‘คุยเป็นชั่วโมง เพื่อนัดคุยต่ออีกรอบ?’ ชวนดู 5 วิธี ‘ประชุม’ ให้จบในรอบเดียว ‘ได้ข้อสรุป–รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ’ คืนเวลาให้คนทำงาน


How-to-Meeting-cover_0

5 วิธีจัด Meeting ให้จบแล้วงานเดินต่อ ลดประชุมซ้ำ และทำให้ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร

สำหรับคนทำงาน การประชุมแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ตั้งแต่ประชุมทีมตอนเช้า อัปเดตงาน คุยโปรเจกต์ ไปจนถึงประชุมข้ามแผนก บางวันเปิดปฏิทินมาก็เจอ Meeting เรียงต่อกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น แต่สิ่งที่หลายคนน่าจะเคยเจอเหมือนกันคือ ใช้เวลาไปเป็นชั่วโมง พอประชุมจบกลับลงเอยด้วยประโยคว่า “เดี๋ยวนัดคุยกันอีกรอบ” แถมออกจากห้องประชุมมายังมีคำถามตามต่อว่า “สรุปเอาแบบไหน” หรือ “ใครทำอันนี้นะ”


Key Takeaway

  • Meeting ที่ดีควรเริ่มจากการรู้ว่า จบแล้วต้องได้อะไร
  • ใช้เวลาประชุมกับเรื่องที่ต้องคิด ตัดสินใจ และแก้ปัญหาร่วมกัน
  • เชิญคนที่มีบทบาทต่อเป้าหมายของ Meeting เพื่อใช้เวลาของทีมให้คุ้มขึ้น
  • ก่อนจบต้องชัดว่า ทำอะไร ใครทำ และเมื่อไร เพื่อลดความสับสนและการนัดซ้ำ

การประชุมที่ไม่ดี ทำให้พนักงาน ‘เสีย’ อะไรบ้าง

 

– 89% ของคนทำงานไทยรู้สึกว่ามีเวลาและพลังงานไม่พอทำงานให้เสร็จ (ผลสำรวจจาก Microsoft) โดยคนทำงานใช้เวลาเฉลี่ย 57% ไปกับการประชุม อีเมล และการสื่อสาร เทียบกับ 43% ที่ใช้ทำงาน และ ‘การประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ’ ถูกยกให้เป็นอุปสรรคต่อ Productivity อันดับหนึ่ง 

– ครึ่งหนึ่งของ Meeting เกิดขึ้นในช่วง 09.00–11.00 น. และ 13.00–15.00 น. ซึ่งมักเป็นช่วงที่คนทำงานมี Productivity สูงของวัน 

– Jabra Research Institute ปี 2026 พบว่า คนทำงานใช้เวลากับ Meeting เฉลี่ยประมาณ 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ 58% ของเวลาประชุมถูกมองว่าสูญเปล่า และ 87% รู้สึกไม่อยากเข้าประชุมตั้งแต่ก่อนเริ่ม 

– 59% ต้องมี Follow-up Meeting เพื่อแก้เรื่องที่ค้างจากครั้งแรก และอีก 59% มีงานเพิ่มขึ้นเพื่อจัดการความสับสนที่เกิดจาก Meeting เดิม  โดย 

– Atlassian สำรวจพนักงาน 5,000 คน พบ 77% เจอ Meeting ที่สุดท้ายต้องนัดคุยกันต่ออีกครั้งอยู่บ่อยๆ ขณะที่ 54% ออกจาก Meeting โดยยังไม่ชัดว่า Next Step คืออะไร 

ถ้ามองจากตัวเลขเหล่านี้ การประชุมที่ไม่ได้ผลจึงเสียทั้งเวลา พร้อมสร้างงานให้ต้องกลับมาแก้ ใน Meeting ครั้งต่อไป แล้วถ้าจำเป็นต้องประชุมอยู่ จะทำอย่างไรให้เวลาที่ทุกคนมาอยู่ด้วยกันสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น? วันนี้อยากชวนมาดูไอเดีย 5 ข้อที่ลองปรับใช้ได้ไม่ยากนี้กัน

 

1. ประชุมที่ดี ต้องรู้ตั้งแต่ก่อนเริ่มว่า ‘จะจบตรงไหน’

 

ถ้ายังตอบไม่ได้ว่า ‘ประชุมแล้วต้องได้อะไร’ แปลว่ายังไม่พร้อมนัด การมีเรื่องจะคุยยังไม่เท่ากับการมีเป้าหมายของ Meeting เพราะหัวข้ออย่าง “Campaign Update” หรือ “คุย Budget” บอกแค่ว่าจะพูดถึงเรื่องอะไร แต่ยังไม่ได้บอกว่า เมื่อทุกคนใช้เวลาร่วมกันแล้วควรได้ผลลัพธ์อะไรกลับไป

ก่อนส่ง Invite ลองเช็ก 3 อย่างง่ายๆ

– ต้องรู้อะไรเพิ่ม หลังจากประชุมจบ

– ต้องตัดสินใจอะไร ให้ได้ใน Meeting นี้

– ต้องได้ผลลัพธ์อะไร เพื่อให้งานเดินต่อ

เช่น หากเป็นการคุย Campaign เป้าหมายอาจเป็นการเลือก Direction ที่จะพัฒนาต่อ หรือถ้าเป็นการอัปเดตโปรเจกต์ เป้าหมายอาจเป็นการหาว่าจุดไหนกำลังติดขัดและต้องให้ใครเข้ามาช่วย

หลักง่าย ๆ คือ อย่านัดเพราะ “มีเรื่องจะคุย” อย่างเดียว แต่ต้องรู้ด้วยว่าคุยแล้วต้องได้อะไรกลับมา

 

2. ข้อมูลที่อ่านเองได้ ส่งให้ดูก่อน แล้วเก็บเวลาประชุมไว้คุยหาข้อสรุป

 

หลายการประชุมใช้เวลาช่วงแรกไปกับการเล่าที่มาของงาน ไล่ดูตัวเลข หรือฟังความคืบหน้า กว่าจะได้คุยว่างานติดตรงไหน หรือจะเลือกทางไหนต่อ ก็เหลือเวลาอีกนิดเดียว ทั้งที่ข้อมูลส่วนแรกส่งให้ทุกคนอ่านล่วงหน้าได้

เคยมีการทดลองให้ผู้เข้าร่วมอ่านเอกสารสรุปช่วงต้นประชุม ก่อนเริ่มพูดคุย พบว่า 85% ของการประชุมรูปแบบนี้ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เมื่อเทียบกับการประชุมแบบเดิม แถมผู้เข้าร่วมยังมีโอกาสรู้สึกมีพลังหลังประชุมสูงกว่า 29% และมีโอกาสรู้สึกหงุดหงิดต่ำกว่า 23%

ก่อนประชุม ลองแยกเนื้อหาเป็นสองส่วน

– ส่วนที่ส่งให้อ่านก่อนได้: ที่มาของงาน ตัวเลข ความคืบหน้า กำหนดการ และข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

– ส่วนที่เก็บไว้คุยในที่ประชุม: คำถามที่ต้องช่วยกันตอบ ปัญหาที่ต้องแก้ ความเห็นต่อทางเลือกต่างๆ และเรื่องที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน

แก่นของวิธีนี้คือ อย่าใช้เวลาที่ทุกคนมาอยู่พร้อมกันไปกับสิ่งที่แต่ละคนทำเองได้ แต่เก็บเวลานั้นไว้กับเรื่องที่ต้องอาศัยการคิดร่วมกันจริงๆ

 

3. เชิญคนเข้าประชุมให้ตรงกับเป้าหมาย

 

เมื่อรู้เป้าหมายการประชุมแล้วแล้ว ต่อไปคือดูว่า ใครบ้างที่มีส่วนตัดสินใจเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้น เพื่อเชิญเข้าประชุม

– คนที่มีข้อมูลหรือความเชี่ยวชาญ ช่วยตอบคำถามและให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ

– คนที่มีอำนาจตัดสินใจหรืออนุมัติ เพื่อให้ได้ข้อสรุปในครั้งนั้น

– คนที่ต้องรับงานไปทำต่อ เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ตกลงกันและรู้ว่าต้องทำอะไร

– คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และมีมุมมองที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจ

ส่วนคนที่ต้องรับรู้ความคืบหน้าอย่างเดียว อาจส่งสรุปให้ภายหลัง พร้อมระบุว่าตกลงอะไรกันไปบ้าง และมีเรื่องไหนที่เกี่ยวข้อง

จุดที่หลายคนมองข้ามไปคือ การเชิญ ‘คนไม่เกี่ยวข้อง’ เข้าประชุม เพราะคิดว่าแค่ให้มารับรู้ไว้คงไม่เป็นไร แต่มีการศึกษาพบว่า พนักงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประชุมนั้นเลย มักไม่สามารถจับใจความประเด็น หรือรู้แม้แต่นิดเลยว่า ‘เมื่อกี้เขาประชุมเรื่องอะไรกัน’ และเสียเวลาไปฟรีๆ

นอกจากนี้ การศึกษายังพบอีกว่าเมื่อผู้เข้าร่วมมากขึ้น การมีส่วนร่วมในการประชุมจะลดลง หลายครั้งที่ Meeting เล็กๆ มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งด้าน Engagement และ Performance

 

4. เริ่มให้ตรงเวลา และเผื่อเวลาไว้หาข้อสรุป

 

