อินไซด์ CEO บิทคับ แนะภาวะเศรษฐกิจถดถอยถึง 2 ปีข้างหน้า ต้องรัดเข็มขัด ถือเงินสด เลี่ยงลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูง

  • 1
  •  
  •  
  •  
  •  

bitkub

แม้เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะดูคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลประกาศเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว ผ่อนคลายโนบายต่างๆ แต่ภาวะเงินเฟ้อทัวโลก บวกกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน การขาดแคลนของวัตถุดิบ ต้นทุนสินค้าและบริการ ล้วนแล้วเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ที่ส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะอยู่ในภาวะถดถอยนั่นเอง

ปัจจุบันเงินเฟ้อพุ่งสูงที่สุดในรอบ 40 ปี สหรัฐอยู่ที่ประมาณ 8% ขณะที่เยอรมันนีอยู่ที่ประมาณ 9% ส่งผลมายังประเทศไทยและทั่วโลกที่ต้องประสบกับปัญหาเงินเฟ้อด้วย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือ ท๊อป ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทุกประเทศกำลังขึ้นดอกเบี้ย เพื่อที่จะลดปัญหาเงินเฟ้อลงมา ซึ่งเหตุผลที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยก็เพราะว่า มันคือเครดิตที่เข้าถึงได้ง่าย

เมื่ออัตราดอกเบี้่ยต่ำคนก็มีกำลังที่จะกู้เงินมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกว่า positive demand shock ที่มาจากการจับจ่ายของคน หรือจำนวนเงินที่มีการพิมพ์ออกมามาก เลยทำให้เกิดเงินเฟ้อ บวกกับสงครามรัสเซียกับยูเครนมันทำให้ต้นทุนสินค้าขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน อาหาร ทำให้ราคาปรับสูงขึ้น ที่เรียกว่า negative supply shock นั่นเอง

ขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นการแก้ไขระยะสั้น

การแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อลดทอนปัญหาเงินเฟ้อลงไปได้ นั่นคือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่จะทำให้ต้นทุนการกู้เงินนั้นแพงขึ้น นั่นแปลว่า ผู้คนจะกู้แบงก์ได้น้อยลง เครดิตก็จะน้อยลง และเมื่อขึ้นดอกเบี้ยเม็ดเงินก็จะไหลออกนอกตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น ส่งผลให้หุ้นก็ลง ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีก็ลง เพราะส่วนใหญ่จะหนีไปอยู่ในตราสารหนี้ของรัฐบาลที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ซึ่งทำให้จำนวนเงิน จำนวนเครดิตนั้นลดลง เงินในกระเป๋าน้อยลงคนก็จับจ่ายใช้สอยน้อยลง เงินเฟ้อก็จะลดลงไป

ส่วนมาตรการแก้ไขในระยะยาวต้อง Product Activity ทั้งในระดับประเทศและในระดับคน วิธีการทำงานของคนต้องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อนำมาพัฒนาให้กับประเทศ ทางที่ดี Product Activity ควรจะไปพร้อม ๆ กันหรือมากกว่า เงินเฟ้อก็จะมีไม่มากซึ่งถือว่าดี แต่ถ้าเงินเฟ้อที่เยอะขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศอาจจะล้มสลายเหมือนเวเนซุเอล่า หรือเหมือนในอาเจนติน่าในอดีตได้ แบงก์ชาติก็ยังมีความกังวลต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

เศรษฐกิจถดถอย

ที่ประชุม DAVOS ระบุเงินเฟ้อจะอยู่กับเราไปอีก 2 ปีนับจากนี้

ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน การประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : DAVOS 2022 หรือ WEF : DAVOS 2022) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายในงานได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ และมองว่า ในอีก 2 ปีต่อจากนี้ หรือปีค.ศ. 2024 เงินเฟ้อน่าจะกลับมาอยู่ที่ 2% แต่ในระหว่างที่จะเกิดการขึ้นดอกเบี้ยเรื่อย ๆ ถ้ายังไม่มีการเพิ่ม Product Activity

และถ้าประเทศส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเทคโนโลยี ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าไม่รู้จักนำเทคโนโลยีมาช่วย สินค้าจะไม่สามารถออกมาได้มากขึ้น มีแต่จะต้องทำงานหนักขึ้น เพราะฉะนั้นก็ได้แต่ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหมายถึงเงินในกระเป๋าน้อยลง คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง บริษัทขายของได้น้อยลง บริษัทก็ต้องปลดพนักงานออก จึงนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้เศรษฐกิจเงียบลงไปประมาณ 6 -18 เดือน

