‘WestK’ โมเดล Cultural CBD ของฮ่องกง กลยุทธ์ City Branding ที่ใช้ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และ Butterbear คุยกับคนไทย

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เวลาพูดถึงฮ่องกง หลายคนอาจนึกถึงเมืองการเงิน ตึกสูง แหล่งช้อปปิ้ง อาหาร และการเดินทางที่สะดวก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฮ่องกงกำลังพยายามเติมภาพจำอีกชั้นหนึ่งให้เมือง นั่นคือการเป็น “ศูนย์กลางวัฒนธรรม” ที่มีศิลปะ พิพิธภัณฑ์ พื้นที่สาธารณะ และประสบการณ์สร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง

หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดคือ West Kowloon Cultural District หรือ WestK เขตวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกเกาลูน พื้นที่ริมอ่าววิกตอเรียที่ถูกพัฒนาให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมขนาดใหญ่ของโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 เฮกตาร์ หรือประมาณ 250 ไร่ ตลอดแนวชายฝั่ง Victoria Harbour ระยะทาง 2 กิโลเมตร ภายในพื้นที่มีทั้งสวนสาธารณะ พื้นที่เปิดโล่ง พิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง M+ และ Hong Kong Palace Museum รวมถึงสถานที่จัดการแสดงอย่าง Xiqu Centre และ Freespace

ความน่าสนใจของ WestK อยู่ตรงที่ฮ่องกงวางโครงการนี้ให้ทำหน้าที่มากกว่าแลนด์มาร์กท่องเที่ยว เพราะ WestK ถูกออกแบบให้เป็น Cultural CBD หรือศูนย์กลางธุรกิจด้านวัฒนธรรมของฮ่องกง ที่เชื่อมศิลปะ วัฒนธรรม พื้นที่สาธารณะ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ออฟฟิศ รีเทล และการลงทุนเข้าไว้ในย่านเดียว

นี่จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตา เพราะ WestK กำลังบอกว่า เมืองหนึ่งเมืองสามารถใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

WestK in Bangkok ทำไมฮ่องกงเลือกกรุงเทพฯ เป็นหมุดหมายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ล่าสุด WestK เปิดตัวแคมเปญ “WestK in Bangkok” ซึ่งเป็นแคมเปญส่งเสริมการตลาดขนาดใหญ่ครั้งแรกของ WestK ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเลือกกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายแรก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–12 กรกฎาคม 2569 มีกิจกรรมตลอดสัปดาห์ ทั้งงานสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว งานสร้างเครือข่ายกับผู้นำภาคธุรกิจ และความร่วมมือพิเศษกับ Butterbear ณ สยามพารากอน

การเลือกกรุงเทพฯ เป็นเมืองแรก เพราะไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของฮ่องกงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจาก WestK ระบุว่า ปี 2568 ฮ่องกงต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยมากกว่า 560,000 คน เพิ่มขึ้น 7.5% จากปีก่อนหน้า และจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2569

ตัวเลขนี้ทำให้ไทยมีความหมายมากกว่าตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะนักท่องเที่ยวไทยมีความคุ้นเคยกับฮ่องกงอยู่แล้ว ทั้งในฐานะเมืองพักผ่อน เมืองช้อปปิ้ง เมืองอาหาร และเมืองที่เดินทางง่าย เมื่อ WestK ต้องการผลักดันฮ่องกงในภาพใหม่ที่เชื่อมวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ศิลปะ การเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ จึงเป็นวิธีเปิดบทสนทนากับกลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อมสูง

อีกชั้นหนึ่งคือไทยยังเป็นตลาดที่มีพลังด้านวัฒนธรรมและ pop culture ของตัวเอง การที่ WestK เลือกใช้ Butterbear เป็นตัวเชื่อมกับคนไทย จึงทำให้แคมเปญนี้ไม่ได้ทำงานในฐานะโฆษณาท่องเที่ยวแบบตรงไปตรงมา แต่ทำหน้าที่แปลภาพของ WestK ให้เข้าใจง่ายขึ้น ผ่านคาแรกเตอร์ที่คนไทยรู้จัก และพร้อมมีส่วนร่วม

Cultural CBD เมืองที่เอาวัฒนธรรมมาผูกกับเศรษฐกิจ

ในมุมการพัฒนาเมือง WestK เป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจเพราะไม่ได้แยกวัฒนธรรมออกจากเศรษฐกิจ แต่เอาวัฒนธรรมไปวางไว้ในแกนกลางของพื้นที่เศรษฐกิจใหม่

คุณเบอร์นาร์ด ชาญวุฒิ โสภณพนิช ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารเขตวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกเกาลูน ระบุว่า WestK มีพื้นที่เชิงพาณิชย์กว่า 500,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟความเร็วสูง West Kowloon Station และสถานี Airport Express Kowloon Station โดยมีเป้าหมายให้ WestK ก้าวขึ้นเป็น Cultural CBD ของฮ่องกง

ข้อมูลจาก WestK ยังระบุว่า เอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการได้หลายรูปแบบ ทั้งในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรม ผู้เช่าพื้นที่ออฟฟิศ รีเทล ร้านอาหาร และธุรกิจสันทนาการ โดยมีพื้นที่ Hotel, Office and Residential รวม 366,620 ตารางเมตร และพื้นที่ Retail, Dining and Entertainment รวม 138,360 ตารางเมตร

ตัวอย่างสำคัญคือ Artist Square Towers โครงการออฟฟิศแบบ PPP แรกใน WestK มีพื้นที่ใช้สอยรวม 65,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นออฟฟิศเกรด A 62,500 ตารางเมตร และพื้นที่รีเทล อาหาร และความบันเทิงอีก 2,500 ตารางเมตร โดยมีเป้าหมายแล้วเสร็จในปี 2027

ภาพนี้ทำให้ WestK น่าสนใจกว่าเขตศิลปะทั่วไป เพราะสิ่งที่ฮ่องกงกำลังสร้างคือย่านเศรษฐกิจที่มีวัฒนธรรมเป็นตัวนำ เมืองไม่ได้รอให้คนมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว แต่จัดวางทั้งการเดินทาง พื้นที่ทำงาน พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่ธุรกิจให้อยู่ในระบบเดียวกัน

นี่คือเหตุผลที่คำว่า Cultural CBD มีน้ำหนักทางธุรกิจ เพราะ CBD แบบเดิมมักถูกนิยามด้วยออฟฟิศ สถาบันการเงิน ศูนย์การค้า และตึกสูง ขณะที่ Cultural CBD เพิ่มอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญเข้าไป นั่นคือคุณภาพของประสบการณ์เมือง

ทำไมเมืองการเงินต้องลงทุนกับวัฒนธรรม

สำหรับเมืองที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก การมีตลาดทุนที่แข็งแรง ระบบกฎหมายที่เชื่อถือได้ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่การแข่งขันระหว่างเมืองใหญ่ทั่วโลกเริ่มพึ่งพาปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตมากขึ้น

คนเก่งระดับโลกไม่ได้เลือกเมืองจากตำแหน่งงานหรือรายได้อย่างเดียว แต่ดูด้วยว่าเมืองนั้นมีคุณภาพชีวิตแบบไหน มีพื้นที่พักผ่อนหรือไม่ มีวัฒนธรรมที่หลากหลายแค่ไหน มี community ที่น่าสนใจเพียงใด และสามารถใช้ชีวิตหลังเลิกงานได้อย่างมีความหมายหรือเปล่า

นี่คือจุดที่ WestK เข้ามาเติมให้ฮ่องกง

ในเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาแน่นและจังหวะชีวิตเร็ว การมีพื้นที่ริมน้ำขนาดใหญ่ที่รวมสวน พิพิธภัณฑ์ การแสดง ศิลปะร่วมสมัย อาหาร พื้นที่พักผ่อน และกิจกรรมกลางแจ้ง จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มสถานที่เที่ยว แต่เป็นการเพิ่มคุณค่าของเมืองในสายตาคนทำงาน นักลงทุน นักท่องเที่ยว และคนรุ่นใหม่

WestK ยังถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย มีความยืดหยุ่น และให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าสวนสาธารณะบางแห่งในฮ่องกง ที่เปิดให้คนมาปิกนิก ขี่จักรยาน เล่นกีฬา และพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ คล้ายบทบาทของ Central Park ในนิวยอร์กในฐานะพื้นที่หายใจของเมือง

เมื่อมองแบบนี้ WestK จึงไม่ได้แข่งขันกับพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นเท่านั้น แต่กำลังช่วยให้ฮ่องกงแข่งขันกับเมืองระดับโลกในมิติของการใช้ชีวิต

M+, Hong Kong Palace Museum และพลังของ cultural destination

หนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของ WestK คือสถาบันวัฒนธรรมระดับโลกในพื้นที่ โดยเฉพาะ M+ ซึ่งวางตัวเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกด้าน visual culture ร่วมสมัยของเอเชีย ครอบคลุมศิลปะ การออกแบบ สถาปัตยกรรม moving image และวัฒนธรรมภาพของฮ่องกง

M+ เปิดในเดือนพฤศจิกายน 2021 มีผู้เข้าชมมากกว่า 11.8 ล้านคน ณ เดือนมิถุนายน 2026 มีสมาชิกประมาณ 11,000 คน และ patrons มากกว่า 450 ราย ณ เดือนมีนาคม 2026 พื้นที่อาคารรวม 65,000 ตารางเมตร มีพื้นที่จัดแสดง 17,000 ตารางเมตร รวม 33 แกลเลอรี และมี LED Facade ขนาด 65.8 x 110 เมตร

อีกแลนด์มาร์กคือ Hong Kong Palace Museum ซึ่งเปิดในปี 2022 และกลายเป็นหนึ่งในสถาบันวัฒนธรรมสำคัญของพื้นที่ WestK เมื่อรวมกับ Xiqu Centre, Freespace, Art Park และ WestK Performing Arts Centre ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง พื้นที่นี้จึงค่อย ๆ กลายเป็น ecosystem ด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่มีทั้งนิทรรศการ การแสดง กิจกรรมกลางแจ้ง และพื้นที่พบปะของผู้คน

WestK Performing Arts Centre ยังถูกวางให้เป็น Asia’s Dance and Theatre Hub มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2026 และเปิดให้บริการในปี 2027 โดยประกอบด้วย Grand Theatre 1,450 ที่นั่ง Medium Theatre 600 ที่นั่ง และ Studio Theatre 270 ที่นั่ง หลังเปิดครบ WestK จะมีสถานที่จัดการแสดงรวม 10 แห่ง รองรับการแสดงหลากหลายรูปแบบ

สิ่งเหล่านี้ทำให้ WestK ไม่ใช่ destination ที่พึ่งพา event ครั้งเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างเหตุผลใหม่ให้คนกลับมาได้เรื่อยๆ ผ่านนิทรรศการ การแสดง เทศกาล และประสบการณ์ที่เปลี่ยนตามช่วงเวลา

Butterbear ทำหน้าที่แปลแบรนด์เมืองให้คนไทยเข้าใจง่าย

ในแคมเปญ WestK in Bangkok การร่วมมือกับ Butterbear เป็นจุดที่น่าสนใจมากในมุมการตลาด เพราะ WestK เป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ มีเรื่องเล่าซับซ้อน ทั้งประวัติศาสตร์เมือง ศิลปะร่วมสมัย สถาปัตยกรรม พื้นที่เศรษฐกิจ และการลงทุน หากสื่อสารแบบตรงไปตรงมา อาจดูไกลจากชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทย

Butterbear จึงทำหน้าที่เป็น local bridge ที่ช่วยทำให้ WestK มีความใกล้ขึ้น

ภายใต้แนวคิด “Butterbear’s WestK Experience” WestK ร่วมมือกับ Butterbear จัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ 2 จุด ณ สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 6–12 กรกฎาคม พร้อมจุดถ่ายภาพแบบอินเมอร์ซีฟ และกิจกรรมสะสมตราประทับเพื่อแลกรับของที่ระลึกรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน “WestK x Butterbear” โดยเล่าการเดินทางของ Butterbear ที่ได้ไปสัมผัสประสบการณ์ศิลปะที่ WestK เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทั้ง M+, Hong Kong Palace Museum, Xiqu Centre และกิจกรรมวัฒนธรรมอื่น ๆ ในพื้นที่

วิธีนี้ทำให้ WestK ไม่ต้องเริ่มต้นด้วยคำอธิบายเชิงโครงสร้างเมืองที่อาจเข้าใจยาก แต่เริ่มจากประสบการณ์ที่จับต้องได้ ถ่ายรูปได้ แชร์ได้ และเชื่อมกับวัฒนธรรมแฟนด้อมของไทย

สำหรับนักการตลาด นี่คือจุดที่น่าศึกษา เพราะ city brand ขนาดใหญ่จำนวนมากมักสื่อสารด้วยภาพสวย คำใหญ่ และข้อมูลทางการ แต่ WestK เลือกใช้คาแรกเตอร์ที่มีฐานแฟนไทยมาเป็นประตูแรก ก่อนพาผู้ชมไปเจอเรื่องใหญ่กว่าอย่างศิลปะ วัฒนธรรม และประสบการณ์เมือง

โอกาสของไทยใน WestK ไม่ได้มีแค่การท่องเที่ยว

อีกประเด็นที่ทำให้ WestK in Bangkok มีน้ำหนักทางธุรกิจคือการเปิดบทสนทนากับนักลงทุนไทย

WestK ระบุชัดว่าต้องการแสดงให้เห็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักลงทุนชาวไทย และเชิญชวนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศูนย์กลางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ของโลก โดยเฉพาะผ่านโมเดล Public-Private Partnership หรือ PPP

โอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจท่องเที่ยว แต่ขยายไปถึงอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ออฟฟิศ รีเทล ร้านอาหาร พื้นที่จัดงาน และบริการที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ในเมือง ขณะที่ทำเลของ WestK ซึ่งเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงและ Airport Express ยิ่งทำให้พื้นที่นี้มีศักยภาพในฐานะจุดเชื่อมระหว่างฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ และนักเดินทางจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ WestK ยังมีความเชื่อมโยงกับไทยในเชิงวัฒนธรรมอยู่แล้ว ตั้งแต่ความร่วมมือกับสถาบันวัฒนธรรมไทย ไปจนถึงการที่หอภาพยนตร์ของไทยเป็นหนึ่งในสถาบันวัฒนธรรมต่างประเทศแห่งแรกที่ลงนาม MoU กับ M+ ในงาน Hong Kong International Cultural Summit ครั้งแรก ซึ่ง WestK เป็นเจ้าภาพในปี 2567

เมื่อรวมทั้งมิติท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการลงทุน WestK จึงเปิดพื้นที่ให้ไทยมีบทบาทหลายระดับพร้อมกัน ทั้งในฐานะตลาดผู้เดินทาง กลุ่มผู้บริโภคด้านวัฒนธรรม พาร์ตเนอร์สร้างสรรค์ และนักลงทุนที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเติบโตของพื้นที่

บทเรียนของ WestK สำหรับแบรนด์และเมือง

กรณีของ WestK ทำให้เห็นว่า การสร้างแบรนด์เมืองในวันนี้ต้องคิดมากกว่าการทำแคมเปญท่องเที่ยวหรือโปรโมตแลนด์มาร์กใหม่ เมืองต้องมีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจ และอนาคตของการใช้ชีวิต

WestK ไม่ได้ขายแค่พิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่ริมน้ำ แต่ขายเหตุผลว่าทำไมฮ่องกงยังเป็นเมืองที่ควรเดินทางไป ควรใช้ชีวิต ควรทำธุรกิจ และควรลงทุนในระยะยาว

วัฒนธรรมจึงกลายเป็น economic engine รูปแบบหนึ่ง เพราะสามารถดึงนักท่องเที่ยว สร้างทราฟฟิกให้พื้นที่ เพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ดึงดูด talent สร้าง community และเปิดโอกาสให้ธุรกิจหลากหลายประเภทเข้ามาเติบโตใน ecosystem เดียวกัน

สำหรับแบรนด์ บทเรียนสำคัญคือการสร้างประสบการณ์ต้องมีทั้งโครงสร้างใหญ่และจุดเชื่อมเล็ก ๆ ที่คนเข้าถึงได้ WestK มีวิสัยทัศน์ระดับเมือง มีแผนพัฒนา มีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก มีโอกาสลงทุน และมีระบบคมนาคมรองรับ ขณะเดียวกันก็ใช้ Butterbear เป็น entry point ที่ทำให้คนไทยรู้สึกว่า WestK ไม่ได้ไกลตัว

สำหรับเมือง บทเรียนสำคัญคือการเติบโตระยะยาวอาจไม่ได้เกิดจากการเพิ่มตึกหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้คนอยากกลับมา อยากใช้เวลา และอยากเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนั้น

WestK จึงเป็นมากกว่าแคมเปญโปรโมตฮ่องกงในไทย แต่เป็นภาพตัวอย่างของเมืองที่กำลังใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือแข่งขันในเศรษฐกิจใหม่

และสำหรับไทย นี่อาจเป็นโจทย์ที่น่าคิดต่อว่า หากเมืองหนึ่งสามารถทำให้ศิลปะ วัฒนธรรม พื้นที่สาธารณะ การเดินทาง การลงทุน และ pop culture ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ เมืองนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่จะกลายเป็นพื้นที่ที่คนอยากใช้ชีวิต ทำธุรกิจ และสร้างอนาคตร่วมกัน


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE