เรียนรู้การสร้างแบรนด์แบบทรงพลังกับ Gentle Monster

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

คำว่า “แบรนด์” ถูกนิยามไว้หลากหลาย บางคนมองว่าเป็นชื่อและโลโก้ บางคนมองว่าเป็นภาพลักษณ์ บางคนมองว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่าแบรนด์อื่น แต่ไม่ว่านิยามจะต่างกันแค่ไหน ทุกความหมายล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือแบรนด์เป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในความทรงจำของผู้คน

หากมองหาแบรนด์ที่พิสูจน์พลังของ “ความทรงจำ” ได้ชัดเจน Gentle Monster คือหนึ่งในตัวอย่างที่เด่นที่สุด แบรนด์แว่นตาจากเกาหลีใต้รายนี้สามารถเติบโตในอัตราสูง ทำกำไรได้มาก และแทบไม่พึ่งโฆษณาดิจิทัล ทั้งที่อยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นซึ่งการแข่งขันรุนแรงอย่างยิ่ง สิ่งที่ Gentle Monster ทำได้ไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการสร้างพื้นที่ในสมองของผู้บริโภคอย่างถาวร

 

ภาพจาก เพจ Gentle Monster

จุดเริ่มต้นของ Gentle Monster ไม่ได้มาจากโลกแฟชั่นโดยตรง ผู้ก่อตั้งมองเห็นช่องว่างง่าย ๆ ในตลาดแว่นตา แว่นส่วนใหญ่ถูกออกแบบจากโครงหน้าชาวตะวันตก ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงหน้าชาวเอเชีย เขาจึงเลือกออกแบบแว่นที่กรอบใหญ่ขึ้น และปรับสันจมูกให้เหมาะกับความงามแบบเอเชีย ซึ่งในวัฒนธรรมเกาหลี “หน้าดูเล็ก” คือคำชมสูงสุด เมื่อแว่นกรอบใหญ่ทำให้ศีรษะดูเล็กลง ตลาดจึงเปิดทันทีโดยแทบไม่มีคู่แข่ง

แต่การตัดสินใจที่สำคัญกว่าการออกแบบสินค้า คือการลงทุนกับ “แบรนด์ที่น่าจดจำ” ในช่วงเวลาเดียวกัน มีแบรนด์แว่นตาแบบ D2C (Direct to Comsumer) เกิดขึ้นจำนวนมาก หลายแบรนด์ต้องพึ่งพาโฆษณาออนไลน์อย่างหนักเพื่อแย่งความสนใจ แต่ Gentle Monster เลือกอีกเส้นทางหนึ่ง พวกเขาวางตำแหน่งแบรนด์ที่มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างตั้งใจ คำว่า Gentle สื่อถึงความสวมใส่ง่าย ขณะที่ Monster สื่อถึงความประหลาด กล้าทดลอง และไม่คาดเดาได้ ความตึงเครียดระหว่างสองคำนี้กลายเป็นแก่นของแบรนด์

จากจุดนั้น Gentle Monster นำแนวคิดนี้ไปขยายในทุกพื้นที่ที่ผู้บริโภคสัมผัส ตั้งแต่ร้านค้าไปจนถึงสินค้า ร้านของ Gentle Monster ไม่ได้ถูกออกแบบให้เหมือนร้านแว่น แต่เหมือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย เต็มไปด้วยประติมากรรม หุ่นยนต์ และอินสตอลเลชันขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ผู้คนไม่ได้แค่เข้าไปซื้อแว่น แต่เข้าไป “จำ” ประสบการณ์

 

ภาพจาก เพจ Gentle Monster

การออกแบบร้านเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แบรนด์ลงทุนทรัพยากรจำนวนมากกับ Visual Merchandise งานภาพและพื้นที่ เพราะเป้าหมายไม่ใช่ยอดขายระยะสั้น แต่คือภาพจำระยะยาว เมื่อผู้คนพูดถึง Gentle Monster พวกเขาไม่ได้พูดถึงเลนส์หรือวัสดุ แต่พูดถึงความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใคร

แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้กับการทำ PR และการส่งของให้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด กล่องสินค้าไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อปกป้องของหรือสินค้าด้านใน แต่เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น เมื่อกล่องนั้นถูกเปิดต่อหน้ากล้อง ความแตกต่างจะถูกส่งต่อไปยังผู้ชมจำนวนมากโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่มเติม

ในด้านความร่วมมือ Gentle Monster เลือกทำงานกับทั้งแบรนด์แฟชั่นระดับสูงและพันธมิตรที่คาดไม่ถึง ตั้งแต่แบรนด์โอต์กูตูร์ ไปจนถึงเกมออนไลน์และวัฒนธรรมป๊อป ความไม่คาดำไม่ถึงเหล่านี้ช่วยตอกย้ำตัวตนของแบรนด์ และสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้ผู้คนจดจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตัวสินค้าเองก็ทำหน้าที่เป็นสื่อของแบรนด์ แว่นกรอบใหญ่ของ Gentle Monster มองเห็นได้ชัดเจนในพื้นที่สาธารณะ เมื่อดาราชื่อดังสวมใส่ ภาพจำจะยิ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความจดจำนี้ไม่ได้เกิดจากโลโก้ แต่เกิดจากรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร

 

ภาพจาก เพจ Gentle Monster

เมื่อมอง Gentle Monster ในภาพรวม จะเห็นว่าความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้มาจากกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่ง แต่เกิดจากระบบที่เชื่อมโยงแบรนด์ สินค้า ราคา และการดำเนินงานเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น แบรนด์ที่แข็งแรงทำให้ตั้งราคาพรีเมียมได้ สินค้าที่โดดเด่นทำให้แบรนด์น่าเชื่อถือ และโครงสร้างการผลิตที่ควบคุมได้ช่วยรักษากำไรโดยไม่ต้องพึ่งพาคนกลางหรือแพลตฟอร์มโฆษณา

บทเรียนสำคัญจาก Gentle Monster คือ แบรนด์ที่ถูกจดจำ ไม่จำเป็นต้องตะโกนเสียงดังที่สุด แต่ต้องสร้างความรู้สึกที่ฝังลึกที่สุด ในโลกที่ผู้บริโภคเห็นโฆษณานับพันชิ้นต่อวัน ความทรงจำกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และแบรนด์ที่เข้าใจสิ่งนี้ก่อน ย่อมได้เปรียบในระยะยาวเสมอ


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Molek
Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