[ข่าวประชาสัมพันธ์]

การมีข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก อาจไม่มีประโยชน์ถ้าไม่สามารถนำข้อมูลนั้นมาใช้ได้อย่างแม่นยำ นี่คือความท้าทายของนักการตลาดในปัจจุบัน ที่เจอคลื่นความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การตัดสินเลือกแบรนด์ของแต่ละเจเนอเรชั่นนั้นซับซ้อนมากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจต้องรู้จักปรับใช้ AI และ ข้อมูลอย่างมีกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง…ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น ระดมกูรูนักวิจัยและการตลาด แชร์อินไซต์ในงาน Human Insights in the AI Era ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค
ถอดรหัสผู้บริโภคดิจิทัลยุคใหม่

คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเวทีด้วยหัวข้อ “Deciphering the New Digital Consumer” ที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้ปัจจุบัน Customer Journey จะซับซ้อนขึ้น และ AI มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค แต่กลับกลายเป็นโอกาสที่ AI จะเป็นอาวุธสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคเช่นกัน จากดัชนีของดิจิทัลสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและเครือข่ายสื่อสารอย่างทั่วถึง เช่น มีผู้ใช้โทรศัพท์มากถึง 99.5 ล้านซิม จากประชากร 70.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 139% ส่งผลต่อการเข้าถึง AI ของผู้บริโภคหลายเจเนอเรชั่น ที่ในแต่ละวันมีอัตราสูง โดยเฉพาะ Gen Z มากถึง 85% Gen Y 80% และ Gen X 50% ปรากฎการณ์นี้ ทำให้นักการตลาดมีโอกาสใช้ AI รู้จักตัวตนผู้บริโภคได้ชัดเจนขึ้น และยังสามารถ คาดการณ์ได้ว่า ผู้บริโภคซื้อสินค้าตัวหนึ่งแล้ว จะซื้ออะไรอื่นเพิ่มอีก หากแบรนด์ใดสามารถใช้ข้อมูลได้มากกว่า ก็จะได้เปรียบในเรื่องโอกาสทางธุรกิจ

คุณโอลิเวอร์ ระบุถึง 5 ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีผลต่อแบรนด์คือ ความคาดหวังของลูกค้าสูงขึ้นเรื่อยๆ ความเร็วที่สำคัญกว่าเดิม ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค AI อยู่ในทุกที่ และการเปลี่ยนผ่านของดิจิทัล คือการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนแบรนด์บ่อยขึ้น คาดหวังการตอบกลับอย่างรวดเร็วภายใน 1 วินาที การให้บริการตรงความต้องการของแต่ละคน และประสบการณ์ที่ราบรื่น เป็นต้น ขณะเดียวกันอีกโจทย์ที่ท้าทายคือ หลายธุรกิจต้องขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเจนใหม่ๆ ตั้งแต่ Gen Z Alpha และ Beta ที่มีถึง 20.6 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรในไทย การใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การเล่าเรื่องของแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จึงสำคัญมาก เพราะแบรนด์ในยุค AI ไม่ใช่การทำการตลาดว่าคุณพูดอะไร แต่เป็นเรื่องของคนที่พูดถึงแบรนด์ว่าอย่างไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ AI กับมนุษย์ยังต้องทำงานร่วมกัน มนุษย์มีสิ่งเหนือกว่า AI คือความฉลาดทางอารมณ์ การเล่าเรื่องเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจด้วยจริยธรรม และโดยเฉพาะความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม “แบรนด์ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทางวัฒนธรรม เมื่อไรที่แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม แบรนด์ของคุณจะอยู่ยาว” คุณโอลิเวอร์ กล่าวสรุป
AI กับความหวัง ความกังวล และความไว้วางใจของผู้บริโภคยุคใหม่

ด้าน NIQ คุณมณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก และ คุณวสุพจน์ กิตติทรัพย์กุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก ได้ร่วมกันเล่าถึงข้อมูลที่สำรวจเกี่ยวกับการใช้ AI ในโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งประเทศไทย ในหัวข้อ “Living with Technology: Global” โดยชี้ว่า AI ไม่ใช่เรื่องอนาคตอีกต่อไป เพราะอยู่ในชีวิตประจำวัน ไลฟ์สไตล์ แต่เรื่องของความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เป็นโจทย์ที่องค์กรต้องคำนึงถึง โดยจากการสำรวจผู้บริโภคใน 40 ประเทศ ด้วยคำถามที่ว่า รู้สึกอย่างไรกับ AI ในปี 2025 พบว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามอง AI เป็นอนาคต มีความหวัง และน่าตื่นเต้น แต่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความกังวลใจ เพราะมีประสบการณ์ได้รับผลกระทบจาก AI เช่น การว่างงาน ความไม่ปลอดภัย และข้อมูลเท็จ นอกจากนี้ งานวิจัยกลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มครีเอเตอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทย ระบุว่ามีการเปิดรับและใช้งาน AI มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และกลุ่มที่มีรายได้สูง ด้านกลุ่มครีเอเตอร์ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ โดยรวมแล้วผู้บริโภคมีทัศนคติบวกต่อเทคโนโลยี แต่ยังกังวลในหลายประเด็น โดยเฉพาะความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ เพราะฉะนั้นองค์กรใดที่พัฒนา Innovation ควบคู่กับ Trust ได้อย่างสมดุล องค์กรนั้นจะชนะอย่างแท้จริง

