
ในช่วงที่ผ่านมา มี “ความรู้สึก” อย่างหนึ่งของคน Gen Z ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในอเมริกาและในไทยซึ่งคน Gen Y-X อาจไม่ได้สัมผัสถึง นั่นก็คือ “Gen Z ไม่ได้ตื่นเต้นกับ AI เท่าที่คนรุ่นก่อนคิด”
ก็คือคน Gen Y-X จำนวนมากอาจมอง AI เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก เป็นเครื่องมือเพิ่ม productivity เป็นวิธีการทำงานแบบใหม่ๆ และเป็นโอกาสที่ทุกคนต้องรีบคว้าไว้ แต่สำหรับ Gen Z จำนวนไม่น้อย คนกลุ่มนี้ไม่ได้มอง AI แบบเดียวกัน เพราะแม้คน Gen Z จะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ใช้ AI ในชีวิตประจำวันมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
แต่การใช้ AI ของคนกลุ่มนี้ไม่ได้แปลพวกเขา “อิน” กับ AI และพวกเขาก็ไม่ได้อยากฟังคนรุ่นก่อนเอาแต่พูดซ้ำๆว่า “AI คืออนาคต คุณต้องเก่ง AI ให้ได้ ต่างๆนานา”
คำพูดเหล่านี้สำหรับคน Gen Z จำนวนหนึ่ง มันแตะคำถามใหญ่หลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งเรื่องงาน อาชีพ คุณค่าของทักษะ ความเป็นเจ้าของผลงานและอื่นๆอีกมากมาย
นี่คือเหตุผลที่ช่วงหลังเราจึงเริ่มเห็นกระแสต่อต้าน หรืออย่างน้อยคือกระแส “ไม่อิน” กับการ “อวย AI” มากขึ้นเรื่อยๆ
จากอเมริกาสู่ไทยกระแสคน Gen Z ไม่อิน AI
ก่อนจะไปดูเหตุผลว่าทำไม Gen Z ไม่อิน AI เราไปดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนทั้งในไทยและในสหรัฐอเมริกา โดยในอเมริกา sentiment นี้ไปปรากฏชัดบนเวทีรับปริญญา ที่เรียกว่า commencement season
ในงานที่ว่านี้จะมีธรรมเนียมเชิญคนดังๆ คนที่ประสบความสำเร็จมาให้ commencement speech ที่เป็นเหมือน “สารจากคนรุ่นก่อนถึงคนรุ่นใหม่” เพื่อก้าวสู่โลกของการทำงานจริง
แต่ commencement season ปี 2026 กลับมีบรรยากาศที่ต่างออกไปเพราะเมื่อ speaker หลายคนขึ้นเวทีแล้วพูดถึง AI ในฐานะ “อนาคตที่ทุกคนต้องตามให้ทัน” เสียงตอบรับจากบัณฑิตกลับกลายเป็น “เสียงโห่” รวมถึง “เสียงหัวเราะ”ตามมา

หนึ่งในเคสที่ถูกพูดถึงมากคือ Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google ที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของ University of Arizona แล้วถูกนักศึกษาโห่ระหว่างพูดถึง AI
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งในงาน Harvard Class Day 2026 ที่เชิญ Ronny Chieng นักแสดงตลกจาก The Daily Show และ Crazy Rich Asians ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าบัณฑิตโดย Ronny กลับพูดสวนกระแสด้วยมุกตลกว่า ภารกิจของคนรุ่นนี้คือการ “ทำลาย AI ไปซะ”

คำพูดนี้เรียกเสียงเชียร์จากบัณฑิตจำนวนมากสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เห็นว่าคน Gen Z กำลังเริ่มเหนื่อยกับการถูกบังคับให้มอง AI เป็นคำตอบของทุกอย่าง
ในไทยเอง เราก็เริ่มเห็นสัญญาณเดียวกัน ล่าสุดเกิดกระแสถกเถียงบน X กับ ผลงานแอนิเมชัน AI เรื่อง “ตะวัน” ที่เจ้าของผลงานระบุว่าใช้ AI สร้างเดโมแอนิเมชันจากไอเดียที่มีมาตั้งแต่ปี 2010 ใช้งบประมาณราว 500 ดอลลาร์ และใช้เวลาทำประมาณ 1 เดือนครึ่ง
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ยังมีโพสต์ไวรัลบน Facebook ที่ถามว่า “ถาม Gen Z วัฒนธรรม Gen Y-X ที่พวกคุณสุดจะไม่เก็ต มีอะไรบ้าง”หนึ่งในคอมเมนต์ที่ได้รับ engagement สูงมากตอบว่า “อวย AI เหมือนตัวเองไม่มีปริญญา” คอมเมนต์นี้มียอดไลก์ราว 2,000 ไลก์ และมีคนเข้ามาเห็นด้วยจำนวนมาก
นี่คือจุดที่น่าสนใจมากเพราะสิ่งที่ Gen Z ตั้งคำถามอาจไม่ใช่ตัว AI อย่างเดียว แต่คือ ท่าทีของผู้ใหญ่ องค์กร และแบรนด์ที่พูดถึง AI แบบเชียร์สุดทาง
เรื่องราวทั้งหมดกำลังทำให้เราเห็น “ความรู้สึก” ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทำให้เห็นว่าคน “Gen Z ไม่ได้ต่อต้าน AI แต่ไม่อยากถูกบังคับให้รัก AI” ซึ่งคำถามคือ แล้วทำไม Gen Z ถึงไม่อินกับ AI เท่าที่หลายองค์กรคาดหวัง?
