “บรีส ซักด่วน” (Breeze Quick Wash) นวัตกรรมพลิกโฉมการซักผ้าที่ยูนิลีเวอร์พัฒนาขึ้นในเวลาเพียง 15 เดือนด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูง การจำลองแบบด้วย AI และระบบหุ่นยนต์ โดยออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความ “เร่งรีบ” และ “รวดเร็ว”
“แนวโน้มการพัฒนานวัตกรรมใหม่จะเร็วยิ่งขึ้น โดยเพาะการใช้ AI ทดลองคอนเซ็ปต์ใหม่ได้เร็วขึ้น จากเดิมใช้เวลาปีครึ่ง แต่ปัจจุบัน 3-6 เดือน มีนวัตกรรมใหม่มาแล้ว เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ที่เปลี่ยนเร็ว เราต้องพยายามตามให้ทัน ดังนั้นต้องพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ให้เร็วขึ้น” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาด FMCG

เทรนด์ 2: สินค้าต้องมี “หลักวิทยาศาสตร์” รองรับ
ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น และสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การพัฒนาสินค้า FMCG ยุคใหม่ ที่จะสามารถสร้าง Consumer Trust ได้นั้น ต้องมีหลักทางวิทยาศาสตร์รองรับ และเชื่อมโยงกับ Insights หรือความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำให้สินค้าเป็นโซลูชัน ให้กับผู้บริโภค สะท้อนว่า FMCG ยุคใหม่ต้องสามารถอธิบายได้ว่านวัตกรรมนั้นๆ จะช่วยให้ “ดีขึ้นเพราะอะไร และดีขึ้นอย่างไร” ไม่ใช่แค่บอกว่าดีขึ้นเท่านั้น
อย่างเช่น โดฟ ยูวี เฟอรูลิก+ ยูวี รีแพร์ & โกลว์ แดเมจ เทอราพี (Dove UV Ferulic+ UV Repair & Glow Damage Therapy) ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผมเสียจากรังสียูวี ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศที่มีอากาศร้อนและแดดจัด หรือ สปาร์คกลิ้ง โกลว์ (LUX Sparkling Glow) ที่ผสานศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์น้ำหอม และเทรนด์การบำรุงผิว

เทรนด์ 3: ผู้บริโภคมีความเป็น “Value Seeker” สินค้าคุณภาพดี ในราคาคุ้มค่า
แม้ปัจจุบันค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคไทยไม่ได้ลดทอนมาตรฐานคุณภาพ และยังเป็น Value Seeker คือ ผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี ในราคาคุ้มค่า ซึ่งคำว่าคุ้มค่าในทีนี้ ไม่ได้หมายถึงต้องถูกที่สุด แต่มองว่าเงินที่จ่ายไปนั้น คุ้มค่ากับคุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และปริมาณสินค้าหรือไม่
อย่างเวลานี้ผู้บริโภคไทยหันมาซื้อสินค้า Big Size หรือ Mega Size เช่น แชมพูไซส์ใหญ่ที่ใช้ได้นาน 3-4 เดือน หรือซองเติมขนาด 2 ลิตร, 3 ลิตรที่ขายดีขึ้น
ขณะเดียวกันด้วยความที่ประเทศไทยมีทางเลือกในการช้อปหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้อ รวมไปถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ
ดังนั้นพบว่าผู้บริโภคไทยเปรียบเทียบราคาผ่านช่องทางการขายต่างๆ มากขึ้น และบางครั้งยังไม่ตัดสินใจซื้อทันที เช่น ซื้อออนไลน์ จะกดสินค้าใส่ตะกร้าไว้ก่อน และรอโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจซื้อ

เทรนด์ 4: “Health & Wellness” ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย
อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญของตลาด FMCG คือ Health & Wellness ยิ่งปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ดังนั้นทิศทางการพัฒนาสินค้าและการทำตลาด จึงมุ่งตอบโจทย์สุขภาพและการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เทรนด์ Health & Wellness ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดผู้สูงวัยเท่านั้น แต่เป็นโอกาสของสินค้ากลุ่ม Beauty, Personal Care, Healthcare รวมทั้ง Well-being ต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจ ดูแลตัวเอง และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในทุกช่วงวัย

