รู้จัก Meta One เพคเกจเสียเงินแบบใหม่จาก Meta จ่ายแล้วได้สิทธิ์อะไรบ้าง แปะได้กี่ลิงก์ อธิบายแบบเข้าใจง่าย

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ช่วงนี้ผู้ใช้ Facebook ในประเทศไทยบางบัญชีอาจเริ่มเห็นเมนูใหม่ชื่อ “Meta One” โผล่ขึ้นมา พร้อมแพ็กเกจ Subscription ที่มีราคาตั้งแต่ 319 บาท ไปจนถึงระดับ 10,990 บาทต่อเดือน

คำถามคือ Meta One คืออะไร? ทำไมมีแพ็กเกจตั้งแต่ Essential, Advanced, Expert ไปจนถึง Max และนักการตลาดจำเป็นต้องจ่ายเดือนละหมื่นเพื่อใช้ Facebook ต่อหรือไม่? แล้วเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับคนทำ Affiliate ด้วยหรือไม่?

และที่สำคัญคือจากนี้ไปการเข้าถึงแบบ Organic จะเป็นบริการ Premium ที่เราต้องเสียเงินซื้อแล้วรึเปล่า?

Marketing Oops! สรุป Meta One แบบเข้าใจง่าย พร้อมแยกให้ดูว่าแต่ละแพ็กเกจเหมาะกับการใช้งานแบบไหนในโพสต์นี้

Meta One คืออะไร?

Meta One คือระบบ Subscription แบบเสียเงินของ Meta ที่เพิ่มฟีเจอร์พิเศษให้กับบริการในเครือ เช่น Facebook, Instagram, Messenger, Meta AI โดยสิทธิ์ที่ได้รับขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ บัญชี และพื้นที่ที่ Meta เปิดให้ใช้งาน โดย ปัจจุบัน Meta แบ่ง Meta One ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรกคือ

1. Personal Plans

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป มี 2 ระดับ ได้แก่

  • Meta One Plus ซึ่งรวม Benefit จาก Facebook Plus, Instagram Plus เช่น Custom App Icons, Story Previews และ Messaging Enhancements พร้อมเพิ่มโควต้าการใช้งาน AI ทั้งการสร้างภาพ วิดีโอ และ Thinking Mode
  • Meta One Premium จะรวมทุกอย่างจาก Plus และเพิ่มโควต้าการใช้งาน AI ให้สูงขึ้น ทั้งการสร้างและแก้ไขภาพหรือวิดีโอ รวมถึง Advanced Reasoning ผ่าน Thinking Mode

ส่วนอีกกลุ่มคือ

2. Business and Creator Plans

กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับนักการตลาด Creator และธุรกิจโดยตรง แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  • Essential
  • Advanced
  • Expert
  • Max

กลุ่มนี้เริ่มจากเครื่องมือด้านความน่าเชื่อถือและการปกป้องบัญชี และเพิ่มฟีเจอร์ด้าน Audience Growth, Clickable Links, Insights, Shared Access, Premium Support และ AI มากขึ้นตามระดับแพ็กเกจ

สำหรับบทความนี้ เราจะโฟกัสไปที่ 4 แพ็กเกจฝั่ง Business and Creator เพราะเป็นกลุ่มที่มีผลต่อการทำ Marketing โดยตรง

Meta One ราคาเท่าไหร่?

จากหน้าสมัครที่เริ่มปรากฏในบัญชีผู้ใช้บางรายในประเทศไทย พบราคา Meta One 4 ระดับดังนี้

  • Essential — 319 บาท/เดือน
  • Advanced — 1,099 บาท/เดือน
  • Expert — 3,199 บาท/เดือน
  • Max — 10,990 บาท/เดือน

อย่างไรก็ตาม Meta ระบุว่า Meta One ยังอยู่ระหว่าง Limited Testing และสิ่งที่ผู้ใช้เห็นอาจแตกต่างกันตาม Location, Account Type และสิ่งที่เปิดทดสอบในขณะนั้นด้วยก็ได้ ดังนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าราคาและสิทธิประโยชน์ที่แสดงในบัญชีของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันก็เป็นได้

แล้วสิทธิประโยชน์ในแต่ละแพคเกจต่างกันอย่างไรบ้าง

1. Meta One Essential — 319 บาท/เดือน

Essential เป็นแพ็กเกจเริ่มต้น เหมาะกับ Creator หรือธุรกิจที่ต้องการเรื่อง ความน่าเชื่อถือและการปกป้องตัวตน ตอน Meta เปิดตัว Essential ระบุ Benefit หลัก เช่น Benefit หลักที่ Meta ระบุ ได้แก่

  • Badge และระบบยืนยันตัวตนสำหรับบัญชีที่ผ่าน Verification
  • ระบบช่วยตรวจจับบัญชีที่พยายามแอบอ้าง
  • Enhanced Linksheet สำหรับใส่รูปภาพประกอบลิงก์ต่างๆ ใน Profile
  • เพิ่มโควต้าการใช้งาน AI สำหรับ Creator
  • ฝั่ง Business ได้สิทธิ์ใช้ Meta Business Agent มากขึ้น
  • รวม Benefit จาก Facebook Plus, Instagram Plus บางส่วนด้วย

