เปิดอาณาจักร TATA Group บริษัทข้ามชาติอินเดีย กับธุรกิจครอบจักรวาลในเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก

  • 1
  •  
  •  
  •  
  •  

 

หากพูดถึงชื่อบริษัท TATA เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะว่าในประเทศไทยเองก็มี TATA (ประเทศไทย) อยู่หลายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็น TATA Motors, TATA Steel, TATA Technologies ขณะที่ภาพจำของใครหลายคนสำหรับ TATA อาจจะนึกถึงรถบรรทุก รถกระบะ และพอรู้ว่าเป็นแบรนด์สัญชาติอินเดีย

แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจที่อยู่ภายใต้ TATA Group เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว TATA เป็นเหมือนอาณาจักรหนึ่งก็ว่าได้ ที่ธุรกิจครอบคลุมหลากหลายส่วน ตั้งแต่ เคมีภัณฑ์, สินค้าอุปโภคบริโภค, พลังงาน, วิศวกรรม, ระบบสารสนเทศ วัสดุ, บริการให้คำปรึกษา ไปจนถึงธุรกิจโรงแรม สปา ฯลฯ และเมื่อเร็วๆ นี้ TATA Digital ได้ประกาศเกี่ยวกับไลน์ธุรกิจใหม่ เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ความงาม & เครื่องสำอาง

โดย TATA Digital ได้ให้เหตุผลว่า ตลาดเครื่องสำอาง, ความงาม และสุขภาพ กำลังบ้าคลั่งในอินเดีย รวมไปถึงพฤติกรรมของคนทั่วโลกด้วย ขณะเดียวกันอีคอมเมิร์ซ เปรียบเสมือนเป็นนิสัยใหม่ของผู้บริโภคในยุคนี้ นั่นหมายความว่า ถึงแม้ว่าห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าออฟไลน์จะกลับมาเปิดตามปกติ การซื้อของออนไลน์ก็ยังคงอยู่ และจะเติบโตดีขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น การที่เข้าสู่ตลาดความงาม และการดูแลสุขภาพได้จำเป็นต้องพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภค กับความสะดวกสบายของคนยุคใหม่เข้าด้วยกัน ซึ่งก็เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมากมายของ TATA Group การสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่โฟกัสด้านนี้โดยเฉพาะนั้นไม่ยากเลย (แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะเปิดตัวแพลตฟอร์มเมื่อไหร่)

 

 

153 ปีของ TATA Group กับธุรกิจในเกือบ 100 ประเทศ

ย้อนไปจุดเริ่มต้นของ TATA Group กันสักนิด Jamshedji Tata เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทในปี 1868 ด้วยวัย 28 ปี โดยสิ่งที่คุณ Jamshedji ทำก็คือ การต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วยการทุ่มซื้อกิจการน้ำมันที่ล้มละลายที่ Chinchpokli และดัดแปลงมาเป็นโรงงานทอผ้า ในชื่อว่า Alexandra Mill ก่อนที่จะขายกิจการต่อ 2 ปีหลังจากนั้น เพื่อนำผลกำไรและเงินที่ขายธุรกิจไปต่อยอดธุรกิจอื่นตามฝัน ซึ่งก็คือ 4 ธุรกิจเป้าหมาย (ณ ตอนนั้น)

  • ธุรกิจผลิตเหล็ก
  • ธุรกิจโรงแรม
  • สถาบันการศึกษา
  • โรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำ

จนกระทั่งในปี 1903 เขาสามารถเปิดกิจการโรงแรมทัชมาฮาล (Taj Mahal Hotel) ที่ริมน้ำ Colaba ได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นโรงแรมแห่งแรกในอินเดียที่มีระบบไฟฟ้าใช้ในเวลานั้น และในเวลาต่อมาในปี 1904 ลูกชายของผู้ก่อตั้ง ‘Dorabji Tata’ ได้ขึ้นมาเป็นประธานบริษัทแทนหลังจากที่ Jamshedji Tata เสียชีวิตลง

จากความฝันของพ่อ (Jamshedji) รวมกับความฝันของลูก (Dorabji) ต่อยอดมาเรื่อยๆ จน TATA Group เพิ่มไลน์ธุรกิจที่ครอบคลุมหลายประเภทมากขึ้น ซึ่งหลังจากที่ Dorabji เปิดธุรกิจ TATA Iron and Steel company (TISCO) ได้ไม่นานในปี 1907 เขาได้เริ่มขยายกิจการเปิดสำนักงานในต่างประเทศครั้งแรก คือ กรุงลอนดอนของอังกฤษ

 

Credit: Sundry Photography / Shutterstock.com

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ หลังจากนั้น Dorabji ก็แตกไลน์ธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม (ที่นอกเหนือจาก 4 ธุรกิจเป้าหมายของพ่อ) โดยสรุปเร็วๆ ธุรกิจหลักที่สำคัญของ TATA Group อย่างเช่น

  • TATA Power (บริษัทจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า)
  • สถาบันวิทยาศาสตร์
  • TATA Consultancy Services (ผู้ให้บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยี)
  • TATA Chemicals (เคมีภัณฑ์)
  • TATA Communications (บริษัทโทรคมนาคม)
  • TATA Sky (ผู้ให้บริการดาวเทียมในอินเดีย)
  • TATA Consumer Products (ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น TATA tea, TATA coffee)
  • TATA Elxsi (ผู้ให้บริการและจัดหาเกี่ยวกับเทคโนโลยี)
  • TATA Motors (ผู้ผลิตรถยนต์)

 

Credit: Walter Eric Sy/Shutterstock.com

 

  • TATA Steel (ผู้ผลิตเหล็ก)
  • Jamshedpur FC (สโมสรฟุตบอลในอินเดีย)
  • Tanishq (แบรนด์จิวเวลรี่และเครื่องเพชร)
  • Voltas (ผู้ผลิตเครื่องใช้ภายในบ้าน)
  • TATA Cliq (บริษัทอีคอมเมิร์ซ)
  • TATA Projects Limited (บริษัทรับเหมาก่อสร้าง)
  • สายการบิน TajAir
  • สายการบินบบฟูลเซอร์วิส Vistara
Credit: BoeingMan777 / Shutterstock.com

 

  • TATA Capital (ผู้ให้บริการทางการเงิน)
  • Titan (บริษัทด้านไลฟ์สไตล์ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลายประเภท ตั้งแต่จิวเวลรี่, นาฬิกา, แว่นตา)
  • Indian Hotels Company Limited (เชนโรงแรมและสปาหลายสาขาในอินเดีย)
  • Trent (ธุรกิจค้าปลีก)
  • Cromā (ธุรกิจรีเทล)
  • Tata Starbucks (ร้านกาแฟ Starbucks สาขาในอินเดียทั้งหมด)

 

หากลงดีเทลในแต่ละอุตสาหกรรมหลักของ TATA Group จะเห็นว่ามีอีกหลายๆ ธุรกิจทั่วโลกที่มา join หรือ TATA เข้าไปซื้อกิจการ เช่น รถยนต์ชื่อดัง Jaguar และ Land Rovers แบรนด์หรูสัญชาติอังกฤษที่ตอนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ TATA Group

หรืออย่างกาแฟแบรนด์ Eight O’Clock ซึ่งเป็นบริษัทรายใหญ่อันดับ 3 ในสหรัฐอเมริกา ที่ TATA Group ได้เข้าซื้อกิจการตั้งแต่ปี 2006, Tetley บริษัทเครื่องดื่มชารายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร, Vitax แบรนด์ชาชื่อดังในโปแลนด์, Jemča แบรนด์ชาชื่อดังของเช็ก, Grand แบรนด์กาแฟชื่อดังของรัสเซีย, MAP แบรนด์เครื่องชงกาแฟในออสเตรเลียก็เป็นเจ้าของโดย TATA Group

หรืออย่างดีลระหว่าง TATA Group กับ Starbucks ที่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกัน (joint venture) ในปี 2012 ในสัดส่วน 50:50 เพื่อส่งเสริมคุณภาพของกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในอินเดีย และสาขา Starbucks ในอินเดียจะมี TATA Group เป็นผู้ดูแล

รู้หรือไม่ TATA Group ยังเป็นเจ้าของเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำ (subsea cable network) รายใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ประมาณ 25% ของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลกจะต้องผ่านเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำของ TATA

อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่หยิบแยกออกมาเท่านั้น แต่ถ้าศึกษาเกี่ยวกับ TATA โมเดลจะเห็นชัดเจนว่า จากที่คนจำว่าเป็นบริษัทรถยนต์ หรือบริษัทผลิตเหล็ก ที่จริงแล้วคำนิยามของธุรกิจ TATA Group ก็คือ กลุ่มธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพียงแต่ไลน์ธุรกิจอื่นในเครือเป็นการเสริมอาณาจักรให้ TATA Group แข็งแรงขึ้น เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ครอบจักรวาลเลยก็ว่าได้ ทั้งเรื่องกิน, ดื่ม, พักผ่อน, ความสะดวกสบาย, ทันสมัย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ตอบโจทย์คนเราได้ทั้งหมด

 

Credit: Tada/Shutterstock.com

 

 

 

ที่มา: wikipedia, timesnownews, britannica


  • 1
  •  
  •  
  •  
  •  
prakai
'ชีวิต' ต้องมีสีสันหลากหลาย เหมือนกับความรู้ที่มีหลายมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์, การตลาด, ดิจิทัล, ประเพณี-วัฒนธรรม