นี่คือ 5 เหตุผลที่แบรนด์ องค์กร และคนทำงานยุค AI ควรเข้าใจ
1. Gen Z ใช้ AI แต่ไม่ได้แปลว่าไว้ใจ AI

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือ เมื่อเห็นคนรุ่นใหม่ใช้ AI บ่อย หลายองค์กรจึงสรุปทันทีว่า Gen Z ต้องอินกับ AI มากกว่าคนรุ่นอื่น แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น
Gen Z อาจใช้ AI ช่วยเรียน สรุปข้อมูล ทำพรีเซนต์ เขียนอีเมล เขียนโค้ด หางาน หรือช่วยคิดไอเดีย แต่การใช้ไม่ได้แปลว่าไว้ใจ และการใช้บ่อยไม่ได้แปลว่ารู้สึกดีกับมันเสมอไป
รายงานจาก Gallup ปี 2026 พบว่า 51% ของ Gen Z ในสหรัฐฯ ใช้ generative AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่ sentiment ต่อ AI กลับแย่ลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ก็คือ
- ความรู้สึก “ตื่นเต้น” ต่อ AI ลดลง 14 จุด เหลือ 22%
- ความรู้สึก “มีความหวัง” ลดลง 9 จุด เหลือ 18%
- ขณะที่ความรู้สึก “โกรธ” เพิ่มขึ้นเป็น 31%
- และความกังวลยังอยู่ที่ 42%
นี่คือ insight สำคัญทำที่ให้เห็นว่า AI adoption กับ AI trust เป็นคนละเรื่องกัน หมายถึงว่า คนรุ่นใหม่อาจใช้ AI เพราะจำเป็น ใช้เพราะทุกคนใช้ ใช้เพราะโรงเรียนหรือที่ทำงานคาดหวังให้ใช้ แต่ในใจยังมีคำถามว่า AI กำลังช่วยให้ชีวิตดีขึ้นจริง หรือแค่ทำให้ทุกคนต้องวิ่งเร็วขึ้นในระบบที่กดดันกว่าเดิม
2. คำว่า “คุณต้องใช้ AI ให้เก่ง” เริ่มฟังเหมือนคำสั่ง
สำหรับผู้บริหาร นักลงทุน หรือคนในวงการเทค AI มักถูกมองผ่านเลนส์ของ productivity ก็คือมองว่า AI ช่วยทำงานเร็วขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้องค์กร lean กว่าเดิม แต่สำหรับเด็กจบใหม่จำนวนมาก AI คือคำถามเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองโดยตรง
งานของ “เด็กจบใหม่” จะยังมีอยู่ไหม บริษัทจะยังจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกจริงหรือเปล่า งานเขียน งานรีเสิร์ช งานสรุป งานวิเคราะห์ งานโค้ดพื้นฐาน จะถูก AI กลืนไปมากแค่ไหน ถ้าทุกคนสร้าง output ได้เร็วขึ้น ความสามารถของคนที่เพิ่งเริมต้นทำงานจะถูกวัดจากอะไร
นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำแบบ “ปรับตัวสิ” อาจฟังดูเย็นชาในหูคนรุ่นใหม่ เพราะในมุมของคน Gen Z มันคล้ายการบอกให้คนรุ่นใหม่รับผิดชอบกับโลกการทำงานแบบใหม่ที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้นมา
Business Insider สรุปบรรยากาศของงานรับปริญญาในสหรัฐฯ ปี 2026 ไว้น่าสนใจว่า บัณฑิตรู้ดีว่าพวกเขากำลังเข้าสู่โลกที่ถูก AI reshaped แต่หลายคน “ไม่อยากถูกเตือนเรื่องนี้” ก่อนรับปริญญา
พูดง่ายๆ คือ Gen Z เบื่อที่จะได้ยินเรื่อง AI โดยเฉพาะการไม่พูดให้ชัดว่าใครจะได้ประโยชน์ ใครจะเสียโอกาส และใครต้องแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านนี้ มากขึ้นทุกทีนั่นเอง