จากหน้าสมัครของผู้ใช้งานไทยบางราย ยังพบว่า Essential มีโควต้าแปะลิงก์ในโพสต์ 4 ลิงก์ต่อเดือน ด้วยอย่างไรก็ตาม หน้า Meta Help Center สาธารณะล่าสุดยังแจกแจงฟีเจอร์ Links in Posts และ Links in Reels อย่างละเอียดตั้งแต่ Advanced ขึ้นไป ดังนั้นกรณี Essential ควรยึด Benefit ที่ปรากฏในบัญชีจริงเป็นหลัก

โดยสรุปแพค Essential เหมาะกับคนที่คิดว่า อยากได้ Badge และการปกป้องบัญชี แต่ยังไม่ได้ต้องการ Growth Tools เยอะมาก นั่นเอง

2. Meta One Advanced — 1,099 บาท/เดือน

พอมาแพคเกจ Advanced จะเห็นว่าเป็นแพ็กเกจสำหรับ Growth และ Marketing อย่างชัดเจนขึ้น โดย Advanced รวม Benefit ทั้งหมดจาก Essential และเพิ่มเครื่องมือด้าน Audience Growth ได้แก่

  • Featured in Feed มีโอกาสถูกนำเสนอใน Facebook Feed
  • Optimised Search ช่วยให้คนค้นพบ Profile ง่ายขึ้น
  • Bold Follow Button เพิ่มความโดดเด่นให้ปุ่ม Follow บน Facebook Reels
  • Follow Invitations ส่งคำเชิญ Follow ให้ผู้ที่ Engage กับ Content

ในด้านการทำงาน Advanced ยังเพิ่ม Shared Access ให้คนอื่นช่วยดูแล Instagram Account ได้สูงสุด 4 คนโดยไม่ต้องแชร์ Password และมี Optimised Schedule ที่สามารถตั้งเวลา Posts และ Reels ล่วงหน้าได้สูงสุดหนึ่งปี

อีกส่วนที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดคือ Insights เช่น Competitive Insights และ Custom Audience Insights รวมถึง Premium Support ที่สามารถ Chat กับ Human Agent ได้เดือนละ 1 ครั้ง

อีกเรื่องที่สำคัญสำหรับนักการตลาดคือ Clickable Link โดยMeta ระบุว่า Advanced สามารถใส่ลิงก์ได้สูงสุด

  • Instagram Posts 4 ลิงก์/เดือน
  • Instagram Reels 4 ลิงก์/เดือน
  • Facebook Posts 8 ลิงก์/เดือน
  • Facebook Reels 8 ลิงก์/เดือน

เห็นได้ว่าแพคเกจ Advanced เริ่มมีเครื่องมือด้าน Organic Growth และ Traffic Generation เข้ามามากขึ้นแล้ว

3. Meta One Expert — 3,199 บาท/เดือน

Expert เหมาะกับ Creator หรือธุรกิจที่เริ่มมีทีมและใช้ Meta เป็น Channel สำคัญมากขึ้น โดยแพ็กเกจนี้รวม Benefit ทั้งหมดจาก Advanced และเพิ่ม Limit หลายด้านขึ้นอีก

ตัวอย่างเช่น Shared Access เพิ่มจาก 4 คนใน Advanced เป็น 8 คน และ Premium Support เพิ่มเป็น 5 ครั้งต่อเดือน รวมถึงสามารถ Request Callback จากเจ้าหน้าที่บน Facebook และ Instagram ได้ โดยนับรวมอยู่ในโควต้า Support

Meta ยังเพิ่ม Custom Chat Themes เพื่อสร้างประสบการณ์สนทนาที่สะท้อน Brand หรือ Personality และเพิ่ม AI Usage ให้สูงกว่า Advanced

ส่วน Clickable Links เพิ่มขึ้นชัดเจนเป็น

  • Instagram Posts 8 ลิงก์/เดือน
  • Instagram Reels 8 ลิงก์/เดือน
  • Facebook Posts 20 ลิงก์/เดือน
  • Facebook Reels 20 ลิงก์/เดือน

4. Meta One Max — 10,990 บาท/เดือน

Max คือแพ็กเกจระดับสูงสุดของฝั่ง Creator และ Business ใน Meta One ปัจจุบันแพ็กเกจนี้รวม Benefit ทั้งหมดจาก Expert และเพิ่ม Limit ไปอีกระดับ ได้ Shared Access เพิ่มเป็นสูงสุด 30 คน ขณะที่ Premium Support สามารถ Chat กับ Human Agent ได้ตามต้องการ

แพคนี้เพิ่ม Personalised Content Strategy Advice เปิดให้สมาชิก Max นัดคุยกับ Adviser ของ Meta ทุก 6 เดือน เพื่อ Review Content Strategy และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการ Optimize Posts และการเพิ่ม Audience ได้ด้วย

