
ในโลก Digital Marketing ที่ข้อมูลไหลเวียนรอบตัวเราตลอดเวลา มีคำถามหนึ่งที่ผู้บริหารมักโยนลงมาในห้องประชุมแล้วทำให้ทีมงานเงียบ นั่นคือ “ผลลัพธ์ที่ได้มันดีหรือยัง เมื่อเทียบกับตลาด?”
งาน #CreativeTalkConference2026 ในเซสชั่น Special Spy ภารกิจลับ จับสัญญาณคู่แข่ง โดย คุณกล้า ตั้งสุวรรณ CEO Wisesight ซึ่งจะมาเผยเครื่องมือเด็ดล้วงตับข้อมูลคู่แข่ง เพื่อกำหนดกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ใช้ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและวางแผนการตลาดและธุรกิจให้วินในเกมส์ได้อย่างเหนือชั้นได้อย่างไร เราได้สรุปเนื้อหาสำคัญไว้ดังนี้
จากคำถามด้านบนที่ว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันดีหรือยัง เมื่อเทียบกับตลาด? แม้จะเป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอบยาก เพราะนักการตลาดส่วนใหญ่มีข้อมูลของตัวเองครบถ้วน ทั้ง CPA, engagement, reach, comment, share แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเลขเหล่านั้นหมายความว่าอะไร ถ้าไม่มีบริบทของตลาดมาเปรียบเทียบด้วย

ช่องว่างระหว่าง “ข้อมูล” กับ “ข้อมูลที่ใช้งานได้”
ปัญหาที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการการตลาดคือ นักการตลาดระดับจูเนียร์ทำรายงานส่งขึ้นไป แล้วหัวหน้าก็บอกว่า “ไม่ใช่ข้อมูลที่อยากได้” แล้วก็วนซ้ำอยู่อย่างนั้น ช่องว่างนี้ไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจหรือความไม่เก่ง แต่เกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายมองข้อมูลคนละชุด
ฝั่งทีมงานมักจมอยู่กับ owned data เป็นหลัก คือข้อมูลของแคมเปญตัวเอง ผลลัพธ์ของโพสต์ที่รัน ประสิทธิภาพของโฆษณาที่ลงไป สิ่งเหล่านี้อัปเดตทุกวัน เข้าถึงง่าย และวัดผลได้ทันที ทำให้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับมัน
แต่สิ่งที่ผู้บริหารอยากเห็นนั้นต่างออกไป เขาต้องการรู้ว่า ณ วันนี้เราอยู่ตรงไหนของตลาด ดีกว่าหรือแย่กว่าเดือนที่แล้ว แนวโน้ม 3-6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญที่สุด คู่แข่งกำลังทำอะไรอยู่

ตัวเลขเดียวกัน ความหมายต่างกัน
ลองนึกภาพ ROAS (Return on Ad Spend) ที่ 3.5 ทุกคนในห้องประชุมยิ้มพยักหน้า รู้สึกว่าดี แต่ถ้าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 5 นั่นหมายความว่าเราตามหลังคู่แข่งอยู่ไกล แต่ถ้าตลาดอยู่ที่ 2 เราก็ outperform ตลาดอยู่ถึง 75% ตัวเลขเดียวกัน บริบทต่างกัน ความหมายต่างกันลิบลับ
นี่คือเหตุผลที่ข้อมูลของเราเองมีความหมายไม่พอถ้าไม่นำไปเทียบกับตลาดและคู่แข่ง เหมือนกับที่บอกว่าตัวเองอ้วน แต่ถ้าเทียบกับใคร เทียบกับคนที่ผอมกว่าก็อ้วน เทียบกับคนที่หนักกว่าก็ไม่อ้วน การเทียบกับคนเดียวไม่พอ ต้องเทียบกับคนหลายคนในกลุ่มเดียวกันถึงจะเห็นภาพจริง
กรอบวิเคราะห์ที่ผู้บริหารและทีมงานคุยกันรู้เรื่อง
เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างนี้ มีกรอบการวิเคราะห์ที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเห็นภาพเดียวกันได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 แกนหลัก แกนแรกคือเมื่อเทียบกับอดีตของตัวเอง เราดีขึ้นหรือแย่ลง แกนที่สองคือเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เราชนะหรือแพ้ พอเอาสองแกนนี้มาซ้อนกัน ก็จะได้ 4 สถานการณ์ที่บอก strategy ได้ทันที
- สถานการณ์ดีที่สุดคือ ดีขึ้นและดีกว่าตลาด แบบนี้ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่รักษาของเดิมที่ดีอยู่แล้วไว้ก็พอ ถ้ามีเวลาเหลือก็เอาไปพัฒนาในส่วนอื่น
- สถานการณ์ที่น่าสนใจคือ ดีขึ้น แต่ยังตามหลังตลาดอยู่ นี่คือจุดที่มักเกิดการถกเถียงในห้องประชุมมากที่สุด ทีมงานบอกว่าดีขึ้นแล้ว แต่ผู้บริหารถามว่าดีพอแล้วยัง คำตอบก็คือยังไม่พอ และ strategy ที่เหมาะสมคือเร่งสปีด ทำให้มากขึ้น เร็วขึ้น เพื่อแซงคู่แข่ง
- สถานการณ์ที่ต้องระวังคือ แย่ลง แต่ยังนำตลาดอยู่ อันนี้ต้องจับตาเทรนด์ให้ดี ถ้าแย่ลงแค่ระยะสั้นอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเริ่มเป็น pattern ระยะยาว ก็ต้องแก้ก่อนที่จะหลุดจากตำแหน่งผู้นำ
- และสถานการณ์ที่ทุกคนไม่อยากเจอคือ แย่ลงพร้อมกับตามหลังตลาดด้วย นั่นคือสัญญาณที่ต้องเปลี่ยน strategy อย่างจริงจัง