3. กลัว AI ทำให้เสียโอกาสที่จะเก่งขึ้น

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ โดนใจบัณฑิต Harvard คือเขาไม่ได้พูดว่า AI ไม่มีประโยชน์ เพราะ Ronny รับตรงๆว่า AI อาจมีประโยชน์ในงานแพทย์ วิทยาศาสตร์ หรือฟิสิกส์ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการใช้ AI เป็น shortcut จนเราไม่ได้ฝึกคิดเอง
Harvard Gazette รายงานว่า Ronny อ้างถึงประเด็น “cognitive debt” หรือ “หนี้ทางความคิด” จากการพึ่งพา Large Language Models มากเกินไป และเตือนบัณฑิตว่าอย่าให้ AI มาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์และ critical thinking ได้
ที่น่าคิดก็คือสำหรับคนทำงานครีเอทีฟ นักเขียน นักการตลาด นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ นักวิจัย หรือคนที่กำลังสร้างตัวตนในอาชีพ คุณค่าของงานอาจจะไม่ได้อยู่ที่ “ผลงาน” เสมอไป
แต่มันอยู่ในช่วงที่เราคิดไม่ออก ช่วงที่เราได้ลองผิดลองถูก ทำพังแล้วเริ่มใหม่ ฝึกจนเกิดทักษะ ฝึกจนมีรสนิยม และสุดท้ายได้รู้ว่าอะไรดีจริงไม่ดีจริง
ถ้า AI เข้ามาตัดทุกขั้นตอนให้เหลือแค่คำตอบสำเร็จรูป สิ่งที่หายไปก็คือ “ทักษะในการคิด”
และสำหรับ Gen Z ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงาน นี่คือความกลัวที่มากกว่าการตกงาน เพราะมันกลายเป็นคำถามว่า “เราจะเก่งขึ้นจริงได้อย่างไร ถ้าทุกอย่าง AI ทำแทนได้หมดซะแล้ว”
4. AI กับ “คุณค่าของงาน” และ “เครดิตของมนุษย์”
อีกเหตุผลที่ทำให้ Gen Z ไม่อินกับ AI ง่ายๆ คือ AI เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวตน ความสามารถ และศักดิ์ศรีของคนทำงานสร้างสรรค์โดยตรง
เราจึงเห็นดราม่าเรื่อง AI Art, AI Music, AI Video และ AI Animation เกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก รวมถึงในไทย
ล่าสุดเกิดกระแสถกเถียงบน X จากผลงานแอนิเมชัน AI เรื่อง “ตะวัน” ความยาว 20 นาที ของ VictoriorCG ศิลปินชาวไทยที่มีผลงานระดับอินเตอร์ เจ้าของผลงานระบุว่าใช้ AI สร้างเดโมแอนิเมชันจากไอเดียที่มีมาตั้งแต่ปี 2010 ใช้งบประมาณราว 500 ดอลลาร์ และใช้เวลาทำประมาณ 1 เดือนครึ่ง
สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจนอกจากงานที่ดูสวยงามอลังการเหมือนผลิตโดยสตูดิโอใหญ่ๆ แล้วยังทำให้คนเริ่มถกเถียงกันว่า ถ้างานหนึ่งถูกสร้างด้วย AI แต่มีมนุษย์เป็นคนคิด กำกับ และใส่รสนิยมลงไป เราควรให้เครดิตมนุษย์อยู่ตรงไหน
นี่คือประเด็นที่ทำให้ Gen Z จำนวนมากรู้สึก sensitive กับ AI เพราะ AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ฝีมือมนุษย์” กับ “งานที่ระบบ generate ให้” เริ่มบางลงเรื่อยๆ
สิ่งที่ Gen Z ตั้งคำถามก็คือ มนุษย์ยังมีคุณค่าอยู่ตรงไหนในกระบวนการนี้ และสังคมจะให้เครดิตกับความคิด รสนิยม และการฝึกฝนของมนุษย์อย่างไร และเราจะตัดสินว่า “งานชิ้นหนึ่งมีคุณค่าเพราะอะไร” กันอย่างไรดี?