นั่นแปลว่า ในช่วงปี ค.ศ. 2022 -2024 ทุกคนต้องรัดเข็ดขัด รัฐบาลต้องคุมหนี้ครัวเรือนของประเทศให้อยู่ เพราะขณะนี้หนี้ครัวเรือนสูงมากถ้าเกิดระเบิดขึ้นมาเมื่อไร มันไม่ใช่แค่ recession หรือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้นในทุก ๆ 7 ปี แต่จะกลายเป็น depression ทางเศรษฐกิจซึ่งจะเงียบเหงาลงเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งทุก ๆ ประมาณ 75 ปี cycle หรือวัฎจักรเกิดขึ้นมา 1 ครั้ง

“ดังนั้นต้องมาดูกันว่า อีก 2 ปีข้างหน้าจะสามารถคุมหนี้ครัวเรือนได้หรือไม่ ถ้าหนี้ครัวเรือนไปถึงจุดที่มันมากเกินไป และไม่สามารถที่จะคืนหนี้ได้หมดทั้งของประเทศอาจจะเกิด depression ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งเศรษฐกิจจะเงียบเป็น 10 ปี แต่ถ้าเราคุมหนี้ครัวเรือนได้และมี Product Activity ได้ทัน มันอาจจะเกิดแค่ recession เศรษฐกิจอาจจะถดถอยแค่ 6 – 18 เดือน”

ฉะนั้นแล้ว ใน 2 ปีต่อจากนี้สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องทำนั่นคือ การรัดเข็มขัด และการห้ามใช้จ่ายสิ่งที่มันไม่จำเป็น เพราะคาดว่าในอนาคตอาจจะมีคนตกงานอีกเยอะ เพราะเศรษฐกิจมันถดถอยคนใช้จ่ายน้อยลง บริษัทขายของได้น้อยลงก็ต้องลดต้นทุนลงมาก็จะกลายเป็นผลกระทบแบบ domino effect จนกว่ารัฐบาลจะทำการอัดฉีดเงินเข้าไปใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับทางแบงก์ชาติว่าจะลดหรือเพิ่ม

เศรษฐกิจถดถอย

บิทคับปรับแผนหลังเจอวิกฤตเงินเฟ้อ

ในส่วนของ บิทคับ มีการวางแผนครึ่งปีหลังจากนี้ว่า เงินเฟ้อเป็นเรื่องที่สำคัญมากของโลก หากเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา บิทคับเป็นปีที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด แม้จะมีอะไรมากระทบในทางลบบ้างประมาณ 10 -20% ของบริษัทก็สามารถอยู่ได้ เพราะบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนี้ไม่ได้ต้องมีความระมัดระวังในการบริหารจัดการให้มากยิ่งขึ้น
โดยเริ่มที่วัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบใหม่ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงคลีนอัพ ขณะที่ในส่วนของการสร้างพาร์ทเนอร์จะมีเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าสังคมและประเทศได้ประโยชน์ถ้าร่วมกันแล้วสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศไทยได้

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เริ่มเข้ามาลงทุนไม่ว่าจะเป็นในตลาดหุ้น หรือตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ แนะนำ ช่วงเงินเฟ้อไม่ควรจะเข้าไปลงทุน เพราะทุกอย่างจะหดตัว นักลงทุนต่างชาติจะทำการเทขายออกมาจากตลาด ส่งผลให้ตลาดหุ้น ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่กลับมาร่วงแรง เพราะเมื่อขึ้นดอกเบี้่ยเม็ดเงินลงทุนจะไหลไปอยู่ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่นตราสารหนี้ปลอดภัย 100% หรือเงินสดแทน

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเข้าใจว่า รัฐบาลจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ จนกว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2% จาก 8% ก็ไม่ควรจะเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ควรเก็บเงินสดไว้ก่อน และห้ามใช้จ่ายในสิ่งของที่ไม่จำเป็น โอกาสที่จะชนะตลาดนั้่นถือว่าน้อยมาก


  • 1
  •  
  •  
  •  
  •  
sabaisook
การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ล้วนแล้วแต่ได้กำไร
CLOSE
CLOSE