ย้อนประวัติศาสตร์ ‘ชานมไข่มุก’ ก่อนจะดังเป็นพลุแตก จนกลายเป็นเครื่องดื่มแห่งชีวิต!

  • 569
  •  
  •  
  •  
  •  

 

โลกเราเปลี่ยนแปลงเกิดเป็นวิวัฒนาการกันมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ จุดที่เราประกาศให้วันที่ 30 เม.ย.ของทุกปีเป็น ‘วันชานมไข่มุกแห่งชาติ’ โดย ‘Kung Fu Tea’ แบรนด์เครื่องดื่มประเภทชามีสาขามากกว่า 150 แห่งทั่วโลกเป็นผู้สถาปนาวันดังกล่าวขึ้น

ในวันนี้ MarketingOops! อยากพาทุกคนมาย้อนรอยประวัติศาสตร์ของ ‘ชานมไข่มุก’ ด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ชานมไข่มุก มีต้นกำเนิดมาจาก ‘ไต้หวัน’ แต่มันก็น่าสงสัยว่า เม็ดดำๆ กลมๆ ที่หนึบหนับนี้ จริงๆ แล้วมันเกิดเป็นตำนานได้อย่างไร? ที่สำคัญตอนนี้นั่งอยู่ในใจคนกว่าครึ่งโลกเพราะอะไร?

 

 

ชาวไต้หวัน หลงใหลใน รสชาติชา อยู่แล้ว

ในสมัยก่อนชาวไต้หวันมีความหลงใหลและหมกมุ่นอยู่กับ ‘การชงชา’ ในทุกมื้ออาหาร และชื่นชอบที่จะลองชารสชาติใหม่ๆ อยู่แล้ว เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างและเกิดขึ้นก่อนปี 1980 ก็คือ ชาวไต้หวันไม่นิยมดื่มชาเย็น หรือชาที่ใส่น้ำแข็ง เพราะคนไต้หวันในสมัยนั้นจะดื่มแต่ชาร้อนเท่านั้น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เข้ามาพร้อมกับชาวจีนอพยพ

 

ชานมไข่มุกเกิดจากความบังเอิญ

จนในปี 1980 มีชาวไต้หวันคนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘Liu Han-Chieh’ ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และเห็นคนญี่ปุ่นดื่มกาแฟที่ใส่น้ำแข็ง ความเซอร์ไพรส์ที่เห็นในวันนั้นจึงเกิดเป็นไอเดียขึ้น เธอได้กลับมาเปิดร้านชาเย็นในปี 1983 ชื่อว่า ‘Chun Shui Tang Teahouse’ ที่เมืองไทจง ผลปรากฏว่าชาเย็นของเธอได้กระแสตอบรับที่ดีมากจากคนไต้หวัน

และต่อจากนี้ คือจุดเริ่มต้นของ ‘เจ้าไข่มุก’ โดยถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 ความนึกสนุกของเธอในระหว่างการประชุม ที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียดกันอยู่ ในประเด็นหารือเรื่องการคิดค้นสูตรชาใหม่ๆ มาขายเพื่อไม่ให้ตลาดอิ่มตัว ณ ตอนนั้นเธอกำลังกินขนม Fen Yuan (คล้ายขนมโมจิของญี่ปุ่น) จึงเกิดไอเดียลองเอาขนมนี้ใส่เข้าไปในแก้วชาเย็นของเธอ และให้ทุกคนชิม สรุปคือ รสชาติมันออกมาดีมาก จึงเป็นที่มาของ ‘ไข่มุก’ ที่ทำมาจากมันสำปะหลังเหมือนกับขนม Fen Yuan กลายเป็นสูตรสำเร็จที่เรียกว่า ‘ชานมไข่มุก’ และเริ่มขายเมนูนี้ในปี 1987

จนปัจจุบันร้าน Chun Shui Tang มีสาขาทั่วทั้งไต้หวันมากกว่า 40 แห่งแล้ว โดยเธอได้กล่าวว่า 20 ปี หลังจากที่เปิดตัวเมนูชานมไข่มุก ยอดขาย 80-90% ของร้านมาจากเมนูนี้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลของ Wikipedia ชี้ด้วยว่า ประวัติความเป็นมาถึงผู้ให้กำเนิด ‘ชานมไข่มุก’ อาจจะยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอน เพราะมีอีกหนึ่งรายงานอ้างถึง โรงน้ำชา ‘Hanlin Tea Room of Tainan’ ในไต้หวัน ซึ่งเจ้าของโรงน้ำชาอ้างว่า เขาได้คิดค้นเจ้าไข่มุกจากมันสำปะหลังในปี 1986 จากความบังเอิญด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมว่า ณ ปัจจุบันร้านของเขาเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง

 

เมนู ชานมไข่มุก บุกญี่ปุ่นตลาดต่างแดนที่แรกของร้าน

ในปี 2013 ร้าน Chun Shui Tang ก่อตั้งร้านแรกนอกไต้หวันที่ Daikanyama ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นย่านช็อปปิ้งสุดหรูในกรุงโตเกียว จนตอนนี้มีรายงานระบุว่า เฉพาะในกรุงโตเกียวมีร้านชาดังกล่าวทั้งหมด 7 สาขาด้วยกัน นี่ยังไม่นับรวมถึงร้านชานมไข่มุกอื่นๆ ที่เป็นแบรนด์ของญี่ปุ่นผุดขึ้นตามตั้งแต่ปี 2015 เพราะกระแสความนิยมดื่มชานมที่มีเทคเจอร์ความหนึบหนับละมุนลิ้นอยู่ในแก้ว นั่นมาแรงโตเร็วเกินคาดจริงๆ