5. Gen Z ไม่ชอบ AI Hype ที่ปกปิดผลกระทบ
สุดท้าย สิ่งที่ทำให้ Gen Z จำนวนมากไม่อินกับ AI ก็คือบรรยากาศของการ “อวย AI” แบบไม่มีเงื่อนไข ในไทย เราเริ่มเห็นสัญญาณนี้ชัดขึ้นจากโพสต์ไวรัลบน Facebook ที่ถามว่า
“ถาม Gen Z วัฒนธรรม Gen Y-X ที่พวกคุณสุดจะไม่เก็ต มีอะไรบ้าง” และหนึ่งในคอมเมนต์ที่ได้รับ engagement สูงมากตอบว่า “อวย AI เหมือนตัวเองไม่มีปริญญา”

คอมเมนต์นี้มียอดไลก์ราว 2K และมีคนเข้ามาตอบต่อจำนวนมาก สะท้อนว่าในสายตาของคนรุ่นใหม่บางส่วน การ “อวย AI” เหมือนกับเป็นการเชื่อเครื่องมือมากเกินไป หรือเป็นพฤติกรรมของ “คนแก่” ที่ตื่นเต้นกับเทคโนโลยีจนมองข้ามผลกระทบด้านอื่นไป
อธิบายได้อีกอย่างว่านี่คือ AI fatigue รูปแบบหนึ่ง เป็นความเหนื่อยเกิดจากการได้ยินประโยคเดิมซ้ำๆตลอดเวลา
การ “อวย AI” โดยไม่พูดถึงผลกระทบ สำหรับ Gen Z บางส่วน ก็เหมือนเป็นการลดทอนปัญหาจริงของคนรุ่นใหม่ให้เหลือแค่ “ใช้เครื่องมือให้เป็นก็พอ”
ทั้งที่สิ่งที่พวกเขากังวลยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายทั้งเรื่อง เส้นทางอาชีพ คุณค่าของผลงานมนุษย์ คุณค่าของการฝึกฝน ภาระให้คนทำงานที่เกิดจากการลดต้นทุน รวมถึงคำถามที่ว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการบอกให้ทุกคน “รีบใช้ AI”
สิ่งที่ Gen Z อยากฟังนอกจาก “ความเก่งของ AI” ก็คือ AI จะถูกใช้ด้วยกติกาแบบไหน ใครได้ประโยชน์ ใครเสียโอกาส ใครรับผิดชอบ และมนุษย์ยังมีพื้นที่ในการเติบโตอยู่ตรงไหนต่างหาก
โดยสรุปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาและไทยไม่ได้หมายความว่า Gen Z เป็นคนรุ่นต่อต้าน AI ในทางกลับกันคนกลุ่มนี้ใช้ AI มากกว่าคนกลุ่มอื่นด้วยซ้ำ แต่เป็นการใช้ AI ที่มาพร้อมกับคำถามเรื่องงาน อนาคต ตัวตน เครดิต ความยุติธรรม และคุณค่าของการฝึกฝน
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ องค์กร และผู้นำในยุค AI ก็คือการทำให้คน Gen Z เชื่อว่า AI จะถูกใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ ไม่ตัดโอกาสการพัฒนาทักษะ และไม่ทำให้แรงงานมนุษย์ราคาถูกลง และกลับทำสร้างคุณค่าให้กับความเป็นมนุษย์ที่ยังมีความลึก รสนิยม ความชำนาญ และความกล้าคิดด้วยตัวเองให้มากขึ้น
ที่มา: Business Insider, Harvard Gazette, Gallup