ส่องคู่แข่ง ทักษะที่ทุกคนมีอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้ใช้เต็มที่
คนส่วนใหญ่บอกว่าการติดตามคู่แข่งเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆ แล้วทุกคนมีทักษะนี้อยู่แล้ว แค่ยังไม่ได้เอามาใช้กับงาน ลองนึกถึงการไปแอบดูโซเชียลของคนที่สนใจ การติดตามข่าวสารของดาราที่ชอบ หรือการจับตาดูว่าเพื่อนทำอะไรบ้าง นั่นคือทักษะเดียวกันเลย แค่ต้องเอามาใช้กับคู่แข่งในเชิงธุรกิจ
ปัญหาในทางปฏิบัติคือข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายที่ คู่แข่งไม่ได้ลงโฆษณาแค่บน Facebook แต่ยังมี TikTok, Google, YouTube อีก และยังต้องดูว่าใช้ influencer คนไหนบ้าง ซึ่งต้องไปไล่ดูทีละเพจ ทีละ hashtag ซึ่งใช้เวลามากและทำได้ไม่ครบถ้วน
เครื่องมือที่รวมข้อมูลเหล่านั้นไว้ในที่เดียว
ด้วยความต้องการนี้ จึงเกิดเครื่องมือที่เรียกว่า Brand Scan ซึ่งทำหน้าที่ไปสแกนข้อมูลแบรนด์ต่างๆ ทั้งแบรนด์ของตัวเองและคู่แข่ง แล้วรวบรวมมาให้ดูในที่เดียว สิ่งที่สแกนได้มี 4 ส่วนหลัก
- ส่วนแรกคือ owned content ของคู่แข่ง ครอบคลุม 5 แพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook Page, Instagram, TikTok, YouTube ดูได้ว่าเขาโพสต์อะไร top post เป็นอะไร hashtag ที่ใช้คืออะไร และ engagement เป็นเท่าไหร่
- ส่วนที่สองคือ earned media หรือการที่คนพูดถึงแบรนด์นั้นโดยไม่ได้จ่ายเงิน ทั้งการ mention, hashtag และวิเคราะห์ sentiment ได้ว่าคนพูดถึงในทางบวกหรือทางลบ มีการแซะ มีการวิจารณ์อยู่บ้างไหม
- ส่วนที่สามคือข้อมูลโฆษณา หรือ paid content ซึ่งเป็นส่วนที่นักการตลาดสนใจมากที่สุด ระบบ social listening ทั่วไปมักไม่เก็บข้อมูลโฆษณา เพราะโฆษณาไม่ใช่ข้อมูลผู้บริโภค แต่ความต้องการมีอยู่จริง คนอยากรู้ว่าคู่แข่งลง ad อะไรไปบ้าง Brand Scan จึงรวบรวมข้อมูลโฆษณาจาก 3 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ Meta (ซึ่งครอบคลุมทั้ง Facebook, Instagram, Messenger, Threads), Google Network และ TikTok
- และส่วนสุดท้ายคือข้อมูล influencer โดยมีฐานข้อมูลอยู่เกือบแสนคน ถ้า influencer คนไหนเมนชั่นหรือทำงานร่วมกับแบรนด์ใด ก็จะเห็นได้ทั้งหมดว่าแบรนด์ไหนใช้ใคร บนแพลตฟอร์มไหน