ด้าน AI ก็ได้ Usage Allowance ระดับสูงสุดของ Meta One ในกลุ่มนี้

ส่วน Clickable Links เป็นหนึ่งใน Benefit ที่ต่างจาก Tier อื่นอย่างชัดเจนคือ

  • Instagram Posts 12 รายการ/เดือน
  • Instagram Reels 12 รายการ/เดือน
  • Facebook Posts ไม่จำกัด
  • Facebook Reels ไม่จำกัด

ดังนั้น Max จึงเหมาะกับ Power User, Creator รายใหญ่, Agency หรือองค์กรที่ใช้ Facebook และ Instagram เป็นหนึ่งใน Core Marketing Channels และมี Volume การใช้งานสูงจริงๆ

เช็กอย่างไรว่าบัญชีเราได้สิทธิ์ Meta One แล้ว?

Meta One ยังไม่ได้เปิดให้ผู้ใช้ทุกคนจากภาพหน้าจอของผู้ใช้ไทยที่ได้รับสิทธิ์ทดลอง วิธีสังเกตเบื้องต้นคือ เมื่อเปิดเมนูบัญชี Facebook จะพบคำว่า “Meta One” ปรากฏอยู่ในส่วนของการอัปเกรด

หากกดเข้าไปจะสามารถดูแพ็กเกจ ราคา และ Benefit ที่บัญชีได้รับหากยังไม่เห็นเมนูดังกล่าว ก็มีความเป็นไปได้ว่าบัญชียังไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ Meta เปิดทดสอบ

คนทำ Shopee Affiliate ต้องซื้อ Meta One Max ไหม?

ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัด เพราะ Facebook Affiliate Partnerships กับ External Link ทั่วไปเป็นคนละเรื่องกัน Shopee Thailand ระบุว่า Facebook Affiliate Partnerships เปิดให้ Creator เชื่อมต่อกับ Shopee Affiliate ค้นหาสินค้า และแชร์สินค้าใน Facebook Posts หรือ Reels เพื่อรับค่าตอบแทนจากยอดขายได้

ในระบบนี้ Creator สามารถเข้าไปที่ Professional Dashboard > Monetization > Affiliate Partnerships เพื่อเลือกสินค้าและนำไปใส่ใน Post หรือ Reels ได้

และ Shopee ยังระบุว่าสามารถใช้ Product Link ผ่านระบบ Affiliate เพื่อให้ Facebook แสดง Banner สินค้าได้ด้วย

ดังนั้นจากเงื่อนไขที่ Shopee เปิดเผยอยู่ในปัจจุบัน เรื่องของแพคเกจ Meta One นั้นเป็นคนละเรื่องกับ Facebook Affiliate Partnerships ใครที่ทำ Affiliate อยู่ก็ทำต่อไปได้แต่ที่ต้องระวังคือ หากเรานำ Affiliate URL ไปใส่ผ่านฟีเจอร์ External Link ทั่วไป เงื่อนไขเรื่อง Link Limit อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สรุป Meta One เหมาะกับใคร?

ถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการ Premium Experience และโควต้า AI เพิ่มขึ้น Meta มี “Plus” และ “Premium” ให้สมัครอยู่ ส่วนฝั่ง Creator และ Business ถ้าต้องการความน่าเชื่อถือและการปกป้องบัญชีเป็นหลัก Essential ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ถ้าใช้ Facebook และ Instagram เพื่อสร้าง Audience และส่ง Traffic จริงจัง Advanced จะเริ่มตอบโจทย์จาก Growth Tools และ Clickable Links ส่วน ถ้ามี Social Media Team หลายคนและใช้ Meta เป็น Channel สำคัญ แพค Expert จะเพิ่ม Collaboration, AI, Support และ Limit ต่างๆ ให้สูงขึ้นได้

ส่วน Max เหมาะกับ Creator รายใหญ่ Agency หรือธุรกิจที่มี Volume การใช้งานสูงจริงๆ และต้องการ Capability ระดับสูงสุด โดยเฉพาะ Clickable Links บน Facebook แบบ Unlimited

แต่ก่อนจ่ายเงิน สิ่งสำคัญที่สุดคือควรย้อนกลับไปดูว่า Workflow ของเราต้องใช้ Feature อะไรจริงบ้าง เพราะ แต่ละคนก็อาจจะให้ค่ากับแต่ละฟีเจอร์ที่ได้เพิ่มขึ้นมาในแต่ละแพคเกจแตกต่างกันออกไป

สุดท้ายเรื่องที่น่าจับตาก็คือในอนาคต Meta จะนำเครื่องมืออะไรของ Organic Marketing มาสร้างเป็น Paid Subscription เพิ่มขึ้นอีก และต้นทุนการทำ Social Media ของแบรนด์จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เพราะการเกิดขึ้นของ Meta One อาจเป็นสัญญาณว่า นอกจาก Content Budget และ Media Budget แล้ว นักการตลาดอาจต้องเริ่มมีต้นทุนอีกหมวดหนึ่งเพิ่มขึ้นมา คือ Platform Subscription Budget ด้วยนั่นเอง

ที่มา: Meta

 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •