สรุปประเด็น Amaze จับมือ NTT DOCOMO ขยายธุรกิจ Loyalty Commerce สู่ Data-Driven Ecosystem

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หลังจาก Amaze เปิดให้บริการมา 1 ปี และมียอดดาวน์โหลดไปแล้วมากกว่า 9 ล้านครั้ง ล่าสุดเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Amaze ก็ขยายบริการต่อเนื่องด้วยการดึง NTT DOCOMO GLOBAL ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาร่วมลงทุนในสัดส่วน 20% เพื่อยกระดับกลยุทธ์ Loyalty Commerce ในประเทศไทย

ต้องบอกว่าดีลนี้ไม่ใช่แค่การเป็นพาร์ตเนอร์กันธรรมดา แต่เป็นการที่ Amaze จะนำ “โมเดลความสำเร็จ” ระดับโลกมาสวมเข้ากับ “ฐานข้อมูลมหาศาล” ในไทยด้วย

ดีลจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างกับ Amaze? แล้ว Ecosystem ของการทำ Loyalty Program ในไทยจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน? เราสรุป 4 ประเด็นสำคัญมาให้แล้ว

1 ปีของ Amaze กับฐานผู้ใช้งานระดับประเทศ

ก่อนจะไปดูอนาคต เราต้องมองภาพปัจจุบันของแอปพลิเคชัน Amaze กันก่อน โดย คุณธรินทร์ ธนียวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด และผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม ด้านอีคอมเมิร์ซ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้สรุปภาพความสำเร็จพร้อมเป้าหมายทางธุรกิจเอาไว้ว่า

คุณธรินทร์ ธนียวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด และผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม ด้านอีคอมเมิร์ซ เครือเจริญโภคภัณฑ์

“ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา Amaze เติบโตอย่างรวดเร็ว มียอดดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 9.1 ล้านครั้ง มีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับแต้มสูงถึงเกือบ 3 ล้านครั้ง โดยในความร่วมมือครั้งนี้ Amaze Super App จะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านลอยัลตี้ของประเทศไทย การบูรณาการเครือข่ายค้าปลีกและพันธมิตรของเครือซีพี จะช่วยปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจให้พาร์ทเนอร์สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านรายทั่วทั้งอีโคซิสเต็ม”

สำหรับใครไม่เคยใช้ Amaze ก็ต้องบอกว่า Amaze คือแอปที่จะทำตัวเป็น “ศูนย์กลาง” ที่รวมเอาแต้มจากธุรกิจในเครือซีพี (เช่น 7-Eleven, Lotus’s, Makro) และแต้มจากพาร์ทเนอร์บัตรเครดิตธนาคารต่างๆ (เช่น กรุงศรี First Choice, KTC, กสิกรไทย ฯลฯ) มารวมไว้ด้วยกันเป็น Amaze Point ซึ่งสามารถนำไปใช้แทน “เงินสด” เพื่อช้อปปิ้งออนไลน์บน Amaze Mall หรือใช้ตามร้านค้าและบริการต่างๆ ได้ทันที

ทำไมต้องเป็น NTT DOCOMO?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเครือซีพีถึงเลือกพาร์ทเนอร์รายนี้ คำตอบคือ NTT DOCOMO ที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมในญี่ปุ่น ไม่ได้เก่งแค่เรื่องเครือข่ายมือถือ แต่พวกเขาคือเจ้าของระบบ “d Point” ซึ่งเป็นระบบ Loyalty สะสมแต้มที่ใหญ่และประสบความสำเร็จที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และตอนนี้ก็มีสมาชิกร่วม 100 ล้านรายแล้ว

ถ้าพูดถึง Loyalty Commerce หรือระบบสะสม รวมแต้ม แลกแต้มแล้ว DOCOMO มีความเชี่ยวชาญระดับแบบสุดๆจนสร้างวัฒนธรรมการสะสมแต้มที่เข้าขั้น “Crazy” เพราะแต้มในญี่ปุ่นไม่ได้มีไว้แค่แลกของแต่มีค่าแทบจะเท่ากับ “เงินสด” คนญี่ปุ่นสามารถใช้แต้มแทนเงินซื้อข้าว จ่ายค่ารถไฟ เติมน้ำมัน ไปจนถึงจ่ายบิลค่าไฟได้แบบครอบจักรวาล หรือที่เรียกว่าวิถีชีวิตแบบ “Poi-Katsu” (การใช้ชีวิตด้วยแต้ม)

และด้วยการที่ระบบแต้มเข้าไปอยู่ในทุกจังหวะชีวิต ทำให้ DOCOMO มีความเชี่ยวชาญในการนำ Data มาวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อทำ Data-Driven Marketing พวกเขารู้ว่าลูกค้าโปรไฟล์แบบไหน ควรได้รับสิทธิประโยชน์อะไร ในเวลาและสถานที่ไหน โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้กล่าวย้ำถึงความมั่นใจในการร่วมทุนระดับประวัติศาสตร์ครั้งนี้ว่า

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

“การร่วมทุนระหว่างธุรกิจในเครือฯ กับ NTT DOCOMO GLOBAL สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยความร่วมมือครั้งนี้จะนำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และศักยภาพระดับโลก มาสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ทั้งสองประเทศ รวมถึงเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากญี่ปุ่นเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการสนับสนุนสินค้าและบริการของไทยให้ขยายเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นด้วย”

คุณ Hiroki Kuriyama, Chief Executive Officer, NTT DOCOMO GLOBAL, Inc.

