
ในยุคที่พฤติกรรมของผู้บริโภคถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมอย่างสมบูรณ์แบบ ความเร็วของความคิดและการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะประมวลผลได้ทันเพียงลำพัง สมการความสำเร็จของนักการตลาดจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความได้เปรียบของแบรนด์ไม่ได้วัดกันที่ใคร “ทำมากกว่า” หรือ “จ่ายหนักกว่า” แต่อยู่ที่ใคร “ตัดสินใจได้เร็วกว่า” บนฐานข้อมูลที่แม่นยำ
หากแบรนด์ยังคงยึดติดกับการทำงานแบบเดิม ความล่าช้าเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ทางธุรกิจ
บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้นำเครือข่ายเอเจนซี่สื่ออันดับ 1 ในประเทศไทยเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ได้เปิดฉากงาน dentsu DECODE 2026 | INTELLIGENCE IN MOTION | Smarter. Faster. Built for Growth. เขย่าวงการการตลาดไทยด้วยการนำเสนอ dentsu.Connect ระบบปฏิบัติการ AI อัจฉริยะระดับโลก ที่จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านกรอบความคิดของนักการตลาด จากการทำโฆษณาแบบเน้น ‘แคมเปญเป็นหลัก’ ไปสู่ ‘ระบบที่พร้อมปรับและพร้อมใช้ตลอดเวลา (Always-on Ecosystem)’ เพื่อเป้าหมายเดียวคือการสร้างการเติบโตที่จับต้องได้จริง

Winning ด้วย Decision Speed เมื่อ ‘ความเร็ว’ คือสกุลเงินใหม่ของโลกธุรกิจ
“อนาคตไม่ได้เป็นของคนที่วางแผนได้ดีที่สุด แต่เป็นของคนที่เห็นก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน Winning ไม่ใช่ด้วย Scale หรือ Size แต่ด้วย Decision Speed”
คำกล่าวของ คุณวิสาส์น สิริจันทานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจมีเดีย กลุ่มบริษัทเดนท์สุ ประเทศไทย และบริษัท คาราท (ประเทศไทย) จำกัด ได้สะท้อนถึงแนวคิด Economy of Speed (ความได้เปรียบเชิงความเร็ว) ที่กำลังเข้ามาเสริมหรือแทนที่ Economy of Scale (ความได้เปรียบเชิงขนาด) แบบเดิมๆ
คุณวิสาส์นขยายความว่า ความเร็วในความหมายของเดนท์สุ ไม่ใช่เพียงแค่การเร่งสปีดการทำงานให้ไวขึ้น แต่คือความสามารถของแบรนด์ในการจับสัญญาณผู้บริโภค (Signals) ตรวจสอบช่องทางการเข้าถึง แก้ไขความผิดพลาดได้ทันทีด้วยข้อมูลที่แม่นยำ และพร้อมที่จะขยายผลความสำเร็จได้ก่อนใครในตลาด การที่นักการตลาดจะก้าวไปพร้อมหรือเร็วกว่าผู้บริโภคได้นั้น AI จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้
เดนท์สุจึงได้เสนอทางออกด้วยการบูรณาการ AI Ecosystem ที่เชื่อมโยงทั้งคน กระบวนการทำงาน และเครื่องมือเข้าไว้ด้วยกันแบบ End-to-End ตั้งแต่การรับบรีฟไปจนถึงการรายงานผล เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนทุกบาทของแบรนด์ทำงานได้ทรงประสิทธิภาพสูงสุด ล่าลูกค้าใหม่ และสร้างยอดขายได้มากที่สุด

เจาะลึก 7 ขั้นตอนสุดล้ำ ขับเคลื่อนมีเดียด้วย Intelligence Operating System
เพื่อช่วยให้นักการตลาดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งความเร็ว เดนท์สุได้ถอดรหัสกรอบการทำงานใหม่ออกเป็น 7 ขั้นตอนสำคัญ ผ่านเครื่องมืออัจฉริยะบนระบบ dentsu.Connect ดังนี้
-
Growth Audiences: เลิกเดาใจด้วย Demographic สู่การหาคนที่มี Intent จริง
- แนวคิด: หมดยุคของการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบกว้างๆ ตามเพศ อายุ หรือรายได้ (Demographic & Interest profiles) ที่ทำให้สูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ AI จะเข้ามาช่วยระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและมีความต้องการซื้อสินค้าจริง ทำให้นักการตลาดใช้เงินเท่าเดิม แต่ได้ลูกค้าใหม่มากขึ้น โดยยังรักษาคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) เอาไว้ได้
- เครื่องมือสำคัญ: Audience Builder, COPO (Consumer in Your Pocket), Cultural Insights และ Client IQ
- สิ่งทีวัดผลได้: ได้กลุ่มลูกค้าคุณภาพสูงที่ตรงกับธุรกิจอย่างแท้จริง และลดความสิ้นเปลืองจากการเลือกกลุ่มเป้าหมายผิดพลาด
-
Predictive Planning: จากการเข้าถึงกว้างๆ สู่การรับชมที่ ‘มองจริง สนใจจริง’
- แนวคิด: ปรับเปลี่ยนจากการซื้อสื่อที่เน้นยอดการเข้าถึงจำนวนมาก (Reach) แบบดั้งเดิม ไปสู่การคาดหวังผลลัพธ์จากการรับชมที่มีประสิทธิภาพ (Attentive Reach) โดยระบบจะตรวจสอบและคาดการณ์คุณภาพการมองเห็นของสื่อได้อย่างแม่นยำ
- เครื่องมือสำคัญ: Media Planner ที่คำนวณบนฐานข้อมูลของ attentive reach และ attentive frequency
- สิ่งทีวัดผลได้: ยอด Viewable Impressions ดีขึ้น คุณภาพการมองเห็นสูงขึ้น และมีความถี่ (Frequency) ในการหลอนหลอนเป้าหมายที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป
-
Intelligent Activation: ปลุกพลังข้อมูลหลากมิติ ล่าลีดคุณภาพสูง
- แนวคิด: การนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นพิกัดสถานที่ การทำกิจกรรมออนไลน์ การเดินทาง ตลอดจนประวัติการใช้จ่าย มาประมวลผลเพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสปิดการขายได้สูงสุด (High-Intent Audience) แล้วส่งต่อเข้าระบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจทันที
- เครื่องมือสำคัญ: TURBOCHARGE – audience signal seeding
- ผลลัพธ์จริงพิสูจน์แล้ว: เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนโฆษณาได้ถึง 1.4 เท่า, ดึงดูดลีดเพิ่มขึ้น 67% ในกลุ่มธุรกิจประกัน, ลดราคาต้นทุนต่อลีดลง 56% ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และเพิ่มอัตราการสั่งซื้อจากการมองเห็นสื่อสูงถึง 145% ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
-
Optimization Intelligence: ปรับเปลี่ยนแบบ Real-time ไม่ต้องรอจบแคมเปญ
- แนวคิด: ท้าทายการจัดสรรงบประมาณแบบเดิมที่เคยวางไว้ตายตัวบนแต่ละแพลตฟอร์ม ระบบ AI จะคอยมอนิเตอร์และรันแคมเปญบนทุกแพลตฟอร์มไปพร้อมๆ กัน โดยปรับเปลี่ยนงบประมาณตามสัญญาณข้อมูลจริง ณ เวลานั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดตาม KPI แทนที่จะรอให้จบแคมเปญแล้วค่อยมานั่งสรุปบทเรียน
- เครื่องมือสำคัญ: dentsu Optisysta
- สิ่งทีวัดผลได้: ต้นทุนค่าโฆษณาต่อการได้มาซึ่งลูกค้า (CPL และ CPA) ลดลง คุณภาพของยอดทราฟฟิกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และลดงบประมาณที่สูญเปล่าจากช่องทางหรือกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ตอบสนอง
-
Content Intelligence: บริหารคอนเทนต์ให้ถูกใจอัลกอริทึม
- แนวคิด: การดูแลและจัดการคอนเทนต์ของแบรนด์ ทั้งในช่องทางของตัวเองและช่องทางพันธมิตร (KOLs, สื่อ, คอมมูนิตี้) ให้มีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกัน นอกจากนี้ยังนำ AI มาช่วยปรับปรุงคอนเทนต์ให้เข้ากับพฤติกรรมและอัลกอริทึมของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Meta, YouTube, TikTok ยกตัวอย่างเช่น การให้ AI ช่วยหั่นและ Optimize วิดีโอความยาว 2.3 นาที ให้เหลือเวอร์ชันสั้น 15 วินาที หรือ 6 วินาที โดยที่ยังคงจุดขายและปุ่ม Call-to-action (CTA) ไว้อย่างครบถ้วนตามตำราการตลาด
- เครื่องมือสำคัญ: tag ACE
- สิ่งทีวัดผลได้: ประสิทธิภาพคอนเทนต์รายฟอร์แมตชัดเจนขึ้น อัตรา Engagement และ Video Completion สูงขึ้น ตลอดจนคุณภาพทราฟฟิก (Time on site, Scroll depth) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
