ทำอย่างไรให้เว็บของคุณมีประสิทธิภาพ เปลี่ยน ‘ยอดคลิก’ ให้เป็น ‘ยอดขาย’

  • 5
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ถ้าการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งของคุณ คือการเน้นไปที่ยอดคลิก แต่ไม่ได้ผลักดันยอดขาย มันก็เหมือนกับการที่สูญเงินไปเปล่าๆ เพราะขาดความเชื่อมโยงกันระหว่างแผนการตลาด เว็บไซต์ และลูกค้า และนี่เป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามเพราะเน้นไปที่ยอดคลิกมากกว่าสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ และถ้าคุณรู้ตัวแล้วว่ากำลังเป็นทำอย่างนั้นอยู่ เรามีคำแนะนำดีๆ ที่จะทำให้ยอดคลิกเปลี่ยนเป็นยอดขายได้

 

แต่ก่อนที่จะไปแก้ อย่างแรกเลยอยากให้คุณเช็คลิสต์สิ่งนี้ก่อน

  1. เว็บไซต์ของคุณหน่วงหรือช้าเกินไปหรือเปล่า? ทั้งนี้ Google บอกว่า อย่างน้อยผู้ใช้งาน 5-10 คน จะละทิ้งเว็บไซต์ทันทีถ้าใช้เวลามากกว่า 3 วินาทีในการโหลด ดังนั้น เรื่องของสปีดในเว็บไซต์จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างแรกที่ต้องปรับปรุง
  2. ข้อมูลจากเว็บ InVision ระบุว่า 85% ของผู้ใช้งานต้องการที่ใช้งานเว็บไซต์บนมือถือได้อย่างลื่นไหล อย่างน้อยก็ต้องดีหรือไม่ก็ต้องดีกว่าเว็บไซต์บนเดสก์ท็อป

 

การทำให้เว็บไซต์ระเบิดความเร็ว

เราขอแนะนำ 2 เว็บไซต์ที่ช่วยทดสอบความเร็วของเว็บไซต์ที่ดีให้กับคุณได้ ได้แก่

ทุกนาทีที่เว็บหรือเพจของคุณใช้เวลาในการเปิดยิ่งนาน นั่นยิ่งหมายถึงคุณเสียลูกค้าไปเป็นวินาทีเลยทีเดียว นอกจากนี้ 90% ยังพบว่าปัญหาส่วนหนึ่งของการที่ทำให้เว็บเปิดช้าก็คือ “ภาพ” ดังนั้นการปรับแต่งภาพเพื่อให้เปิดชมง่ายเร็วก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เช่นกัน คำแนะนำคือ ภาพไม่ควรที่จะใหญ่กว่ามากกว่า 1280×1920 px เป็นขนาดภาพที่เหมาะสมในเว็บไซต์ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดปัญหาในการเปิดช้า

 

มาเช็คกันว่าเว็บไซต์ของคุณตอบโจทย์ลูกค้าแล้วหรือไม่

ทั้งนี้ หากคุณเป็นเว็บไซต์เพื่อการขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์ Funnel มาตรฐานโดยทั่วไปเว็บที่ดีควรจะเป็นแบบนี้

หน้าสินค้า > เติมลงตระกร้า > ตรวจสอบ> ยืนยันออร์เดอร์

[Product Page > Add to Cart > Checkout Page> Order Confirmation]

 

ซึ่งหากเป็นไปตามนี้เว็บไซต์ที่ดีและตอบสนองยอดขายได้ควรจะควรจะสร้างประสิทธิภาพได้ดังนี้

  • ผู้เข้าเว็บไซต์ ควรไปที่ ‘หน้าสินค้า’ และกดเพิ่มสินค้าไปที่ ‘ตระกร้า’ อย่างน้อยก็ 20% หรือมากกว่า
  • หน้าสำหรับผู้เข้าเว็บไซต์ควรที่จะไปต่อยังหน้า ‘ตรวจสอบ’ อย่างน้อย 52% หรือมากกว่า
  • และประมาณ 54% หรือมากกว่า คือคนที่ไปต่อจากหน้า ‘ตรวจสอบ’ ควรมาที่หน้า ‘คำสั่งซื้อสินค้า’ เลย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวเลขหยาบๆ ที่ใช้ประเมินถึงประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์สินค้าที่ดี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพและทราฟฟิกของการเข้าเว็บของแต่ละเว็บด้วย

 

Live Chat หรือ Chat Bots ผู้ช่วยชั้นดี

เว็บไซต์ที่ไม่มี Live chat ก็เหมือนกับร้านค้าที่ไม่มีพนักงานขาย หมดเวลาแล้วสำหรับการติดต่อกลับที่ต้องใช้เวลามากถึงหนึ่งวัน ดังนั้น การตอบกลับในเวลาอันรวดเร็วจึงจำเป็นมากสำหรับการขายในยุคนี้ ซึ่งเราเองก็เริ่มเห็นหลายเว็บ รวมทั้งในประเทศไทยที่มีการนำ Bots มาตอบแชทกับลูกค้าเพื่อตอบข้อสงสัยทั่วๆ ไปได้

จุดสำคัญคือ Bots ต้องตอบได้ชัดเจน และสามารถตอบคำถามทั่วไปได้อย่างทันที เพื่อลดปัญหาในการดูแลและตอบคำถามเดิมซ้ำๆ อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่อยากให้พิจารณาคือ เว็บไซต์ที่ดีไม่ควรใช้ FAQ เซ็กชั่น เพราะส่วนใหญ่แล้ว 99% ลูกค้าจะทราบคำตอบเหล่านั้นดีอยู่แล้ว

 

แผนที่ความร้อน (Heat map) ช่วยวินิจฉัยเว็บ

นอกจากนี้ หากเราเข้าใจถึงแอคชั่นต่างๆ ของผู้ใช้งานบนหน้าเว็บก็จะช่วยให้ค้นพบได้ว่าจุดไหนที่ทำให้ขาดความเชื่อมโวงกัน ซึ่งมีหลายครั้งที่ผู้ใช้งานหรือลูกค้าเข้ามายังเว็บและเกิดการติดขัดบนหน้าเพจหรือเซกชั่นใดเซกชั่นหนึ่ง ดังนั้น Heat map นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้รู้ไดว่าจุดไหนเวิร์คจุดไหนไม่เวิร์ค โดยจะแสดงให้เห็นว่าเมาส์ของผู้ใช้งานนั้นขยับเคลื่อนไปตรงแท็บไหนและคลิกที่ไหนบ้างเป็นส่วนใหญ่ และสำหรับซอฟแวร์ Heat map ที่อยากแนะนำให้ลองใช้งาน อาทิ Crazy Egg  ซึ่งค่อนข้างง่ายในการใช้งาน

 

วิธีการแก้ปัญหาความไม่เชื่อมโยง

ใช้ A/B testing เป็นกระบวนการทดสอบที่ดีบนเว็บเพจ เพื่อที่จะได้เห็นว่าอันไหนให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง A/B Testing กระบวนการสำคัญในการทำ Digital Marketing) ซึ่งเมื่อรู้ผลการทดสอบแล้ว ก็ควรปรับเปลี่ยนทีละครั้งเพื่อให้รู้แน่ว่า อันไหนที่มีประสิทธิภาพ แต่อย่าเปลี่ยนพร้อมกันหลายครั้งเพราะจะไม่ทำให้คุณรู้เลยว่าจุดไหนดีหรือจุดไหนมีข้อผิดพลาด ซึ่งมีคำแนะนำเล็กๆ เพื่อให้ลองใช้ในการปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ ดังนี้

  • ทดสอบภาพ ผลการสำรวจหลายแห่งระบุว่า ผู้ใช้งานมากกว่าครึ่งเชื่อว่า ภาพของสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อของคนได้ โดยเฉพาะการช้อปปิ้งออนไลน์
  • ทดสอบปรับ CTA (Call to action) ปุ่ม CTA จำเป็นจะต้องโดดเด่นออกมา ลองทดสอบด้วยการทำสีที่แตกต่างกันและปรับคำเพื่อเรียกความสนใจ ดูว่าอันไหนให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า ซึ่งมีข้อมูลระบุว่า การปรับ CTA ให้ดีขึ้นจะสร้างให้เกิดยอด Conversions ที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 23%
  • ทอดสอบย่อหน้าของการ Description ลองคิดคำที่โดนใจคน ให้รู้สึกมีความต้องการสินค้า เน้นด้าน emotional เป็นวิธีที่ดีในการทำให้เกิดความสนใจ

เครื่องมือที่ช่วยการ  A/B testing ได้ดี ขอแนะนำ Google Optimize ซึ่งเป็นที่นิยมและค่อนข้างใช้ง่ายมากทีเดียว นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมคือ ควรหมั่นทดสอบบ่อยๆ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม อาจจะไม่ได้มีวิธีที่เป๊ะๆ ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนทราฟฟิกในเว็บให้เป็นยอดขายได้ เพราะอาจจะมีสาเหตุอื่นหรือปัจจัยอื่นที่ทำให้ลูกค้าหยุดแล้วไม่ไปต่อ เช่น ความน่าเชื่อถือของสินค้า ราคา หรือระยะเวลาในการจัดส่ง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขโดยการทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพเหมาะสำหรับการซื้อถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลและเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน ดังนั้น หากไม่ศึกษาให้ดีก็อาจะทำให้ขาดโอกาสในการสร้างยอดขายในอย่างมากทีเดียว.

 

Source: Medium.com


  • 5
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!