ด้าน คุณ Hiroki Kuriyama, Chief Executive Officer, NTT DOCOMO GLOBAL ก็บอกด้วยว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นมากกว่าพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านเงินทุน แต่เป็นความคิดริเริ่มในการนำความเชี่ยวชาญด้านการตลาดค้าปลีก และการสร้างความผูกพันกับลูกค้าที่เราได้สั่งสมมาในตลาดญี่ปุ่น มาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นคุณค่าที่จับต้องได้ในโลกธุรกิจ”

ขณะที่คุณ Mizuri Fujii, Director, Consumer Marketing Business Division, NTT DOCOMO GLOBAL, Inc. ที่เน้นว่าประสบการณ์สะสมแต้มจากญี่ปุ่น จะถูกนำมาผสานเพื่อให้พันธมิตรของ Amaze เข้าใจลูกค้าและสร้าง Engagement ได้มากขึ้น นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ Amaze ต้องการนำมาต่อยอดเพื่อทำให้แต้มกลายเป็น “Token” หรือสกุลเงินดิจิทัลที่มีทรงพลังที่สุดในไทย

4 สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการจับมือครั้งนี้

เมื่อเทคโนโลยีญี่ปุ่น ผสานกับ เครือข่ายค้าปลีกไทย นี่คือสิ่งที่เราจะได้เห็นนับจากนี้:

1. Amaze Survey: ดาต้าเชิงลึกที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์

ดาต้าคือขุมทรัพย์ทางการตลาด โครงการแรกที่เปิดตัวทันทีในเดือนเมษายน 2026 นี้คือ “Amaze Survey” ซึ่งเป็นการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีของ DOCOMO ผ่านบริษัทในเครืออย่างกลุ่มบริษัทอินเทจ (INTAGE) ให้มาสร้างระบบแบบสำรวจออนไลน์เฉพาะกลุ่ม

ความน่าสนใจคือ แบรนด์ต่างๆ จะได้ Insight ที่แม่นยำจากกลุ่มผู้ใช้งานจริง ในขณะที่ผู้บริโภคที่เข้ามาทำแบบสอบถามก็จะได้รับ “Amaze Points” เป็นของรางวัล ถือเป็นโมเดล Win-Win ที่ช่วยให้แบรนด์ได้ข้อมูลคุณภาพสูงไปพัฒนากลยุทธ์ต่อได้ตรงจุด

2. Amazing Japan: สู้ด้วย “คุณค่า” ไม่ใช่สงครามราคา

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป บนแอปฯ จะมีการเปิดตัวโซน “Amazing Japan” นำเข้าสินค้าและแบรนด์ดังระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่น (เช่น MITSUKOSHI DEPACHIKA, SHARP, IRIS OHYAMA, LION, aiwa, Bigen) มาขายบนแพลตฟอร์ม

เป้าหมายคือการสร้างความแตกต่างจาก E-commerce ทั่วไปที่มักจะหั่นราคาสู้กันอย่างดุเดือด แต่โซนนี้จะเน้นขาย “คุณภาพและเรื่องราว” ของแบรนด์ญี่ปุ่นแท้ๆ ซึ่งตรงใจผู้บริโภคชาวไทยที่มีกำลังซื้อ

3. รุกตลาด F&B และสร้าง CRM ให้ร้านอาหาร (SMEs)

ในช่วงครึ่งปีหลังจนถึงต้นปี 2027 Amaze จะขยายระบบการแลกแต้ม (Point Redemption) ออกจากเครือข่ายร้านค้าปลีกของตัวเอง พุ่งเป้าไปที่ “ร้านอาหารและเครื่องดื่ม” ทั่วประเทศ

ไม่ใช่แค่ให้ลูกค้าเอาแต้มไปแลกกินกาแฟฟรีหรือเป็นส่วนลดร้านอาหารเท่านั้น แต่ Amaze จะนำระบบ CRM Solution เข้าไปช่วยซัพพอร์ตผู้ประกอบการร้านอาหารด้วย เพื่อให้ร้านเหล่านี้ ที่อาจจะไม่มีงบทำระบบสมาชิกของตัวเอง สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าหลายล้านคนของ Amaze และสามารถทำโปรโมชันยิงตรงถึงเป้าหมายได้ทันที

4. อนาคตของการใช้แต้ม “ข้ามพรมแดน”

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าจับตามองและมีแผนจะทำให้เกิดขึ้น คือการเชื่อมโยงระบบพอยต์ข้ามประเทศ เราอาจได้เห็นภาพที่คนไทยสามารถนำแต้ม Amaze Point บินไปใช้แทนเงินสดตามร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหารในญี่ปุ่นที่รองรับระบบ d Point ได้เลย ซึ่งถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นการปฏิวัติวงการ Loyalty Program ของภูมิภาคนี้เลยทีเดียว

การจับมือระหว่าง บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด และ NTT DOCOMO GLOBAL, Inc. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางของตลาด E-commerce และ Loyalty Program กำลังก้าวข้ามการเป็นแค่แอปฯ ช้อปปิ้งหรือสะสมแต้มแลกของธรรมดา ไปสู่การสร้าง Data-Driven Ecosystem กันแล้ว

สำหรับคนทำธุรกิจ นี่คือโอกาสใหม่ในการเข้าถึงลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มที่มีเครื่องมือพร้อมใช้งาน ส่วนในมุมของผู้บริโภค การทำให้ “ทุกแต้มมีความหมายและใช้แทนเงินสดได้จริง” ในวงกว้างขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันได้อย่างตรงจุดเช่นกัน


  •  
  •  
  •  
  •  
  •