การเริ่มประชุมช้า 5–10 นาทีอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่มีงานวิจัยพบว่ากระทบผลลัพธ์ของการประชุมด้วย

งานวิจัยทดลองแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมีกลุ่มที่เริ่มประชุมตรงเวลา, ช้า 5 นาที และช้า 10 นาที พบว่ากลุ่มที่เริ่มช้า 10 นาทีให้คะแนนความพึงพอใจ และประสิทธิภาพของการประชุมต่ำกว่ากลุ่มที่เริ่มตรงเวลา ทั้งยังมีการเสนอไอเดียใหม่ๆ น้อยกว่า

สิ่งที่ปรับได้ตั้งแต่ครั้งต่อไปคือ

– เริ่มตามเวลานัด ไม่รอคนสาย เพื่อรักษาเวลาของทุกคน

– ใช้ช่วงต้นให้กระชับ โดยเฉพาะ Background ที่สามารถส่งให้อ่านก่อนได้

– แบ่งเวลาไว้สำหรับตัดสินใจ สรุปงาน และตกลงขั้นตอนต่อไป อย่าพยายามคุยจนหมดเวลาแล้วรีบสรุปช่วงท้าย

ถ้านัดไว้ 30 นาที ควรวางไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่าจะใช้เวลาแต่ละช่วงอย่างไรบ้าง แต่ส่วนสำคัญจะต้องมีช่วงให้ทุกคนมีเวลาทวนสิ่งที่ตกลงกัน และถามเรื่องที่ยังค้างใจก่อนแยกย้าย

 

5. ก่อนจบ ต้องชัดว่า ‘ทำอะไร ใครทำ และเมื่อไหร่’

 

ต่อให้คุยกันได้ข้อสรุปแล้ว ถ้าออกจากห้องมายังต้องถามว่า “ตกลงฉันต้องทำอะไรต่อ” ก็ต้องเสียเวลาตามรายละเอียดกันอีก

คนทำงาน 54% ระบุว่ามักจบประชุมโดยยังคลุมเครือว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร หรือใครรับผิดชอบ (Atlassian) ขณะที่ 59% ของการประชุมต้องมีการประชุมตามมาเพื่อแก้เรื่องที่ยังค้างจากครั้งแรก (Jabra)

ก่อนปิดประชุม จึงควรทวนงานที่ต้องทำต่อ หรือ Action Item ให้ครบ 3 เรื่อง 

– ทำอะไร: ระบุงานให้ชัดว่าต้องลงมือทำเรื่องไหน และต้องส่งอะไร

– ใครทำ: ระบุชื่อคนรับผิดชอบแต่ละงาน

– เมื่อไหร่: ตกลงกำหนดส่งหรือวันที่ต้องทำให้เสร็จ

จากนั้นทวนข้อสรุปให้ทุกคนฟังอีกครั้ง เปิดโอกาสให้ถามจุดที่ยังสงสัย แล้วบันทึกไว้ในสรุปการประชุมให้กลับมาเช็กได้ ทุกคนจะได้กลับไปทำงานจากความเข้าใจเดียวกัน รู้ว่าตัวเองรับผิดชอบอะไร และเริ่มลงมือทำต่อได้

เวลาที่ใช้ประชุมควรช่วยให้งานหลังจากนั้นง่ายขึ้น เมื่อทีมเข้าใจตรงกันว่าเลือกทำอะไรและเพราะอะไร แต่ละคนก็มีข้อมูลพอจะตัดสินใจในส่วนของตัวเอง ลดการถามซ้ำ รอคำตอบ หรือแก้งานเพราะเข้าใจไม่ตรงกัน และยังทำงานต่อได้ในทิศทางเดียวกัน


FAQ

 

Q: Meeting ที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากอะไร?

A: เริ่มจากกำหนดให้ชัดว่าหลังประชุมต้องได้ข้อมูล การตัดสินใจ หรือผลลัพธ์อะไรกลับมา

Q: ควรเชิญใครเข้าประชุมบ้าง?

A: คนที่มีข้อมูล มีอำนาจตัดสินใจ ได้รับผลกระทบโดยตรง หรือมีหน้าที่รับงานไปทำต่อ

Q: ทำอย่างไรให้ Meeting จบแล้วงานเดินต่อ?

A: ก่อนจบควรสรุปให้ชัดว่าตัดสินใจอะไรแล้ว งานต่อไปคืออะไร ใครรับผิดชอบ และต้องเสร็จเมื่อไร

Q: ทำไม Meeting ถึงต้องนัดซ้ำบ่อย?

A: สาเหตุหนึ่งคือเป้าหมาย ข้อสรุป หรือ Next Step หลังประชุมยังคลุมเครือ ทำให้ต้องกลับมาคุยเรื่องเดิมอีกครั้ง