คืนก่อนหน้า แคมเปญของแบรนด์อาจยังเป็นคอนเทนต์ชิ้นหนึ่งบนหน้าฟีด เช้าวันต่อมา ยอดวิวพุ่งขึ้นหลักล้าน ชื่อแบรนด์ติดเทรนด์ มีคนหยิบไปทำมีม สื่อเริ่มติดต่อขอข้อมูล และทีมงานส่งภาพตัวเลข Engagement ให้กันในกรุ๊ปแชต
ภาพทั้งหมดชวนให้รู้สึกว่าแคมเปญประสบความสำเร็จแล้ว
ในเวลาเดียวกัน คนจำนวนมากกำลังค้นหาชื่อแบรนด์ เข้าเว็บไซต์ เดินเข้าร้าน และถามหาสินค้าที่ปรากฏในคอนเทนต์ คำถามชุดใหม่จึงเริ่มขึ้นทันที
สินค้ามีพอขายหรือไม่ เว็บไซต์รองรับ Traffic ไหวหรือเปล่า พนักงานหน้าร้านรู้รายละเอียดแคมเปญแล้วหรือยัง คนที่ดูคอนเทนต์จบควรไปทางไหนต่อ และผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นวันนี้จะยังสนใจแบรนด์ในเดือนหน้าหรือไม่
นี่คือ “ชีวิตหลังไวรัล” ช่วงเวลาที่จะตัดสินว่ากระแสหนึ่งครั้งจะทิ้งยอดขาย ลูกค้า ข้อมูล หรือคุณค่าระยะยาวอะไรไว้ให้ธุรกิจ
ไวรัลสร้างความสนใจ แต่คนที่เข้ามายังมีเจตนาต่างกัน
สิ่งที่ไวรัลมอบให้แบรนด์ทันทีคือ Attention
ยอดเข้าถึง ยอดวิว การพูดถึง ปริมาณการค้นหา ข่าวจากสื่อ จำนวนผู้ติดตาม และ Traffic มักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวเลขเหล่านี้มีคุณค่า เพราะช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ
อย่างไรก็ตาม คนที่เข้ามาพร้อมกระแสมีเหตุผลหลากหลาย บางส่วนสนุกกับมุก บางส่วนสนใจตัวละคร ขณะที่อีกกลุ่มกำลังพิจารณาสินค้า
แบรนด์จึงต้องแยกให้ออกระหว่าง Attention หรือความสนใจ กับ Intent หรือความตั้งใจที่อาจนำไปสู่การกระทำ
ยอดวิวบอกได้ว่ามีคนเห็นคอนเทนต์มากเพียงใด ส่วนคำถามเชิงธุรกิจต้องมองต่อไปถึงสิ่งที่คนทำหลังดูจบ เช่น ค้นหาสินค้า เข้าเว็บไซต์ เดินเข้าร้าน สมัครสมาชิก หรือซื้อจริง
ความดังจึงเปรียบได้กับประตูที่เปิดขึ้นชั่วคราว แบรนด์ต้องเตรียมสิ่งที่อยู่หลังประตูไว้ให้พร้อม
คนเข้ามาแล้ว ต้องรู้ว่าแบรนด์มีอะไรให้สนใจต่อ
แคมเปญไวรัลจำนวนมากทำให้คนจดจำเพลง มุก หรือตัวละครได้แม่นยำ ขณะที่ความทรงจำเกี่ยวกับสินค้าอาจไม่ชัดเจนเท่ากัน
แบรนด์จึงควรวาง Product Truth หรือความจริงเกี่ยวกับสินค้าไว้ในโครงสร้างของไอเดียตั้งแต่ต้น เพื่อให้ความบันเทิงพาคนกลับไปเข้าใจคุณค่าของผลิตภัณฑ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ตัวอย่างหนึ่งคือ CeraVe แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่งเคยสร้างกระแสผ่านมุกเกี่ยวกับชื่อของนักแสดง Michael Cera ก่อนพาคนกลับไปทำความรู้จัก Ceramides ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ และจุดยืนด้านการดูแลผิวร่วมกับแพทย์ผิวหนัง
คนอาจเข้ามาเพราะความสนุกจากชื่อที่คล้ายกัน พร้อมได้รับข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับสินค้ากลับไปด้วย
ก่อนปล่อยแคมเปญ ทีมงานควรตอบคำถามให้ได้ว่า หลังดูจบแล้ว คนรู้หรือไม่ว่าแบรนด์ขายอะไร สินค้ามีคุณค่าอย่างไร และสามารถทดลองหรือซื้อได้ที่ไหน
หากคนจำคอนเทนต์ได้โดยไม่เชื่อมโยงกลับมาหาแบรนด์ ความสนใจจำนวนมากอาจจบลงพร้อมบทสนทนาบนโซเชียลมีเดีย
คนอยากซื้อแล้ว ระบบธุรกิจพร้อมหรือยัง
กระแสสามารถทำให้คนค้นหาสินค้า เข้าเว็บไซต์ และเดินเข้าร้านพร้อมกันภายในเวลาอันสั้น
