5 เหตุผลที่ YouTube ต้องอยู่ใน Marketing Plan ปี 2027 สรุปจากงาน DISRUPT THE DEFAULT 2027 โดย Primal


ปี 2027 YouTube เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่นักการตลาดควรนำมาวางไว้ใน Marketing Plan ตั้งแต่ต้น เพราะบทบาทของแพลตฟอร์มกำลังขยายจากพื้นที่รับชมวิดีโอไปสู่การค้นพบสินค้า การหาข้อมูลก่อนซื้อ การสร้างความน่าเชื่อถือผ่าน Creator และการเชื่อม Content เข้ากับ Paid media

ประเด็นนี้ถูกพูดถึงในหลาย Session ของงาน DISRUPT THE DEFAULT 2027 ซึ่ง Primal จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 โดย Marketing Oops! สรุปออกมาเป็น 5 เหตุผลว่า ทำไม YouTube จึงมีความสำคัญต่อ Marketing Plan ปี 2027

1. คนไม่ได้ค้นหาข้อมูลผ่าน Google หรือเว็บไซต์เพียงพื้นที่เดียว

คุณ Eric Kittanet, Team Lead, Client Services จาก Primal อธิบายใน Session 10 Years of Search Data. One Year of New AI Rules. ว่า แม้ Traffic ที่เข้าสู่เว็บไซต์จาก Search จะถูกกดดัน แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคหยุดค้นหาข้อมูล พฤติกรรมการค้นหากำลังกระจายไปยัง Google, YouTube, Social media, Community และ Generative AI

หนึ่งในข้อมูลที่คุณ Eric นำมาแสดงบนเวทีมาจากคำตอบของผู้สมัครบัญชีใหม่ประมาณ 250,000 บัญชี เมื่อพิจารณาเฉพาะแหล่งที่ผู้สมัครระบุชื่อ Google อยู่ที่ 53.74% ตามด้วย YouTube 25.84% และ ChatGPT 10.73%

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนว่า YouTube เป็นแหล่งที่ผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวระบุถึงเป็นอันดับสอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ใช่ Search market share หรือสัดส่วนการใช้งานแพลตฟอร์มของผู้บริโภคทั้งหมด จึงควรอ่านในฐานะสัญญาณเรื่องเส้นทางการค้นพบของกลุ่มตัวอย่างที่คุณ Eric นำเสนอ

สำหรับนักการตลาด ความหมายสำคัญคือ Brand presence ต้องกระจายไปยังพื้นที่ที่ลูกค้าใช้ค้นหาคำตอบจริง เว็บไซต์ยังมีบทบาท แต่ข้อมูลบน YouTube, Social media, Community และแหล่งข้อมูลภายนอกก็มีส่วนต่อการค้นพบและความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น

2. YouTube เป็นแหล่งข้อมูลที่ AI Search นำไปใช้ประกอบคำตอบ

ใน Session เดียวกัน คุณ Eric อธิบายว่า Search กำลังเปลี่ยนจาก Keyword สั้นไปสู่คำถามที่มีบริบทมากขึ้น แบรนด์จึงต้องสร้างชุดคำตอบรอบ Topic, Intent และคำถามที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจ

YouTube เหมาะกับโจทย์นี้ เพราะ Long-form video สามารถอธิบายวิธีใช้ เปรียบเทียบตัวเลือก สาธิตสินค้า ตอบข้อกังวล และนำเสนอประสบการณ์ของผู้ใช้จริงได้ต่อเนื่องภายใน Content ชิ้นเดียว

ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคที่กำลังเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอาจต้องการรู้ทั้งสภาพผิว ส่วนผสม วิธีใช้ ข้อควรระวัง งบประมาณ และประสบการณ์หลังใช้จริง วิดีโอที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ตรงจุดจึงอาจมีคุณค่าต่อ Customer journey แม้ยอด View ไม่ได้สูงเท่ากับวิดีโอที่ออกแบบเพื่อกระแสระยะสั้น

บนเวทียังมีการนำเสนอว่า YouTube เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำคัญที่ระบบ Gen AI ใช้อ้างอิง อย่างไรก็ตาม เอกสารที่เรามียังไม่มี Methodology ของรายงานต้นทางครบถ้วน ประเด็นนี้จึงควรใช้ในฐานะข้อมูลที่นำเสนอบนเวที และหลีกเลี่ยงการขยายผลเป็นข้อสรุปครอบคลุม AI Search ทุกระบบ

3. Creator ช่วยเปลี่ยนความสนใจให้เป็นความเชื่อมั่น

ใน Session Where Your Customers Actually Come From คุณ Milk Yanakorn, Performance Marketing Manager จาก Primal เสนอว่า Creator และ KOL ควรถูกวางเป็นส่วนหนึ่งของ Media plan โดยเฉพาะสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคต้องดู Review, Use case หรือประสบการณ์จากผู้อื่นก่อนตัดสินใจ

จากประสบการณ์ของทีม Primal คุณ Milk ระบุว่า Creator content ในบาง Account สามารถสร้าง ROAS และ Revenue ได้ดีกว่า Brand content ข้อมูลนี้เป็นประสบการณ์จากงานที่ทีมดูแล จึงไม่ควรใช้เป็น Benchmark ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม และสะท้อนว่า Creator asset สามารถมีบทบาทต่อ Performance ได้มากกว่าการสร้าง Reach

คุณ Tai Pynnita, Content Manager จาก Primal เสริมว่า Content บน YouTube ควรตอบคำถามของผู้ใช้โดยตรง เพราะผู้ชมส่วนหนึ่งเข้ามาพร้อม Search intent อยู่แล้ว

การเลือก Creator จึงควรเริ่มจากหน้าที่ใน Journey และความน่าเชื่อถือใน Category บางคนเหมาะกับการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง บางคนช่วยอธิบาย Category และบางคนช่วยตอบคำถามเฉพาะที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจก่อนซื้อ

4. YouTube วัดผลได้ตั้งแต่ Brand Lift ถึง Business Outcome

คุณ Milk อธิบายว่า Impact ของ YouTube สามารถตรวจผ่าน Brand Lift Survey และ Search Lift ได้ ส่วนการวัดผลสำหรับธุรกิจที่มีเส้นทางตัดสินใจยาว Panel ใน Session เดียวกันเสนอให้เชื่อมข้อมูลจาก CRM กลับมายังแพลตฟอร์ม เพื่อดูว่า Lead ใดพัฒนาเป็น Qualified lead, Opportunity หรือลูกค้าจริง

ประเด็นนี้ทำให้การวัด YouTube ควรเริ่มจากหน้าที่ของ Content แต่ละชุด หากวิดีโอทำหน้าที่สร้างการรับรู้ Metric ควรสะท้อน Reach และ Lift หากวิดีโอทำหน้าที่ตอบคำถามก่อนซื้อ เราควรดูพฤติกรรมการรับชม การค้นหาต่อ และเส้นทางไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง ส่วนธุรกิจที่มี Sales cycle ยาวควรเชื่อมผลลัพธ์กลับไปถึง Lead quality และ Revenue เท่าที่ระบบและ Consent อนุญาต

การดูเฉพาะยอด View หรือ Last click อาจไม่ครอบคลุมบทบาทของวิดีโอในช่วง Research และ Consideration เพราะ Conversion สุดท้ายอาจเกิดบนเว็บไซต์ Marketplace หน้าร้าน หรือผ่านทีมขายภายหลัง

5. Google กำลังเชื่อม YouTube, Creator, Ads และ Commerce เข้าหากัน

ใน Google Platform Keynote ซึ่งเป็น Session ท้ายของชุดนี้ คุณนาย–ชลัชพล ตรีนงลักษณ์, Acquisition Manager จาก Google อธิบายว่า Search query ของผู้บริโภคไทยกำลังมีรายละเอียด บริบท และความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ขณะที่ AI ช่วยลดระยะระหว่างการค้นพบแบรนด์กับการตัดสินใจ

เพื่อให้ข้อมูลของแบรนด์พร้อมถูกค้นพบในยุค AI คุณนายแนะนำให้เตรียม Content สามกลุ่ม ได้แก่

  • Website ที่จัดโครงสร้างเนื้อหาและข้อมูลชัดเจน
  • Video/YouTube ที่มี Long-form, How-to และ Review เชิงลึก
  • User-generated content ที่สะท้อน Feedback และประสบการณ์จากผู้ใช้จริง

ในเรื่อง AI Discoverability คุณนายอธิบายว่า YouTube มี Transcript ประกอบวิดีโอ ทำให้ AI สามารถเข้าถึงและค้นหาข้อมูลภายใน Content ได้ ยิ่งแบรนด์มีเนื้อหาที่หลากหลายและมีรายละเอียดเชิงลึก ข้อมูลเหล่านั้นก็ยิ่งมีโอกาสถูกระบบนำไปใช้ประกอบคำตอบแก่ผู้บริโภค

Google ยังเชื่อม Creator content เข้ากับระบบโฆษณาผ่าน Creator Partnerships, Video linking และ Partnership Ads เมื่อเชื่อมวิดีโอของ Creator กับ Google Ads แล้ว แบรนด์สามารถดู Organic view metrics สร้าง Data segment จากผู้ชม และนำวิดีโอไปใช้ในแคมเปญได้

เอกสาร Google Ads Help ใช้ชื่อ Creator partnerships boost สำหรับการนำวิดีโอ Organic ของ Creator ไปใช้ใน Google Ads โดยรองรับ Campaign หลายประเภท แต่ความพร้อมของฟีเจอร์บางอย่าง เช่น Co-branded partnership ad แตกต่างกันตาม Campaign type

ในเชิงกลยุทธ์ Creator content จึงสามารถพัฒนาจากงานผลิตเป็นรายชิ้นไปสู่ Asset ที่แบรนด์นำมาเรียนรู้ ทดสอบ และขยายผลผ่าน Paid media ได้

อย่างไรก็ตาม Google ระบุว่าแบรนด์ยังต้องรับผิดชอบการจัดหาสิทธิ์ใช้วิดีโอเป็นโฆษณา และอาจต้องทำข้อตกลงแยกกับ Creator หรือเจ้าของสิทธิ์ ดังนั้น Brief และสัญญาควรกำหนดให้ชัดว่าวิดีโอใช้แบบ Organic หรือ Paid ได้นานเท่าไร ครอบคลุมช่องทางและประเทศใด อนุญาตให้ตัดต่อหรือทำ Variation หรือไม่ และใครเป็นเจ้าของไฟล์ต้นฉบับ

จาก Insight ทั้ง 3 Session สู่ 6 การบ้านสำหรับปี 2027

เนื้อหาบนเวทีไม่ได้ให้ Checklist สำเร็จรูปสำหรับทำ YouTube Plan แต่เมื่อรวบรวม Insight จากทั้ง 3 Session เราสามารถแปลงเป็นการบ้านสำหรับทีมการตลาดได้ 6 เรื่อง

  1. รวบรวมคำถามจริงของลูกค้า ตั้งแต่เริ่มรู้จัก Category ไปจนถึงก่อนตัดสินใจซื้อ
  2. กำหนดบทบาทของ Long-form และ Shorts โดยใช้ Long-form ตอบคำถามเชิงลึก และใช้ Shorts เปิดประเด็นหรือพาผู้ชมเข้าสู่ Content หลัก
  3. เลือก Creator จากบทบาทที่ต้องการใน Customer journey รวมถึงความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือใน Category
  4. ทำ Title, Description, Chapter, Caption และ Transcript ให้สื่อสารหัวข้อชัดเจน เพื่อช่วยให้คนและระบบค้นหาส่วนที่เกี่ยวข้องได้ง่าย
  5. ตกลงสิทธิ์ใช้ Creator asset ตั้งแต่ก่อนผลิต โดยระบุขอบเขต Organic, Paid, ระยะเวลา ประเทศ ช่องทาง และสิทธิ์ในการดัดแปลง
  6. วาง Measurement ก่อนถ่ายวิดีโอ เพื่อกำหนดว่า Content แต่ละชุดทำหน้าที่อะไร และจะเชื่อมกลับไปหา Business outcome อย่างไร

YouTube Plan ต้องตอบให้ได้ว่า Content ทำงานตรงไหนใน Journey

สิ่งที่น่าคิดต่อสำหรับปี 2027 คือ YouTube กำลังมีบทบาทพร้อมกันทั้ง Search, Content, Creator, Media และ Measurement

จุดเริ่มต้นจึงอยู่ที่คำถามว่า ลูกค้าของเรากำลังหาคำตอบอะไร และ YouTube จะเข้าไปช่วยในช่วงใดของ Journey

เมื่อทีมตอบคำถามนี้ได้ Content แต่ละชิ้นจะมีหน้าที่ชัดขึ้นว่า กำลังช่วยให้แบรนด์ถูกพบ สร้างความเชื่อมั่น หรือสนับสนุนการตัดสินใจในจุดใด

ที่มา