จากนั้นก็เริ่มขยับขยายร้านไปเปิดในจีน เกาหลีใต้ และ ในปี 2018 ร้าน Chun Shui Tang ได้เปิดสาขาแรกขึ้นที่ ‘ฮ่องกง’

 

ช่วงยุค 90s ตลาดเอเชียเริ่มรับวัฒนธรรม ชานมไข่มุก

เครื่องดื่มชนิดนี้พบว่าเริ่มเผยแพร่และเป็นที่รู้จักกันในภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่ช่วงยุค 1990 แต่ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าเข้ามาจากประเทศอะไร แต่คาดว่าเข้ามาจาก ‘ไต้หวัน’ หรือ ‘จีน’ เพราะประเทศที่เห็นชัดๆ ว่ารับวัฒนธรรมนี้ก่อน ก็คือ ‘เวียดนาม’ ซึ่งเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกับจีน

ขณะเดียวกัน ‘มาเลเซีย’ เองก็เริ่มรับวัฒนธรรมการดื่มชานมไข่มุกมากขึ้น รวมไปถึง ‘ไทย’ เพราะเป็นประเทศที่มีชาวจีนอพยพค่อนข้างมาก

โดยนักวิเคราะห์ตลาดมองว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มชาแบบดั้งเดิม จะสามารถเปิดรับเมนูโมเดิร์นนี้ได้ง่าย เพราะวัตถุดิบหลักนั้นทำมาจากชา

ขณะที่นักวิเคราะห์อีกราย มองว่า ชานมไข่มุก น่าจะเดินทางจากไต้หวันไป ‘จีน-ญี่ปุ่น’ ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ก่อนที่จะเข้ามาบุกตลาดเอเชีย และชาติตะวันตก

 

สหรัฐอเมริกาเปิดรับชานมไข่มุกเป็นที่แรกในต่างทวีป

มีรายงานชี้ว่า ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ชานมไข่มุกเริ่มเป็นที่รู้จักในมลรัฐทางตอนเหนือของสหรัฐฯ มากขึ้น เพราะเป็นพื้นที่ที่มีชาวจีน และไต้หวัน อาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะที่มลรัฐอื่นๆ เริ่มปรากฏตัวกระแสนี้ขึ้นหลังจากนั้น จากชาวจีนและเวียดนามอพยพ

ปัจจุบันมีร้านที่ขายชานมไข่มุกกว่า 800 แห่งในสหรัฐฯ (จากแบรนด์กว่า 30 ประเทศ) ส่วนใหญ่เน้นกลุ่ม target ที่เป็นคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และคนเอเชียที่อพยพ และเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ

 

 

กระแสธุรกิจ ชานมไข่มุก เกิดใหม่ทั่วโลก

คนที่เคยไปไต้หวันจะรู้เลยว่าเหมือนเราหลุดเข้าไปในโลกแห่งชานมไข่มุก เพราะมีร้านขายหลากหลายแบรนด์เรียงรายอยู่เต็มไปหมด ทั้งในห้างสรรพสินค้า หรือเป็นร้าน stand alone ในย่านช้อปปิ้ง แม้แต่มุมของตึกต่างๆ ก็ยังมีให้เห็น

ซึ่งในภาพรวมตอนนี้รู้หรือไม่ว่า แค่ในเมืองหลักๆ ของไต้หวันไม่กี่แห่งมีร้านขายชานมไข่มุกทั่วทั้งเกาะมากกว่า 450 ร้าน

ขณะเดียวกัน แค่แคลิฟอร์เนียแห่งเดียวในสหรัฐฯ ร้านชานมไข่มุกเติบโตอย่างมากเช่นเดียวกัน จนในปี 2018 พบว่า มีร้านเครื่องนี้ชนิดนี้เกือบๆ 200 ร้านค้าแล้ว

ส่วนในกรุงโตเกียว เมืองหลวงที่มีย่านช้อปปิ้งหลายแห่ง มีรายงานว่าในปี 2019 มีร้านขายชานมไข่มุกกว่า 10 ร้านด้วยกัน

 

 

ประเมินว่า ชานมไข่มุกจะโตเฉลี่ย 8.5% ช่วงปี 2018-2025

มีงานวิจัยจากเว็บไซต์ dataSpring ชี้ว่า ตลาดทั่วโลกสำหรับชานมไข่มุกมีมูลค่าถึง 1.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 62,799 ล้านบาท) ในปี 2017 ซึ่งมีการประเมินว่า ในระหว่างปี 2018-2025 อัตราการเติบโตของตลาดนี้จะอยู่ที่ 8.5% ซึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นตลาดหลักที่ยังเติบโตสูง

โดยข้อมูลของ GrabFood ระบุว่า ในปี 2018 อัตราการเติบโตเฉลี่ยในภูมิภาคสูงถึง 3,000% ซึ่งมี 5 ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด TOP 5 ได้แก่ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนาม, สิงคโปร์ และ มาเลเซีย

 

ขณะที่อัตราการบริโภค ‘ไทย’ จัดว่ามีการบริโภคมากที่สุด เฉลี่ย 6 แก้ว/คน/เดือน

 

อ่านมาจนถึงตรงนี้ ลองคิดดูเล่นๆ ว่า กระแสการระบาดและการกระจายตัวไปทั่วโลก ระหว่างชานมไข่มุก และไวรัส COVID-19 อันไหนเร็วกว่ากัน…ขำๆ นะ

 

ที่มา : cnn, theculturetrip, wikipedia, bubbleteasupply, cnn, d8aspring, jw


  • 569
  •  
  •  
  •  
  •