5 อินไซต์ของผู้บริโภคในโลกที่ผันผวน

คุณชนิยา นาคะลักษณ์ ประธานที่ปรึกษา บริษัท โฮมรัน คอนซัลติ้ง ถอดรหัสผู้บริโภคไทยผ่านคำถามที่ว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้คนจะเลือกเพียง “เอาตัวรอด” หรือกล้าปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาให้โลกเห็น จากอดีตที่มนุษย์ให้คุณค่ากับความมั่นคง การรวมกลุ่ม ขนบ และหน้าที่ วันนี้ ผู้บริโภคกำลังเคลื่อนไปสู่การใช้ชีวิตที่เป็นตัวเอง และเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผลและคุณค่าที่ตนกำหนด แม้เทคโนโลยีในประเทศไทยจะพัฒนาเร็ว แต่ยังเคลื่อนตัวช้า กลับไปมาตามวิกฤต ประกอบกับการฝังลึกของค่านิยม ความเชื่อ จึงเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบ “ไฮบริด” ที่ผสานความทันสมัยเข้ากับรากทางความเชื่อและวัฒนธรรมเดิม
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สะท้อนผ่าน 5 อินไซต์สำคัญ เริ่มจาก Authenticity ผู้บริโภคให้คุณค่ากับความจริงใจและความโปร่งใสมากกว่าภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ตามมาด้วย Personal Significance ที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงให้แบรนด์รู้จัก แต่ต้องรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและใส่ใจ ซึ่ง AI จะช่วยสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลแบบเรียลไทม์ได้ลึกขึ้น ขณะเดียวกัน Fluid Identity สะท้อนว่าคนหนึ่งคนมีได้หลายบทบาทและหลายตัวตน โดยทุกตัวตนล้วนเป็นความจริง ส่วน Meaning of Life คือการมองหาคุณค่าและความหมายในสิ่งที่เลือกทำ เปิดโอกาสให้แบรนด์เป็นพาร์ทเนอร์ที่สนับสนุนการเติบโตในทุกช่วงชีวิต และสุดท้าย Sovereignty คือความต้องการคิด เลือก และออกแบบชีวิตด้วยตนเอง หน้าที่ของแบรนด์จึงไม่ใช่ตัดสินใจแทน แต่คือมอบข้อมูล ทางเลือก และความยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด
AI และ HI ต้องเดินไปด้วยกันในยุค Marketing 7.0

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้มุมมองในหัวข้อ “Marketing 7.0 to Tech & AI” ว่า การตลาดยุคใหม่ต้องผสาน AI เข้ากับการทำงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงในฐานะเครื่องมือ แต่เป็นเสมือนสมาชิกของทีมที่ช่วยเสริมทั้งความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด เพราะ AI และ HI หรือ Human Intelligence ต้องทำงานร่วมกัน ความเข้าใจเรื่องอารมณ์ขัน จังหวะ น้ำเสียง บริบททางวัฒนธรรม รวมถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในภาษา ยังต้องอาศัยความละเอียดอ่อนแบบมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่การตลาดในยุค AI ยังต้องมีมนุษย์เป็นผู้กำหนดทิศทาง
อีกบทบาทสำคัญของ AI คือการเข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค นักการตลาดจึงต้องใช้ AI เพื่อสร้าง Precision Marketing ที่แม่นยำ รวดเร็ว และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด โดยผสานพลังของข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจมนุษย์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การจำลอง AI ให้เป็นลูกค้า ทดลองข้อเสนอ เปรียบเทียบสินค้าและราคา ไปจนถึงการลดเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสปิดการขาย ผศ.ดร.เอกก์ ย้ำว่า โลกของ AI ก้าวไปไกลมากแล้ว แค่วิ่งคงไม่ไหว ต่อไปนักการตลาดคงต้องฟลายอิ้งถึงจะทัน
มนุษย์ – DATA – Ethical AI การเชื่อมต่อที่สมบูรณ์

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “The Dynamic Loop of Intelligence” โดยฉายภาพให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้คนในโลกกว่า 1 พันล้านคนใช้ AI โดยมีองค์กรต่างๆ ทั่วโลก 24% ที่ใช้ข้อมูลในการทำงาน และมี 20% เริ่มใช้เทคโนโลยี AI ช่วยให้องค์กรไม่ใช่เพียงใช้ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ รายได้ แต่สามารถประมวลผลข้อมูลจิตวิทยาผู้บริโภค ไปถึงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ที่เชื่อมต่อกันจนเห็นมุมพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ 1080 องศา และสร้างโอกาสทางการตลาดและต่อยอดธุรกิจได้
ทั้งนี้ การเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ ดาต้า และ AI ช่วยสร้างสรรค์และส่งมอบเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยได้ โดยทรู ได้นำเสนอ The Dynamic Loop of Intelligence ระบบนิเวศแห่งอนาคตที่ผสานพลัง Human, Data และ AI เพื่อปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจยุคใหม่ พร้อมเปิดตัว Next-Gen Intelligence Suite โซลูชันอัจฉริยะแบบครบวงจร ช่วยขยายขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการสร้างนวัตกรรม โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทาง คุณค่า และความหมายของการเติบโต สอดคล้องกับมุมมองด้านจริยธรรม ว่า “ส่วนที่ AI ยังไม่มี และจำเป็นต้องมีมนุษย์ คือ Ethical AI (จริยธรรม) เราเป็นมนุษย์ที่สร้าง และใช้ AI เราจึงต้องทำสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วย คือ Ethical AI”
[ข่าวประชาสัมพันธ์]
