103.58.148.118

Seminar and Event

Ξ Leave a comment

พิชิต 100 ล้าน อย่างไรในมุมคิดแบบ “ต่อ ธนญชัย-เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์”

posted by  2,567 views

scb hili

การสัมนา แกะรอย 100 ล้าน ตอน THE NEXT FOURWARD จะเป็นอีกครั้งที่ได้เปิดมุมมองที่สุดแห่งการก้าวสู่ผู้นำเทรนด์ธุรกิจ หลากมุมคิด พิชิตร้อยล้าน ร่วมปรับกลยุทธ์ ไอเดีย และโอกาสทางธุรกิจแบบ Forward ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตัวจริง และนักสร้างสรรค์ระดับประเทศ สู่การเป็น THE NEXT อายุน้อยร้อยล้าน

และสองบุคคลที่เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน รวมทั้งเป็นไอดอลของใครหลายคน ก็ได้มาให้แง่คิดและแรงบันดาลเติมไฟให้ชีวิต ในช่วง FORWARD DREAM TO MAKER ได้แก่ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับไทยระดับโลก และ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)

ธนญชัย ศรศรีวิชัย (ต่อ ฟีโนมีน่า)

tor1

ต้องให้ก่อน ถึงจะได้นี่คือคีย์สำคัญ

กับคำถามแรกว่า ทำอย่างไรงานถึงประสบความสำเร็จและออกมาโดนใจคนส่วนใหญ่ด้วย ต่อ ฟีโนมีน่า ให้เหตุผลว่า เวลาทำงานถ้าเราอยากให้ใครชอบผลงาน เราก็ต้องศึกษาก่อนว่าเขาเป็นยังไง เช่นทำให้คนไทยดูเราก็ต้องรู้ถึงความชอบของคนไทย ดูไปถึงพื้นเพ ชาติพันธุ์ ศึกษาให้ลึกไปถึงเซลล์สมองซีรีเบลลั่ม ว่าทำอย่างไรให้เขาหัวเราะหรือร้องไห้ได้ แต่ปัญหาที่เกิดส่วนใหญ่คือ คนมักจะอยากจะพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่ต้องการฟัง หรือคนอยากจะขายของ แต่ไม่ได้ศึกษาว่าคนเขาอยากจะซื้อหรือไม่ ตรงนี้ก็ทำให้ล้มเหลวได้ ต่อให้จ่ายเงินเป็นร้อยล้าน ถ้าพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากฟังก็ไร้ประโยชน์

“การที่คนเราอยากจะได้เงินของเขา ใจคิดแต่จะเอาเงินจากคนอื่นส่วนใหญ่จะไม่ได้ แต่เราจะต้องเริ่มที่การ ให้ก่อน ต้องทำให้เขารู้สึกว่าเขาได้ แล้วเขาถึงจะยอมจ่ายเงินให้เรา เรื่องมันง่ายแค่นี้ คนที่ให้มากกว่าคือคนที่คิดถึงคนอื่นก่อน นี่คือคีย์สำคัญ อย่าไปหวังรวยระยะสั้น อันนี้จบเลย”

“กินน้อยอยู่น้อย ชีวิตไม่รุงรัง”

เมื่อถามถึงการจะทำงานให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องทำอย่างไร ต่อ ตอบได้อย่างน่าสนใจ มันคือการคิดให้เขา หรือคิดให้ลูกค้าได้ประโยชน์มากที่สุด

ในกระบวนการหาเงินไม่ใช่เรื่องผิดที่จะหา แต่ต้องคิดให้จบ เวลาผมไปคุยกับปราชญ์ชาวบ้านผมก็เห็นว่าการกินน้อยอยู่น้อย ชีวิตไม่รุงรัง ก็มีความสุขดี ดังนั้น หากให้เปรียบกับการทำธุรกิจ ผมก็มองว่า 1.เราต้องคิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ 2.ให้เริ่มจากเล็กไปใหญ่ 3.ค่อยๆ ทำ และ 4.การศึกษาจากบทเรียนต่างๆ นี่คือบทสรุปอย่างง่าย”