เทรนด์ 5: “ครอบครัว” และ “การอยู่อาศัย” เปลี่ยนแปลงไป โอกาสใหม่ของตลาด FMCG
ปัจจุบันนิยามของครอบครัวและการอยู่อาศัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ครอบครัวเดี่ยว หรือครอบครัวขยายแบบเดิม แต่บ้านยุคใหม่มีหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น
- SINKs (Single Income No Kids) คนโสดที่มีรายได้และไม่มีลูก
- กลุ่ม DINKs (Double Income No Kids) คู่รักหรือคู่แต่งงานที่มีรายได้ทั้งคู่และไม่มีลูก
- กลุ่ม Pet Parent ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นลูก
- ครอบครัวหลายเจเนอเรชัน
กลุ่มครอบครัว และการอยู่อาศัยที่หลากหลายขึ้น ย่อมมีความต้องการแตกต่างกัน จึงเป็นโอกาสใหม่ของตลาด FMCG ในการพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม แต่ละครอบครัว

เทรนด์ 6: สร้างประสบการณ์ลูกค้าด้วย “Emotional Value”
จาก “SASSY Framework” แนวคิดในการพัฒนาสินค้าของยูนิลีเวอร์ จะเห็นได้ว่านอกจาก Functional Value แล้ว ยังมีมิติ Emotional Value ผ่านแกน “Aesthetics” และ “Sensorials” ทั้งรูปลักษณ์ เนื้อสัมผัส กลิ่น ความรู้สึก และการสร้างความผูกพันทางอารมณ์
การสร้าง Emotional Value ช่วยสร้าง Customer Experience และความแตกต่างให้กับแบรนด์ ท่ามกลางตลาด FMCG ที่มีหลายแบรนด์ และสินค้าบางอย่างมีฟังก์ชันใกล้เคียงกัน
ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ และประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เนื้อสัมผัส ความสบายผิว หรือความรู้สึกพรีเมียม สามารถเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคพิจารณาเลือกซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำ

เทรนด์ 7: บอกต่อ–รีวิว พลังสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้า FMCG
ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความเชื่อถือและไว้วางใน “การบอกต่อ” “รีวิว” และ “เสียงจากผู้ใช้จริง” มาก ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำจากคนใกล้ตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน คอมมูนิตี้ออนไลน์ต่างๆ ไปจนถึงคอนเทนต์รีวิวจาก Influencer ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการสร้างความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคนี้
อย่างใน “SASSY Framework” ของยูนิลีเวอร์ หนึ่งในแกนสำคัญ คือ “Shared by Others” หรือการทำให้สินค้าเกิดการบอกต่อและรีวิว โดย Influencer Marketing กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของยูนิลีเวอร์ใช้สื่อสารแบรนด์และผลิตภัณฑ์ไปยังผู้บริโภคแต่ละเซ็กเมนต์ได้โดยตรง
ปัจจุบันยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย มีเครือข่ายครีเอเตอร์ในไทยกว่า 105,000 คน ครอบคลุมทั้ง KOLs และ Affiliates สร้างคอนเทนต์รวมมากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อปี หรือเฉลี่ย 2,900 คอนเทนต์ต่อวัน
เมื่อมองภาพรวมของตลาด FMCG การใช้ Influencer และเสียงจากผู้บริโภคจริง จึงไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือโปรโมทสินค้า แต่กลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่า Brand story ไปจนถึงด้านสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ต้องเห็นผลลัพธ์จากการใช้ ดังนั้นประสบการณ์จริง หรือรีวิวจริง จึงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

เทรนด์ 8: สร้างระบบความยั่งยืนตลอดทั้ง Value Chain
ด้วยความที่อุตสาหกรรม FMCG ผลิตสินค้าที่อยู่คู่ครัวเรือนและอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลบ้าน ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ “การสร้างความยั่งยืน” ในอุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวสินค้า แต่เกี่ยวข้องทั้งระบบ “Value Chain” ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ การผลิต บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การจัดจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ตลอดจนการจัดการขยะและการนำพลาสติกกลับมารีไซเคิล
ทิศทางนี้สะท้อนผ่านเป้าหมายด้านความยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ
- Climate: ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตลอดทั้ง Value Chain ภายในปี 2039
- Nature: การฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติและเกษตรกรรม
- Plastics: การลดการใช้ Virgin Plastic รวมทั้งทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้
- Livelihoods: การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อย ซัพพลายเออร์ และผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย
Sustainability ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสชั่วคราว ไม่ใช่เรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ และไม่ใช่แค่มิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “Sustainability in Process” การฝังความยั่งยืนเข้าไปในกระบวนการดำเนินธุรกิจตลอดทั้ง Value Chain ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานการแข่งขันของตลาด FMCG และปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจเลือกแบรนด์







