103.58.148.118

Exclusive

Ξ Leave a comment

Michael E. Porter เผย 5 คำถามใช้ Augmented Reality ทำธุรกิจ

posted by  497 views

ลองนึกดูว่าเวลาเราเสพย์ข้อมูลเป็น 2 มิติบนแผ่นกระดาษ หรือแม้แต่คอนเทนต์บนมือถือ “ส่วนใหญ่” เป็นสองมิติ แต่เวลาออกจากหน้าจอมือถือหรือหนังสือ เราใช้ชีวิตมีประสบการณ์ในโลกที่เป็น 3 มิติ เราไม่สามารถเสพย์ประสบการณ์ที่เป็น 3 มิติเวลาเราอ่านหนังสือหรือดูข้อมูลในโลกออนไลน์ได้

เทคโนโลยีอย่าง Augmented Reality (AR) จึงมาแก้ปัญหาตรงนี้ หลายๆคนคงชินกับการเสพย์คอนเทนต์แบบ 2 มิติ คิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่สำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ “ประสบการณ์” กับลูกค้ามากกว่าตัวคอนเทนต์ ปัญหานี้จะซีเรียสสำหรับธุรกิจในอนาคต

 

AR_DIY

 

Augmented Reality คืออะไร?

จริงๆ Augmented Reality (AR) คือเทคโนโลยีที่จะดึงข้อมูลดิบและข้อมูลที่วิเคราะห์มาแล้ว เอามาแสดงให้เห็นภาพสามมิติและภาพเคลื่อนไหวบนโลกความจริงที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ปรกติ

ซึ่งตอนนี้เราจะเริ่มเห็นบทบาทของ AR บนมือถือ แต่ในอนาคต AR จะเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์สวมใส่เช่นแว่นอัจฉริยะ เราเคยเห็นบทบาท AR บนสมาร์ทโฟนแล้วเช่น iPhone X ที่ใช้ Face ID, เกม Pokemon GO เมื่อสองปีที่แล้ว หรือถ้าใครจำได้ มีหนังสือพิมพ์ของไทยรัฐที่รวมพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เราสามารถใช้แอปฯมือถือ Thairate AR สแกนบนหนังสือพิมพ์ แล้วเราก็จะเห็นภาพสามมิติ

AR จะแปลงข้อมูลให้เราเข้าใจง่ายและได้รับประสบการณ์จากคอนเทนต์เพิ่มขึ้น

 

 

V-Showroom

 

Augmented Reality ทำอะไรได้บ้าง?

 

1. ทำให้เห็นภาพสามมิติและข้อมูลที่เพิ่มตามมา

AR จะทำให้เราเห็นคอนเทนต์ที่ลึกขึ้น ถ้าเราไม่มี AR เราจะมองไม่เห็น เช่นสมมติว่าเราไปเจอโมเดลที่วาดเป็น 2 มิติบนหนังสือพิมพ์ เราอาจจะใช้แอปฯมือถือสำหรับ AR มาส่องบนโมเดล เราก็จะเห็นโมเดลสามมิติและรายละเอียดของโมเดลแต่ละส่วนบนมือได้

ไม่เว้นแต่องค์ประกอบ การออกแบบ หรือชิ้นส่วนภายในที่เราไม่สามารถดูได้ พอใช้ AR เราก็จะได้เห็น ไม่ต้องรื้อออกมาดู

 

2. แนะนำหรือสั่งให้เราทำตาม

ใครที่ไม่ชอบคู่มือการใช้งานสินค้าที่อธิบายเป็น 2 มิติ เพราะมันเข้าใจยากจนไม่อยากซื้อสินค้าขึ้นมา หากธุรกิจเอา AR มาใช้อธิบายคู่มือการใช้งานเป็นแบบ 3 มิติก็จะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่อยากใช้สินค้าของเราก็ได้

ประโยชน์ของ AR ข้อนี้ยังเอามาใช้กับการฝึกฝนพนักงานในบริษัทได้ด้วย โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การทำงานกับเครื่องจักร การจัดการของในโกดัง หรือฝึกพนักงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินอย่างที่โบอิ้งกำลังทำอยู่ ประหยัดเวลาในการอธิบายได้ไป 35% เมื่อเทียบกับการฝึกฝนพนักงานด้วยคำอธิบาย 2 มิติ

 

3. โต้ตอบกับเราได้

ปุ่ม Touchscreen ต่างๆบนหน้าจอ หรือบนอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ควบคุมสั่งการในอนาคตอาจถูกแทนที่ด้วยปุ่มที่ AR สร้างขึ้นก็ได้ ฉะนั้นในอนาคตเวลาเราเห็นอุปกรณ์แต่ไม่เห็นปุ่มให้กด ไม่ต้องตกใจ เราอาจจะใช้แอปฯมือถือ (หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ) มาสแกนหาปุ่ม AR บนหน้าจอก็ได้