ดูข้อมูลจริง เพื่อให้เห็นภาพจริง
ลองดูตัวอย่างในอุตสาหกรรมธนาคาร เราจะเห็นความแตกต่างของการลงโฆษณาได้ชัดเจนมาก บางธนาคารลง ad บน Meta เพียง 52 ชิ้น ใช้เวลาเฉลี่ย 11 วันต่อ ad และมี active campaign อยู่ 23 แคมเปญ ในขณะที่ธนาคารอีกเจ้าลงไปถึง 600 กว่า ad เฉลี่ย 9.7 วัน ซึ่งบอกให้เห็นว่ากลยุทธ์ต่างกันชัดเจน บางเจ้าเน้น volume สูง ระยะสั้น ในขณะที่บางเจ้าเลือก ad น้อยชิ้นแต่รันนานกว่า
นอกจากนี้ยังดูได้ว่า call-to-action ที่แต่ละแบรนด์ใช้ต่างกันอย่างไร บางธนาคารเน้น “Apply Now” เยอะ แสดงว่ามุ่งเน้นการ conversion ตรงๆ บางธนาคารเน้น awareness หรือ sign-up มากกว่า และดูได้ว่าแต่ละแบรนด์ใช้วิดีโอหรือรูปภาพในสัดส่วนเท่าไหร่
ในวงการรถยนต์ก็เช่นกัน สามารถดูได้ว่าแต่ละค่ายใช้ influencer คนไหน จำนวนโพสต์และ engagement เป็นอย่างไร ซึ่งพบว่าบางค่ายเน้น influencer strategy อย่างหนัก ในขณะที่บางค่ายแทบไม่ใช้เลย

Social Score เพื่อ benchmark ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
เมื่อมีข้อมูลครบแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าตกลงดีกว่าหรือแย่กว่าใคร ก็มีเครื่องมือที่เรียกว่า Social Score ซึ่งเป็นระบบให้คะแนนแบบเดียวกันกับที่ใช้ในงาน Social Awards ช่วยให้เห็นว่าแต่ละแบรนด์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ใครมีประสิทธิภาพในการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียสูงกว่ากัน แยกเป็นคะแนน owned, earned, และ influencer
ตัวอย่างในวงการอสังหาริมทรัพย์ พอเห็นคะแนนรวม ก็รู้ทันทีว่าแบรนด์ไหนเป็น social leader ตามด้วยใคร และใครที่ยังตามหลังอยู่ ซึ่งช่วยให้วางแผน strategy ได้ชัดเจนขึ้นมากว่าต้องเร่งในส่วนไหน

ชนะโดยไม่ต้องสู้
มีสุภาษิตจีนที่แปลได้ว่า “ชนะโดยไม่ต้องสู้” ซึ่งตรงกับหลักคิดสำคัญในการใช้ข้อมูลคู่แข่ง เราไม่ได้ดูคู่แข่งเพื่อลอกเลียนแบบสิ่งที่เขาทำ แต่ดูเพื่อหาสิ่งที่เขาไม่ทำ ถ้าคู่แข่งลงโฆษณาแบบหนึ่งและเราไปลงซ้ำแบบเดิม ก็ไม่มีใครชนะ เพราะ audience มีเท่าเดิมแต่ถูกแย่งกันสองฝ่าย คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ คือแพลตฟอร์มที่เก็บค่าโฆษณาจากทั้งคู่
สิ่งที่ควรทำคือมองหา gap ของตลาด หาตรงที่คู่แข่งยังไม่ได้ทำ หรือทำแล้วแต่ยังไม่ได้ผล แล้วดูว่าเรามีความแข็งแกร่งในตรงนั้นหรือเปล่า นั่นคือ competitive advantage ที่แท้จริง
หลายคนบอกว่าหาไม่เจอ ช่องว่างไม่มีแล้ว คู่แข่งทำหมดทุกอย่างแล้ว แต่ความจริงคือเขาก็เห็นข้อมูลไม่ครบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นช่องว่างยังมีอยู่เสมอ แค่ต้องมีข้อมูลมากพอที่จะมองเห็นมัน
บทสรุปสำหรับนักการตลาด
ข้อมูลของตัวเองสำคัญ แต่ไม่พอถ้าไม่มีบริบทของตลาด รายงานที่ดีในยุคนี้ไม่ใช่รายงานที่มีตัวเลขเยอะที่สุด แต่คือรายงานที่ตอบคำถามของผู้บริหารได้ว่า เราดีกว่าหรือแย่กว่าเดิม และเราดีกว่าหรือแย่กว่าคู่แข่ง เมื่อเราเห็นทั้งสองมิตินี้ พร้อมกับรู้ว่าคู่แข่งกำลังทำอะไรอยู่ กำลังลง ad ที่ไหน ใช้ influencer คนไหน และมีช่องว่างตรงไหนที่ยังไม่มีใครเข้าไป เราก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ทั้งในระดับ daily operation และในระดับ strategy ระยะยาว
ในยุคที่ AI ช่วยประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเรามีข้อมูลเข้าไปมากพอ คำถามที่เคยตอบยากก็จะตอบได้ง่ายขึ้นมาก ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือการเลือกเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง และรู้จักนำมันไปใช้ในคำถามที่ถูกต้อง





