อนาคต Google Ads ในโลก AI นักการตลาดต้องปรับตัวอย่างไรในปี 2026

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

โลกของการค้นหาหรือ Search Engine กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้เราไม่ได้ค้นหาข้อมูลด้วยการพิมพ์แค่ “คีย์เวิร์ด” สั้นๆอีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังอยู่ในยุคที่ผู้บริโภคพิมพ์คำถามที่ซับซ้อนยาวเหยียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นแบบที่เราคุยกับ Gen AI หรือแม้แต่ใช้กล้องของสมาร์ทโฟนส่องสิ่งต่างๆตรงหน้าเพื่อค้นหาข้อมูลของสิ่งเหล่านั้นกันแล้ว

นี่จึงเป็นเหตุผลให้คุณ Dan Taylor Vice President of Global Ads ของ Google ได้จัดงานแถลงกับสื่อมวลชน ฉายภาพให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า หลังจากที่ Google ได้สร้างปรากฏการณ์พัฒนานวัตกรรมแบบก้าวกระโดด ด้วยความเร็วเทียบเท่า 10 ปีภายในเวลาเพียง 12 เดือนจนนำมาสู่การเปิดตัว Gemini 3 โมเดล AI ที่ฉลาดที่สุด สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง และนี่คือ “โอกาส” ที่แบรนด์และนักการตลาดต้องรีบคว้าเอาไว้ในปีนี้

ดังนั้นในบทความนี้เราจะสรุปข้อมูลทั้งหมดให้อ่านกันว่าทิศทางของ Google Search และ Google Ads จากนี้ไป มีอะไรที่คนทำธุรกิจต้องอัปเดตสำหรับใช้ทำการตลาดปี 2026 บ้าง

1. ยุคการค้นหาแบบ Multimodal และ AI Overviews

ปัจจุบัน Google มีการค้นหามากกว่า 5 ล้านล้านครั้งต่อปี สิ่งที่น่าสนใจคือผู้คนเปลี่ยนวิธีค้นหาให้มีความเป็นธรรมชาติและเป็นบทสนทนามากขึ้น รวมไปถึงการค้นหาแบบ Multimodal หรือก็คือการใช้ภาพ เสียง หรือข้อความผสมกันในการค้นหาด้วย

คุณ Dan เล่าว่าตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Google Lens ที่ตอนนี้มียอดการค้นหาด้วยภาพสูงถึง 2.5 หมื่นล้านครั้งต่อเดือน และที่น่าสนใจก็คือ 1 ใน 5 ของการค้นหานั้นมีสัญญาณที่ทำให้เห็น “ความต้องการซื้อสินค้า” หรือ Commercial Intent อยู่ในนั้นด้วย

นอกจากนี้ การมาของฟีเจอร์ AI Overviews ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก ก็เป็น “โอกาส” ใหม่ของคนยิงโฆษณาด้วยเช่นกัน เพราะตอนนี้โฆษณาสามารถไปอยู่ได้ทั้งด้านบน ด้านล่าง และภายใน AI Overviews ด้วย

ซึ่งสิ่งสำคัญที่คุณ Dan ย้ำก็คือ ระบบไม่ได้จับคู่โฆษณาแค่กับคำค้นหา เท่านั้นแล้ว แต่จะจับคู่กับ “บริบท” หรือ Context รอบข้างด้วย นี่คือ “โอกาส” ใหม่ๆ ที่แบรนด์สามารถใช้ประโยชน์ได้และนำไปสื่อสารให้ได้ในจังหวะที่ผู้บริโภคต้องได้อย่างถูกเวลาที่สุด

2. “AI Mode” รวม Search และ Gen AI ไว้ด้วยกัน

เมื่อคนเห็นว่า AI ตอบคำถามได้ดีขึ้น คนก็จะเริ่มถามคำถามที่ยาวและลึกขึ้น Google ก็เลยเปิดตัว “AI Mode” ซึ่งขยายขีดความสามารถของ Search ให้สามารถใช้เหตุผลที่ซับซ้อนขึ้น ถามคำถามต่อเนื่องได้ และมีการอ้างอิงลิงก์เว็บที่เชื่อใจได้มาให้ด้วย

คุณ Dan ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าคำค้นหาใน AI Mode “ยาวกว่าปกติถึง 3 เท่า” และมองอีกมุมนี่คือข้อมูลที่ “มีค่า” มากๆ สำหรับนักการตลาด เพราะยิ่งผู้บริโภคอธิบายความต้องการยาวเท่าไหร่ เรายิ่งเข้าใจ “เจตนาในการซื้อ” ได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น

Google ยังได้เริ่มทดสอบสิ่งที่เรียกว่า “Direct Offers” ใน AI Mode ซึ่งเป็นดีลสปอนเซอร์ที่จะโผล่ขึ้นมาในช่วงเวลาที่ “นักช้อป” พร้อมจะจ่ายเงินจริงๆ เพื่อช่วยให้ร้านค้าปิดการขายได้ทันที ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ใช้ในหลายประเทศของ APAC เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แล้วสำหรับประเทศไทยก็เตรียมตัวใช้กันในเร็วๆนี้