โชว์ให้โลกเห็นว่า ‘ความง่าย’ มันเวิร์ค

หลักการสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่ ต่อ ย้ำกับเราอีกครั้ง โดยเขาบอกว่า “อยู่ให้ง่าย ตายให้เงียบ” ซึ่งเขาบอกว่าได้มันมาจากเมคอัพอาร์ทติสคนหนึ่งชื่อ พี่มหา ซึ่งพี่คนนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายซึ่งจะทำให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์ ส่วนตายให้เงียบนั้นหมายถึง การเข้าใจว่ามนุษ์เกิดมาก็ต้องตาย เวลาตายไม่ต้องจัดงานใหญ่โตเพราะเราไม่รับรู้อยู่แล้วว่าใครจะมางานของเรา

“ปัญหาพอเรา อยาก มันจะมีความฉิบหายเข้ามา เช่น อยากดัง คนก็รู้จักไปหมด กำลังแทะดูดกระดูกอยู่ก็ไม่ได้ละ เพราะกลัวช่างภาพมาถ่ายภาพ กินก็ไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นตัวตนคือภาวะที่รุงรัง ฉะนั้นก็อย่าเยอะ”

แต่แน่นอนว่าเวลาทำงานแล้ว จะต้องทำกับคนหมู่มาก ซึ่งเขาคงไม่ทำตัวง่ายเหมือนเราแน่นอน ต่อ ก็มีคำแนะนำให้เราจัดการคนกลุ่มนี้ว่า ก็ไม่ต้องไปสนใจ เรื่องของเขา แต่เราก็ทำตัวของเราให้เขาเห็นว่า ‘ความง่าย’ มันเวิร์ค อย่างไร โลกไม่ต้องวุ่นวาย

“โฆษณายุคใหม่ ใครชิงบอกหมดก่อน ชนะ”

นอกจากนี้ ต่อ ยังให้คำแนะนำในการสร้างแบรนด์ได้ลึกซึ้งว่า แบรนด์คือการทำให้คนอื่นเชื่อ แต่จะทำให้เชื่อได้นั้น คุณต้องเป็นฝ่าย ‘ให้’ ก่อน อย่าทำธุรกิจเพียงแค่หวังรวยเพียงอย่างเดียว แบรนด์คือเรื่องตัวตน ถ้าตัวตนไม่ดีก็ไม่มีใครรัก

อย่างการทำสินค้า SME ก็เหมือนกัน เราต้องสร้างแบรนด์ที่จริงใจที่สุด ที่ผ่านมาโฆษณาหลอกลวงเรามาตลอดหรือบอกเราแค่ครึ่งเดียว แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แล้วคนเริ่มรู้ความจริงแล้ว ดังนั้น โลกของการโฆษณายุคใหม่คือ ใครชิงบอกหมดก่อน คือ ชนะ!

“ไม่ปิดบัง โปร่งใส เพราะฉะนั้นธุรกิจเราต้องขัดเกลาให้ผ่องให้ดี  เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้อย่างดี ทำของให้ดี แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวอะไร”

สมุนไพร พืชเศรษฐกิจทางรอดแห่งอนาคต

แม้จะเต็มไปด้วยปรัชญาชีวิตแต่ต่อ ก็ชี้นำสินค้าที่เป็นช่องทางทำธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต โดยเขาฟังธงเลยว่า ธุรกิจเกี่ยวกับพืชสมุนไพร ไปรุ่งแน่!