ในอนาคตเเว่นที่สนับสนุน AR จะทำให้เราเห็นภาพสามมิติและปุ่มสามมิติเห็นรายละเอียดของอุปกรณ์ในบริษัทและควบคุมอุปกรณ์ได้ด้วย

 

27157579_10214757383865452_92814267_n

 

หลักการทำงานของ Augmented Reality

เริ่มจากอุปกรณ์ต้องมีกล้อง เช่นสมาร์ทโฟน แว่นอัจฉริยะ มีซอฟท์แวร์ที่สนับสนุน AR เวลาเราเอาอุปกรณ์ไปส่องที่ตัววัตถุ ซอฟท์แวร์ก็จะทำงานคอยวิเคราะห์วัตถุ ข้อมูลที่เกี่ยวกับวัตถุที่เราส่งก็จะถูกดาวน์โหลดจากคลาวด์ ทำให้เราเห็นวัตถุที่เสมือนจริง และควบคุมวัตถุได้ผ่านอุปกรณ์ เวลาขยับอุปกรณ์ วัตถุที่ส่องก็จะคอยขยับและปรับขนาดตาม ข้อมูลเสริมก็จะปรากฎคอยอธิบาย

 

AR_Glass

 

Augmented Reality, Virtual Reality และ Mixed Reality

พูดถึง Augmented Reality แล้ว คงลืมเทคโนโลยีอย่าง Virtual Reality (VR) ไม่ได้ ซึ่งว่ากันง่ายๆ VR จะจำลองโลกและสภาพแวดล้อมจริงให้เราได้เห็นผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เหมือนการจำลองสถานการณ์ ส่วน AR จะรวมโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกัน (นึกถึงเวลาเล่น Pokemon Go ที่มีโปเกมอนออกมาให้เห็นบนสภาพแวดล้อมจริงผ่านมือถือก็ได้)

การใช้เทคโนโลยีระหว่าง Virtual Reality ที่รับรู้ถึงความรู้สึกของคนได้แม่นยำขึ้น และ Augmented Reality เพิ่อถ่ายทอดประสบการณ์ มาผสมกันเป็น  Mixed Reality จึงเป็นเรื่องที่จะได้เห็นต่อไป

 

27153095_10214757383945454_1208565430_n

 

ข้อเสียของ Augmented Reality

ต้องยอมรับว่าอุปกรณ์บางอย่างที่สนับสนุน AR ก็มีราคาแพงจนเข้าถึงกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อน้อยไม่ได้ แถมเป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้คนที่ไม่ทันสมัยอาจตามไม่ทันและไม่คิดที่จะใช้ AR กลายเป็นว่าฐานลูกค้าที่ใช้ AR มีอยู่จำกัดจนธุรกิจมองว่าลงทุนกับ AR แล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย

แต่ถึงอย่างนั้นอย่าลืมว่า AR ก็ยังใช้กับตัวสมาร์ทโฟนที่แทบทุกคนมีอยู่ในมือ ส่วนอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและราคาแพงในตอนนี้ ในอนาคต AR อาจถูกพัฒนาได้รวดเร็วจนอุปกรณ์แพงๆที่ว่ากลายเป็นของถูกจนใครก็มีได้เหมือนสมาร์ทโฟนและโน้ตบุ๊ค

 

1

 

Augmented Reality จะมาเปลี่ยนการทำธุรกิจได้อย่างไร?

 

1. เป็นฟังก์ชั่นส่วนหนึ่งของสินค้า

AR จะมีบทบาทกับ User Interface มากขึ้น เช่นถ้าเราสวมแว่นตาสำหรับ AR เราไม่ใช่แค่เห็นรูปสามมิติ แต่เห็นข้อมูลเพิ่มเติม เช่นถ้าเราไปที่ห้องครัว เราก็จะเห็นข้อมูลขึ้นว่า น้ำที่ต้มเดือดกี่องศา ในหม้อใส่อะไรลงไปบ้าง เห็นรูปวัตถุดิบข้างใน มีอุปกรณ์อะไรใช้งานอยู่

 

2. ช่วยพัฒนาและออกแบบสินค้า

ต่างจากข้อแรกคือ ไม่ได้ขาย AR แต่เอา AR มาช่วยงานทำสินค้า เช่นเวลาจะสร้างโมเดลหรือออกแบบสินค้าใหม่ เราก็จะใช้ AR มาวาดออกแบบสินค้าก่อน (แทนที่จะวาดบนกระดาษ 2 มิติ) การทำโฮโลแกรม การออกแบบรถและอุปกรณ์ภายใน ตรงนี้จะช่วยทุ่นเวลาให้กับวิศวกรมากขึ้น

 

3. ช่วยเรื่องการผลิต

ในสายงานการผลิตที่มีระบบการทำงานซับซ้อนหลายขั้นตอน หากทำขั้นตอนไหนพลาด ก็จะสร้างภาระต้นทุนให้กับธุรกิจ การใช้ AR จึงช่วยจับส่วนที่เป็นข้อผิดพลาดให้พนักงานเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น และประหยัดต้นทุนที่ว่า และประหยัดเวลาควบคุมตรวจสอบ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับสายการผลิต

 

4. ช่วยเรื่องโลจิสติกส์

เราสามารถเอา AR มาช่วยให้พนักงานระบุโกดังที่ต้องการและค้นหาสินค้าในโกดังนั้นได้แม่นยำมากขึ้น และสามารถแนะนำเส้นทางที่ดีสุดในการหยิบสินค้าในโกดังถัดไปได้ ประหยัดเวลาการค้นหาและหยิบสินค้า ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพนักงานได้

 

5. ช่วยทำการตลาดและงานขาย

สำหรับธุรกิจที่มีร้านค้าหรือมีโชว์รูมของตัวเอง เพราะธุรกิจบางอย่างเช่นธุรกิจขายรถยนต์ ต้นทุนเปิดโชว์รูมสูง การใช้ AR ให้เป้าหมายลูกค้าเห็นภาพสามมิติของสินค้า จะช่วยให้ลุกค้าได้รับประสบการณ์กับตัวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อจริงและไม่ใช่เฉพาะกับรถยนต์ อีคอมเมิร์ซที่อยากมีหน้าร้าน อาจต้องหันมาสนใจ AR ที่สมารถโชว์สินค้าให้กับเป้าหมายลูกค้าได้ดีพอๆกัน

 

6. ช่วยงานบริการหลังการขาย

ปัญหาอย่างหนึ่งของพนักงานเทคนิคคือไม่สารารถสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาษาเทคนิคที่ลูกค้าอาจไม่เข้าใจ แต่หากมี AR ลูกค้าก็สามารถสื่อสารกับพนักงานเทคนิคได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประวัติการให้บริการ ปัญหาที่พบ ข้อมูลในแต่ละพื้นที่ ลูกค้าสามารถพูดคุยกับช่างเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องผ่าพนักงานตัวกลางเลยด้วยซ้ำ

 

7. ช่วยในงานบริหารทรัพยากรคน

AR จะมาช่วยในการสื่อสารระหว่างคนในองค์กร การฝึกอบรมพนักงานจะง่ายและประหยัดเวลา โดยเฉพาะการอบรมขั้นตอนการทำงาน ก็จะช่วยทุ่นเวลามากขึ้น

 

AR_Retail

 

คำถาม 5 ข้อในการใช้ Augmented Reality ทำธุรกิจ

เวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆ คำทำธุรกิจต้องหาทางปรับใช้กับแต่ละงานของธุรกิจ Michael E. Porter ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจ เจ้าของแนวคิด Five Force Model และ Jame E. Heppelmenn ซีอีโอของบริษัทซอฟท์แวร์อย่าง PTC ได้ทิ้ง 5 คำถามสำคัญหากคิดจะใช้ AR ทำธุรกิจ

1. อะไรคือโอกาสที่มาพร้อมกับ AR ในการทำธุรกิจของเรา?
2. AR จะทำให้สินค้าและบริการของเราแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างไร?
3. ปัญหาธุรกิจเรื่องไหนที่ AR จะช่วยลดต้นทุนได้มากที่สุด?
4. ธุรกิจของเราควรจะออกแบบการใช้ AR กับงานของธุรกิจเองหรือจ้างบริษัทอื่นทำ?
5. AR จะช่วยสื่อสารกับเจ้าของธุรกิจ ผู้ถือหุ้น และผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร?

 

27044546_10214757384465467_1738849861_n

 

ทั้งสองคนยังแนะว่าก่อนที่คิดจะใช้ Augmented Reality ทำธุรกิจ เราต้องรู้ว่าความสามารถ ทักษะหรือทรัพยากรอะไรที่ต้องมีเพื่อรองรับการใช้ AR, คอนเทนต์ออนไลน์ที่ธุรกิจต้องทำ, วิธีเอา AR มาประยุกต์ใช้กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ, ฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับ AR และซอฟท์แวร์สำหรับการทำเนื้อหาคอนเทนต์

 

27044568_10214757383905453_232599295_n

 

 

ในปี 2020 จะมีการลงทุนใน AR สูงถึง 60 พันล้านเหรียญสหรัฐ การมองว่า AR หรือเทคโนโลยีใหม่ๆว่าเป็นแค่ “ตัวเสริม” ในการทำธุรกิจ อาจเป็นมุมมองที่อันตรายต่อการทำธุรกิจในอนาคต ครับ

 

3

 

แหล่งอ้างอิงหลัก: A Manager’s Guide to Augmented Reality จาก Harvard Business Review สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

เจาะลึกจิตวิทยาการตลาด และธุรกิจสตาร์ทอัพจากคนในวงการ พร้อมเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน สามารถติชมหรืออยากให้เจาะลึกเรื่องไหนเป็นพิเศษ ส่งเมลมาเลยที่ contact@oopsnetwork.co.th

User Name: Oops Hardcore

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


1 + five =

Recent Posts

Facebook

PR News