3. ใช้ AI ประหยัดเวลาและงบ

นอกจากฟีเจอร์ใหม่ๆที่มาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆของนักการตลาด ยังมีฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ช่วยประหยัดเวลาการทำงานให้กับนักการตลาดด้วย โดย Google มีโมเดลสร้างภาพอย่าง Nano Banana Pro  และโมเดลสร้างวิดีโออย่าง Veo 3  ที่ Google ติดตั้งมาให้ใน Google Ads Asset Studio ทำให้นักการตลาดสร้างชิ้นงานได้สเกลใหญ่ในเวลาอันรวดเร็วได้

คุณ Dan เปิดเผยสถิติหลังบ้านของ Google ด้วยโดย ระบุว่ามีการใช้ AI สร้าง Asset เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และยังยก Use Case น่าสนใจคือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Castlery ในสิงคโปร์ ที่ใช้ชุดเครื่องมือ Gen AI ของ Google เข้ามาช่วยทำแคมเปญ ส่งผลให้สามารถ “ลดต้นทุนการผลิตโปรดักชันลงได้ถึง 60%” เมื่อเทียบกับการถ่ายทำจริง

4. Google โชว์ 4 เครื่องมือ AI Campaigns

เมื่อผู้บริโภคยุคนี้มี Touchpoint มากกว่า 130 ครั้งต่อวันบนมือถือ เส้นทางการซื้อจองผู้คนก็เลยไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนไปเป็นการ ค้นหา ดูคลิป ไถฟีด และช้อปปิ้ง วนไปมาแบบนี้ ซึ่งการที่แบรนด์จะไปโผล่ให้ผู้บริโภคเห็นให้ทันพฤติกรรมเหล่านี้ แบรนด์จึงต้องพึ่งพาแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วย AI จาก Google แบบครบวงจรซึ่ง คุณ Dan โชว์ให้ดู 4 ตัวด้วยกันคือ

“AI Max for Search campaigns” เครื่องมือที่เข้ามาช่วยถอดรหัสคำค้นหายาวๆ ที่มีความเป็นธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ ซึ่งตัวอย่างจากแบรนด์ประกันภัยในอินเดียอย่าง PolicyBazaar ใช้แคมเปญนี้เจาะกลุ่ม Long-tail intent จนเพิ่มยอดขายได้ 28% และลดต้นทุนต่อการขาย (Cost per sale) ลงได้ถึง 23%

“Demand Gen” แคมเปญที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาและสร้างยอดขาย (Convert) ผ่านพื้นที่ที่เน้นรูปและวิดีโอเป็นหลักอย่าง YouTube และ Google Discover

“Performance Max (PMax)” แคมเปญแบบ All-in-one ที่หาระยะหวังผลและหาลูกค้าจากทุกช่องทางของ Google ภายในแคมเปญเดียว เพื่อให้นักการตลาดเอาเวลาไปโฟกัสที่ “ผลลัพธ์” แทนการตั้งค่ารายช่องทาง

“App Campaigns” เครื่องมือฝั่งแอปพลิเคชัน ที่ช่วยเร่งยอดดาวน์โหลดและกระตุ้นการติดตั้งให้เติบโตในทุกพื้นที่ของ Google จากแคมเปญเดียว

5. อนาคต Agentic AI และ UCP 

อนาคตของการค้นหาและอีคอมเมิร์ซกำลังมุ่งหน้าสู่ Agentic AI หรือ AI ที่มีสถานะเป็น “ตัวแทน” คอยจัดการสิ่งต่างๆ ให้เรา

โดยสำหรับนักการตลาด Google ได้เปิดตัว “Ads Advisor” และ “Analytics Advisor” ซึ่งทำหน้าที่เหมือน ผู้ช่วยส่วนตัว ที่คอยดูแลแคมเปญไปจนครบวงจร และช่วย Optimize โฆษณาให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้นักการตลาดเอาเวลาไปโฟกัสที่กลยุทธ์ธุรกิจแทน

สำหรับผู้บริโภค  Google ตั้งเป้าที่จะแก้ไข “ความยุ่งยาก” ในการช้อปปิ้งให้ผู้บริโภคสนุกกับการเลือกของ ส่วนขั้นตอนน่าเบื่อ AI จะจัดการให้ทั้งหมด โ

ดยล่าสุด Google เพิ่งเปิดตัว Universal Commerce Protocol (UCP) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางให้ธุรกิจเชื่อมต่อกับ AI Agents ได้อย่างปลอดภัย โดยตอนนี้ผู้บริโภคในสหรัฐฯสามารถซื้อของผ่าน AI Mode

ส่วนโซน APAC ซึ่งรวมถึงประเทศไทยก็กำลังร่วมมือกับ Flipkart และ Shopee เพื่อนำฟีเจอร์นี้มาให้เราได้ใช้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

สิ่งที่ Gemini 3 และชุดเครื่องมือ AI จาก Google ที่ออกมาให้เราได้ใช้กันเรื่อยๆนั้นกำลังบอกเรา ว่าแบรนด์ที่สามารถใช้ AI ทำความเข้าใจ “เจตนา” ที่ซับซ้อนของผู้บริโภค และไปโผล่ได้ถูกจังหวะด้วย AI Campaigns จะเป็นแบรนด์ที่จะอยู่รอดและเติบโตในยุค AI อย่างทุกวันนี้นั่นเอง

ที่มา Google


  •  
  •  
  •  
  •  
  •