“ผมฟันธงเลยว่าอนาคตแพงแน่ เพราะพื้นที่ทำการเกษตรน้อยลง ในขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่คนต้องกินต้องใช้ ความเครียดสูง ดังนั้น อะไรที่เกี่ยวกับธรรมชาติ  จะเป็นปลายทางของอนาคตทั้งหมด ไม่เกิน 5 ปีสิ่งนี้จะมีค่ามากที่สุด นั่นคือทุกสิ่งเกี่ยวกับสมุนไพร และบุคคลที่สามารถมองยุทธศาสตร์นี้ได้ขาดที่สุดคือ ในหลวงรัชกาลที่ ๙

คิดให้งานเป็น งานอดิเรก ดังนั้น 365 วันคือวันพักผ่อน

ท้ายที่สุด ต่อ ฟีโนมีนา พูดทิ้งท้ายให้เราได้คิดถึงการทำงานอย่างมีความสุขว่า ให้เราตื่นขึ้นมาแล้วอยากทำ อะไรที่รุงรังให้ตัดออก อย่าไปเสียเวลากับมัน บางคนบอกว่าอยากทำงานแล้พักผ่อน ตนกลับมีความคิดอีกอย่างว่า ให้การทำงานเป็นแค่งานอดิเรกของเรา แล้วทุกวันจะเป็นวันพักผ่อนไปเอง

“ก็คิดว่าการทำงานคือ งานอดิเรก ดิวะ ขำๆ มันๆ สนุก พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ งานไหนทำแล้วยกระดับความคิดเรา ให้ทำ ฉะนั้นการทำงานที่ยกระดับความคิดอันนี้ผมทำ พอคิดได้ดังนั้น กลายเป็นว่าการทำงานผมไม่เครียดอะไร ได้มีเวลา 300 กว่าวันคือการพักผ่อน”

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)

chalerm

อ.เฉลิมชัย ขึ้นกล่าวในรูปแบบเดี่ยวไมโครโฟน ก็ให้แง่คิดที่ลึกซึ้งถึงการสร้างพลังชีวิตที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราได้สรุปมาเป็นใจความดังนี้

“ทำลายสันดานเรา และรู้จักสันดานของคนอื่น”

หลายคนอาจจะมองว่า ผมเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว จะวาดจะเขียนอะไรก็ได้ก็มีคนซื้อ แต่ทั้งหมดกว่าจะมาถึงตรงจุดนี้มันผ่านการวางแผนมาอย่างดี เป็นการวางแผนไปสู่ความร่ำรวยเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ ทุกอย่างผมได้วางแผนมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าจะทำอย่างไรถึงนำไปสู่ความมั่งคั่ง

“จำไว้เลย ถ้ากระจอก จิตใจกระจอก โทษโน่นนี่ ไม่มั่นคงต่อความรวย เมื่อตั้งไว้ว่ารวย อุปกรณ์เสกความรวยคืออะไร ต้องคิด ไม่ใช่อยากรวยๆ แล้วไปซื้อหวย ไม่ใช่ แล้วจะรวยได้ไง ต้องมองว่าอาชีพคืออะไรที่จะทำยังไงให้รวย”

ดังนั้น ในการวางแผนเพื่อขั้นตอนไปสู่ความร่ำรวย ผมเริ่มจากศึกษาสันดานของคนก่อน เพราะคนที่รวยที่สุดคือ คนที่รู้จักสันดานของคนอื่น แล้วทำลายสันดานของตัวเอง เช่น ถ้าเราเป็นคนขี้โมโห โกรธง่าย ตระหนี่ ถ้าเราไม่เลิกธุรกิจเราก็ไปไม่รอด หรือการที่เราจะไปติดต่อลูกค้าด้วยสันดานของตนเองการเจรจาก็ล้มเหลว แต่ถ้าเรไปหาลูกค้าด้วยสันดานของเขา ตามความชอบของเชา ก็ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นั่นคือความชาญฉลาดของเรา

“มนุษย์สำเร็จได้ ต้องมีพลังชีวิต ความทะเยอทะยาน และมีพลังคุณธรรม”

ในการเลือกอาชีพที่จะประสบความสำเร็จ เราต้องบอกตัวเองให้ได้ว่าเราต้องการอาชีพอะไร แต่จะต้องเป็นอาชีพที่เรารักและชอบที่สุด โดยที่เอาความตายเป็นเดิมพัน เพื่อให้ได้ทุกอย่างที่ปรารถนา ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีพลังชีวิตขนาดนั้นได้ แต่ผมมี

ทว่า สังคมไทยคือสังคมที่ทำลายพลังชีวิตของเด็กให้มอดไหม้ พ่อแม่ สังคม บังคับเราทุกอย่าง ทำให้ถูกดับและทำลาย เมื่อจะมาทำธุรกิจพลังชีวิตเหล่านั้นมันก็เบาบางมากแล้ว ดังนั้น เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และความทะเยอทะยาน

“มนุษย์จะสำเร็จได้ ต้องมีพลังชีวิต มีความทะเยอทะยาน และมีพลังคุณธรรม ศีลธรรมควบคุมตัวเราเอง เบรกให้เกิดความพอดี มันคือเอกภาพ”

แต่ถ้าเราต้องการยิ่งใหญ่ ต้องการความร่ำรวย เราก็ต้องปลุกพลังชีวิตขึ้นมา สังคมเราทำลายพลังชีวิตทำให้เด็กขลาดกลัว เมื่อไม่กล้าจะไปสร้างสรรค์อะไรได้เมื่อหวาดกลัวก็ไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างพลังชีวิตต่อตัวเอง ต้องศรัทธาในตัวเอง และอดทนต่อทุกสิ่งที่ประดังเข้ามา คนที่ยิ่งใหญ่ จึงแข็งแรงไม่อ่อนแอ ต่อผลกระทบรอบด้าน ดังนั้น ถ้าอยากรวย ต้องเข้มแข็งและทรนง

“ถ้าคิดจะโทษคนอื่นหรือคอยแต่ดูถูกตัวเอง ก็เลิกคิดที่จะรวยได้เลย”

การที่คิดจะรวยได้ ต้องวางแผนเป็นสเต็ป เป็นขั้นเป็นตอน แต่ถ้าหวังความสำเร็จแบบรวดเดียวมากไป จะล้มเหลวได้ง่ายๆ ดังนั้น หากจะรวยร้อยล้าน ก็ต้องวางแผนที่รวยยี่สิบล้าน แล้วก็วางแผนที่ห้าสิบล้าน ไปสู่ร้อยล้าน นั่นคือความทะเยอทะยาน ไม่ใช่มีสองแสนแต่จะคิดไปรวยร้อยล้าน แบบนี้เครียดทำไม่ได้ ต้องมีขั้นมีตอน

แต่สำคัญคือเมื่อล้มเหลวแล้วอย่าไปดูถูกตัวเอง หรือถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องไปโทษสิ่งรอบข้าง ไปโทษสิ่งอื่น ถ้าคิดจะโทษคนอื่นหรือคอยแต่ดูถูกตัวเอง ก็เลิกคิดที่จะรวยได้เลย

“การเดินพลาด จึงเป็นวิสัยของคนขยันและคนมุ่งมั่นที่โง่ แต่ยังมีโอกาส แต่คนฉลาดไม่มีวันเดินพลาดแม้แต่ขั้นเดียว กับการเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้เป็นขั้นๆ นั่นคือวิธีคิดและวางแผน มุ่งไปสู่เป้าหมายเป็นระดับ ดังนั้น คนฉลาดจึงไปไกลกว่า”

หวังว่าพลังของ 2 ท่านนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับผู้ประกอบการไทยทุกคนได้ #SCBTHENEXT4WARD#SCBSME

Copyright © MarketingOops.com

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

เดินทางสายนักข่าวมากว่าสิบปีก่อนจะมาหลงใหลในงานดิจิตอล แต่งตัวฟรุ้งฟริ้งเคลิบเคลิ้มดนตรีร็อค

User Name: pigabyte

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


4 + six =

Recent Posts

Facebook

PR News