หากสินค้าไม่พอ เว็บไซต์ล่ม พนักงานไม่มีข้อมูล หรือขั้นตอนใช้โปรโมชั่นซับซ้อน ความตื่นเต้นของลูกค้าอาจเปลี่ยนเป็นความผิดหวังได้ทันที
Popeyes เชนร้านอาหารไก่ทอด เคยเจอความต้องการ Chicken Sandwich สูงจนสินค้าหมดในหลายสาขา หลังเมนูดังกล่าวกลายเป็นประเด็นสนทนาบนโซเชียลมีเดีย แบรนด์จึงต้องกลับไปเตรียมกำลังการผลิตและระบบร้าน ก่อนนำเมนูกลับมาวางขายและพัฒนาให้เป็นสินค้าหลักของธุรกิจ
เคสนี้ทำให้เห็นว่า ไวรัลสามารถเร่ง Demand ได้เร็วมาก รายได้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อระบบขายรองรับความต้องการเหล่านั้นทัน
การวางแผนแคมเปญจึงควรครอบคลุมสินค้า สต็อก เว็บไซต์ แอป ร้านค้า พนักงาน และ Customer Service ทีมแต่ละส่วนต้องรู้ว่าแคมเปญกำลังสื่อสารอะไร ลูกค้าจะถามเรื่องใด และควรพาคนไปยังช่องทางไหน
ไวรัลอาจเริ่มบนหน้าจอ ผลกระทบของมันเดินทางเข้าไปถึง Supply Chain และ Operations ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
คนเข้ามาแล้ว จะทำให้เขาอยู่ต่ออย่างไร
คนที่กดติดตามแบรนด์ในช่วงไวรัลอาจสนใจคอนเทนต์เพียงชิ้นเดียว เมื่อเรื่องดังกล่าวจบลง ความสนใจก็มีโอกาสลดลงอย่างรวดเร็ว
แบรนด์จึงควรเตรียมกิจกรรมถัดไปไว้รองรับ เช่น เปิดให้ร่วมสร้างคอนเทนต์ แจกสิทธิ์ทดลองสินค้า ชวนสมัครสมาชิก เก็บ Lead ส่งคูปอง หรือสร้างคอมมูนิตี้ที่มีเหตุผลให้คนกลับมา
Old Spice แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายสำหรับผู้ชาย เคยต่อยอดโฆษณาที่ได้รับความนิยมด้วยการผลิตวิดีโอตอบคอมเมนต์ของผู้ชมอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ทำให้แคมเปญกลายเป็นบทสนทนาที่คนสามารถเข้าร่วม และช่วยยืดอายุความสนใจออกไป
หัวใจสำคัญอยู่ที่การพาคนออกจากกระแสชั่วคราว ไปยังพื้นที่ที่แบรนด์สามารถดูแลความสัมพันธ์ต่อได้
พื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นฐานสมาชิก แอปของแบรนด์ Loyalty Program กลุ่มคอมมูนิตี้ หรือระบบ CRM ซึ่งช่วยให้ธุรกิจรู้จักลูกค้าและสื่อสารได้ตรงกับความสนใจมากขึ้น
ยอดวิวเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม ความสัมพันธ์กับลูกค้าคือสิ่งที่แบรนด์ต้องสร้างต่อด้วยตัวเอง
หลังไวรัล แบรนด์เลือกทำได้ 3 ทาง
ทันทีที่แคมเปญได้รับความนิยม ทีมคอนเทนต์มักถูกคาดหวังให้ทำภาคต่อ ใช้ตัวละครเดิม ผลิตสินค้า Merchandise หรือหยิบมุกเดิมมาเล่นซ้ำ
การต่อยอดควรพิจารณาตามธรรมชาติของกระแส โดยมี 3 ทางเลือกหลัก
Extend: ขยายพื้นที่ของไอเดีย
แนวคิดที่มีศักยภาพสามารถขยายไปยังสินค้า หน้าร้าน กิจกรรม Collaboration หรือคอนเทนต์ที่เปิดให้ Creator และผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม
การขยายที่มีคุณค่าควรเพิ่มประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้คน แทนการคัดลอกสิ่งเดิมไปวางในช่องทางอื่น
Evolve: พัฒนาเรื่องให้เดินหน้าต่อ
ตัวละครจากแคมเปญอาจเติบโตเป็น Brand Character เพลงอาจกลายเป็น Sound Asset และกิจกรรมหนึ่งครั้งอาจพัฒนาเป็น Brand Ritual ที่เกิดขึ้นประจำทุกปี
แนวทางนี้ช่วยให้แบรนด์รักษาสิ่งที่คนชื่นชอบไว้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวมีพัฒนาการ
Exit: จบในเวลาที่เหมาะสม
บางกระแสมีเสน่ห์เพราะความสดใหม่ในช่วงเวลาหนึ่ง การหยุดในจังหวะที่คนยังรู้สึกดี อาจช่วยรักษาความทรงจำของแคมเปญได้มากกว่าการผลิตภาคต่ออย่างต่อเนื่อง
แบรนด์จึงต้องรู้ว่ากระแสใดควรขยาย กระแสใดควรพัฒนา และกระแสใดควรเก็บไว้เป็นความสำเร็จหนึ่งครั้ง
วัดผลให้ไกลกว่ายอดวิว
การวัดผลหลังไวรัลควรถูกออกแบบไว้ก่อนปล่อยแคมเปญ เพื่อให้ทุกทีมรู้ว่าต้องการพาความสนใจไปหาผลลัพธ์ประเภทใด
ตัวชี้วัดสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ
1. Attention
ดูว่ามีคนเห็นและพูดถึงแคมเปญมากเพียงใด เช่น Reach, Views, Mentions, Share of Voice และ Search Volume
2. Action
ดูว่าคนทำอะไรหลังเห็นแคมเปญ เช่น คลิกเข้าเว็บไซต์ ค้นหาร้าน ดาวน์โหลดแอป รับคูปอง สมัครสมาชิก หรือลงทะเบียนทดลองสินค้า
3. Business Result
ดูผลที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ เช่น Conversion, Sales Uplift, จำนวนลูกค้าใหม่ มูลค่าการซื้อต่อครั้ง และการกลับมาซื้อซ้ำ
4. Long-term Brand Effect
ดูคุณค่าที่เหลืออยู่หลังบทสนทนาลดลง เช่น Brand Awareness, Consideration, Brand Association, Retention, การเติบโตของคอมมูนิตี้ และทรัพย์สินของแบรนด์ที่นำกลับมาใช้ได้
สินค้าบางประเภทมีรอบการตัดสินใจยาว เช่น รถยนต์ บ้าน ประกัน และบริการ B2B ผลลัพธ์ที่เหมาะสมจึงอาจอยู่ในรูป Lead การนัดหมาย Test Drive หรือความตั้งใจพิจารณาซื้อ
แบรนด์ต้องกำหนดจุดหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของสินค้าและพฤติกรรมลูกค้า
5 ขั้นเปลี่ยนกระแสไวรัลให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจ
ก่อนปล่อยแคมเปญ แบรนด์สามารถตรวจความพร้อมผ่านกรอบคิด 5 ด้าน
V — Value
คนที่เข้ามาตามกระแสเข้าใจหรือไม่ว่า สินค้าและแบรนด์มีคุณค่าอะไร
I — Infrastructure
สินค้า สต็อก เว็บไซต์ ร้านค้า พนักงาน และบริการลูกค้าพร้อมรับความสนใจที่เพิ่มขึ้นหรือยัง
R — Route
คนรู้หรือไม่ว่าหลังดูคอนเทนต์แล้วควรไปไหน หรือทำอะไรต่อ
A — Audience
แบรนด์มีช่องทางรักษาการเชื่อมต่อกับคนที่เข้ามา ผ่านระบบสมาชิก ข้อมูลลูกค้า หรือคอมมูนิตี้หรือไม่
L — Longevity
กระแสสามารถพัฒนาเป็นสินค้า ความสัมพันธ์ กิจกรรมประจำ หรือทรัพย์สินของแบรนด์ในระยะยาวได้แค่ไหน
องค์ประกอบทั้ง 5 ส่วนช่วยให้ทีมมองเห็นสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนความดังมาถึง และช่วยประเมินว่ากระแสกำลังสร้างคุณค่าอะไรให้ธุรกิจ
ความสำเร็จของไวรัลถูกตัดสินในวันต่อมา
ในเช้าวันหลังไวรัล ยอดวิวอาจยังเพิ่มขึ้น Notification อาจดังต่อเนื่อง และคนในองค์กรอาจกำลังฉลองกับความสำเร็จของแคมเปญ
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นคืองานอีกชุดหนึ่งที่กำลังเริ่มต้น
คนที่เข้ามาหาแบรนด์ซื้อสินค้าได้หรือไม่ แบรนด์รักษาความสัมพันธ์กับพวกเขาไว้อย่างไร กระแสทิ้งข้อมูล ลูกค้า และความหมายอะไรไว้ และหลังบทสนทนาสงบลง ธุรกิจเหลือสิ่งใดอยู่จริง
ชีวิตหลังไวรัลจึงเริ่มตั้งแต่วันที่แบรนด์ออกแบบแคมเปญ พร้อมเตรียมสินค้า ช่องทาง และระบบความสัมพันธ์ไว้รองรับวันที่คนจำนวนมากหันมาสนใจ

