
นิยามใหม่ของธุรกิจการเงินเริ่มต้นขึ้นในช่วงยุคโควิด 19 ส่งผลให้การทำธุรกรรมทางการเงินด้านออนไลน์ดิจิทัลเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จของธนาคารกสิกรไทยคือเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมหาศาลที่ KASIKORN Business-Technology Group หรือ KBTG ดูแล แต่หลังจากนี้เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และความปลอดภัยจากโลกไซเบอร์คือความท้าทาย ที่ KBTG กำลังจะต้องเผชิญ
สลัดภาพหน่วยงานหลังบ้านสู่ Tech Company ระดับภูมิภาค

เพื่อรับมือกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คุณวรนุช เดชะไกศยะ Executive Chairman KBTG เล่าให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องเปลี่ยนภาพจำอย่างสิ้นเชิง นั่นเพราะวันนี้ KBTG ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “หน่วยงานหลังบ้าน” เพราะกำลังปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่การเป็น Tech Company ระดับภูมิภาค ด้วยงบลงทุนด้านเทคโนโลยีของ KBank ที่สูงถึงราว 15,000 ล้านบาทต่อปี
โดยคุณวรนุชเน้นย้ำว่า ทุกเม็ดเงินที่ลงทุนไปจะต้องไม่สูญเปล่า แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Impact) ได้อย่างชัดเจน และต้องสามารถขยายขอบเขตบริการให้ครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้ง จีน ฮ่องกง เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย โดยมีหัวใจหลักคือการสร้าง “แพลตฟอร์มกลาง” ที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้ทีมงานท้องถิ่นสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างรวดเร็ว

การก้าวสู่ความท้าทายในระดับภูมิภาคให้รวดเร็วและกว้างไกลได้ ไม่สามารถทำได้ด้วยวิถีดั้งเดิม ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล Managing Director KBTG จึงได้เข้ามาเสริมทัพขับเคลื่อนแพลตฟอร์มกลางนี้ด้วยปรัชญา Human-First x AI-First
“การเติบโตในระดับภูมิภาคจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด AI เป็นเครื่องยนต์หลัก KBTG จึงนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเสริมพลังให้ทีมงานทั้งในและต่างประเทศสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพสูงสุด ขจัดงานซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการบุกตลาดใหม่ๆ แต่ AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแย่งงาน ด้วยแนวคิดของ KBTG มนุษย์และ AI ต้องทำงานสอดประสานกันเพื่อสร้างสรรค์บริการที่ไร้ขีดจำกัด” ดร.ทัดพงศ์ กล่าว

เพื่อให้การบุกตลาดภูมิภาคทำได้อย่างมั่นคง ด้วยรูปแบบการป้องกันข้อมูลตามมาตรฐานสากล โดย คุณชัชวัฒน์ อัศวรักวงศ์ Vice Chairman & Group CISO KBTG จะเข้ามากำกับดูแลให้ทุกแพลตฟอร์มเป็นไปตามกฎหมายไซเบอร์ของแต่ละประเทศ และพร้อมส่งออกเทคโนโลยีของ KBTG ที่ทรงพลัง อย่าง K PLUS ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานราว 24.5 ล้านบัญชี หรือแอปฯ MAKE by KBank ที่กลายเป็นทรัพย์สินพร้อมขยายมูลค่าทางธุรกิจไปทั่วทั้งภูมิภาค
บุกตลาดได้ต้องสร้าง “รากฐาน” ให้แข็งแกร่ง

การบุกตลาดต่างประเทศนั้น KBTG ต้องมี “รากฐาน” ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้เห็นภาพความพร้อม คุณวรนุช ได้เล่าว่า ในปี 2016 องค์กรได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการดึงงานเทคโนโลยีกลับมาพัฒนาและดูแลเองทั้งหมด จากเดิมที่เคยพึ่งพาบริษัทภายนอก แม้จะเป็นความท้าทายแต่ก็เป็นการปูทางไปสู่ยุค M-A-D (Machine Learning, AI และ Data) จนนำไปสู่ยุทธศาสตร์ 5 AI+P ที่ประกอบไปด้วย
-
- AI for Banking Business: การนำ AI ไปยกระดับและสร้างสรรค์บริการทางการเงินใหม่ๆ
- AI for IT Delivery & Operation: การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาการทำงานของฝ่ายไอที
- AI Platformization & Governance: การสร้างแพลตฟอร์มกลางที่มีความน่าเชื่อถือและมีธรรมาภิบาล
- Ecosystem & Partnership: การเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับคู่ค้าพันธมิตรภายนอก
- AI Venture & Innovation Products: การผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ตลาด
ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 แกนจะไม่มีทางสำเร็จได้เลย หากขาดตัวแปรสำคัญคือ P หรือ People ซึ่งก็คือทีมงาน นั่นเพราะในมุมของ ดร.ทัดพงศ์ เชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีจะก้าวล้ำแค่ไหน คนยังเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุด KBTG จึงทุ่มเทให้กับการอัปสกิลพนักงานอย่างเข้มข้น เปิดพื้นที่ให้พนักงานทุกระดับได้ลงมือปฏิบัติจริงและกล้าทดลอง (Experimentation) ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านสุขภาพใจอย่างใกล้ชิด
จากการที่นำเทคโนโลยีกลับมาพัฒนาและดูแลเองทั้งหมด ทำให้จำเป็นต้องมีระบบป้องกันที่ดีที่สุด การที่ KBTG สามารถควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยีและปกป้องข้อมูลขององค์กรไว้ในมือตัวเอง ช่วยอุดช่องโหว่ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคหลุดรอดออกไป และสร้างความต้านทานภัยจากโลกไซเบอร์ได้มากกว่าการซื้อระบบสำเร็จรูปจากภายนอกหลายเท่าตัว
เพื่อผลักดันองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงาน จึงมีการให้ AI เข้ามาสวมบทบาทเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI Agent)” ที่ฝังตัวอยู่ทุกส่วนงาน ช่วยทำงานอัตโนมัติในทุกส่วนของธนาคาร ทำให้ข้อมูลและระบบที่สร้างขึ้นมาเองสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่พุ่งสูงขึ้น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต
นวัตกรรมที่ดีต้องรองรับได้ทุกปัญหา
ท่ามกลางความตื่นเต้นของโลกยุค AI ที่หลายองค์กรแข่งขันกันพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ แต่ คุณวรนุช ย้ำว่า เทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหนแต่ KBTG ให้ความสำคัญเสมอคือ “ความเสถียรของระบบ” แม้มีนวัตกรรม AI จะฉลาดล้ำ หากในเวลาที่ผู้บริโภคต้องการใช้งานฉุกเฉินแล้วระบบกลับล่มอาจสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีและความเสียหายได้ นี่จึงเป็นที่มาของ “โครงการอรชุน” โดยเป็นโครงการที่เน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อดักจับความผิดปกติ ไม่ต้องรอให้ระบบพังแล้วค่อยวิ่งตามแก้ปัญหา

นอกจากเรื่องของความเสถียรที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแล้ว คุณชัชวัฒน์ยังเสริมว่า ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Emerging Threat) ก็อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นได้ โดยเฉพาะเมื่อมิจฉาชีพหันมาใช้ AI เพื่อหลอกลวงแนบเนียนขึ้น หรือการสร้างภาพและเสียงปลอม (Deepfake) เพื่อโจมตีระบบยืนยันตัวตน ทำให้ KBTG ต้องเดินหน้าปกป้องด้วยกลยุทธ์ AI สู้กับ AI โดยสร้างหน่วยรักษาความปลอดภัยดิจิทัลที่คอยประเมินความเสี่ยงและดักจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ควบคู่กับการขยายระบบ
ยิ่งไปกว่านั้น คุณชัชวัฒน์ ยังเตือนถึงการมาของ “Quantum Computing” ที่สามารถเจาะรหัสผ่านดั้งเดิมได้ในไม่กี่นาทีจากเดิมที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ โดย KBTG ได้เริ่มปรับเปลี่ยนระบบการเข้ารหัสเป็นมาตรฐานใหม่ที่เรียกว่า Post-Quantum Cryptography ตั้งแต่ปี 2024 และตั้งเป้าเสร็จสิ้นภายในปี 2029 ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือที่ไม่สามารถสร้างได้ด้วยคำโฆษณา
เปลี่ยน AI ให้เป็นผลลัพธ์ธุรกิจที่วัดผลได้

เมื่อฐานรากของธุรกิจและความมั่นคงปลอดภัยมีความพร้อม เทคโนโลยีก็สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นเม็ดเงินและผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดย ดร.ทัดพงศ์ได้คิดสูตรลับความสำเร็จผ่านสมการ V = (P+P+P)E ซึ่งสมการนี้ชี้ให้เห็นว่าคุณค่า (Value) ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากการเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ (Process) พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยี (People) และการเตรียมแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น (Platform) ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ (Experimentation)
โดยสูตรลับดังกล่าว ส่งผลให้เกิดเป็นความสำเร็จอย่าง “โครงการ AI-SDLC” ที่นำ AI Agent ถึง 4 ตัวเข้ามาช่วยโปรแกรมเมอร์ทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การรวบรวมความต้องการ ไปจนถึงการเขียนและทดสอบความถูกต้องของโค้ด
การทำงานสอดประสานกันของ AI ทำให้ปริมาณโค้ดที่เขียนเพิ่มขึ้นจาก 21 ล้านบรรทัด เป็น 41 ล้านบรรทัดภายในเวลาไม่กี่เดือน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กลุ่มไอทีได้ถึง 8% ซึ่งคิดเป็นการลดต้นทุนและประหยัดเวลาได้มูลค่าราว 300 ล้านบาท
ผลตอบแทน (ROI) ของการลงทุนด้าน AI ที่ได้รับมา ไม่ใช่แค่การประหยัดงบประมาณไอทีเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างศักยภาพทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในการส่งมอบบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่มือผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง สามารถลดความผิดพลาดของระบบให้น้อยลง และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่าเดิม เป็นผลตอบแทนที่มากกว่าตัวเม็ดเงิน

ภาพรวมของ KBTG จึงไม่ใช่เรื่องการประกาศใช้ AI เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการออกแบบเทคโนโลยีการเงินให้สามารถทำ 3 เรื่องพร้อมกัน ทั้งการสร้างการเติบโตระดับภูมิภาคด้วย AI, Data และ Platform รวมถึงการทำให้ AI เพื่อสร้าง Business Impact ที่สามารถวัดผลได้ และรักษาความเชื่อมั่นให้ปลอดภัยและแข็งแรงพอสำหรับโลกที่ภัยคุกคามก็ใช้ AI เช่นเดียวกัน