-
Commerce Intelligence: เชื่อมโยงทุกมิติสู่ยอดขายที่วัดผลได้จริง
- แนวคิด: ทลายกำแพงที่แยกขาดจากกันระหว่างสื่อ, Social Listening, คอนเทนต์, อินฟลูเอนเซอร์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยทำการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนกระแสความสนใจให้กลายเป็นยอดขายเชิงพาณิชย์ที่ตรวจสอบได้แม่นยำ
- เครื่องมือสำคัญ: KOLsphere (หรือ Closfers เครื่องมือใหม่ที่ผสานข้อมูลอินฟลูเอนเซอร์ เช่น ยอด Engagement และประเภทสินค้าที่เคยรีวิว เข้ากับฐานข้อมูล E-commerce โดยตรง เพื่อหา KOL ที่ตอบโจทย์ทั้งการสร้างแบรนด์และผลักดันยอดขาย)
- สิ่งทีวัดผลได้: ยอดขายและคำสั่งซื้อจริงจากแคมเปญ, อัตรา Conversion Rate และดัชนีชี้วัดความคุ้มค่าอย่าง GMV, ROAS, ROI รวมถึงต้นทุนต่อคำสั่งซื้อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
Reporting Intelligence: Dashboard อัจฉริยะเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคม
- แนวคิด: การเปลี่ยนรูปแบบการทำรายงานแบบแมนนวลที่เชื่องช้า มาสู่ Dashboard อัจฉริยะที่รวบรวมข้อมูลจาก Data Source ที่หลากหลายและซับซ้อนมาสรุปไว้ในที่เดียว เพื่อตอบคำถามสำคัญทางธุรกิจและเร่งสปีดให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ทันท่วงที
- เครื่องมือสำคัญ: TeraVue
- สิ่งทีวัดผลได้: ความเร็วในการรายงานผลแบบ Real-time พร้อมระบบ AI Analytics คอยวิเคราะห์จับสัญญาณสำคัญ เพื่อชี้เป้าโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต

ถอดสูตรลับแห่งอนาคต เมื่อ Human Intelligence ผสานพลังร่วมกับ AI
ท่ามกลางกระแสการหลั่งไหลเข้ามาของเทคโนโลยีอัตโนมัติ คำถามสำคัญที่นักการตลาดมักกังวลคือ AI จะมาแทนที่มนุษย์ทั้งหมดหรือไม่?
เดนท์สุได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แท้จริงแล้ว AI จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเสมือน “ChatGPT รุ่นพรีเมียม” ที่มีคลังข้อมูลมหาศาลคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ตัวอย่างเช่น KAI IQ (Client IQ) เครื่องมืออัจฉริยะที่รวบรวมงานวิจัยระดับโลกและผลสำรวจจากผู้บริหารกว่า 2,500 ท่าน มาช่วยตรวจสอบบรีฟของลูกค้าเพื่อค้นหาช่องโหว่และโอกาสทางธุรกิจ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาทำให้งานของพนักงานมีความละเอียดและมีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งพนักงานเองก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาบริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในแง่ของ งานสร้างสรรค์ (Creative Work) เดนท์สุแบ่งโครงสร้างออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน
- งานฝีมือ (Craft): ความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องมาจากศักยภาพของมนุษย์ เพราะผู้บริโภคยังคงโหยหา “Human Connection” หรือความเชื่อมโยงในฐานะปุถุชน โดยปัจจุบันสัดส่วนของงาน Craft ยังคงสูงอยู่ถึงประมาณ 80% ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เพียงช่วยทดสอบไอเดียเหล่านั้นว่ามีแนวโน้มตอบโจทย์ตลาดหรือไม่เท่านั้น
- งานผลิต (Production): นี่คือจุดที่ AI จะแสดงทรงพลังอย่างเต็มที่ ระบบสามารถเปลี่ยนภาพนิ่ง (Static Visual) ให้กลายเป็นวิดีโอที่มีพรีเซ็นเตอร์เคลื่อนไหวได้ในเวลาอันสั้น เอื้อให้เกิดการทำ Hyper-personalization หรือการสร้างคอนเทนต์ที่แตกต่างกันได้เป็นพันๆ ชิ้นเพื่อเสิร์ฟลูกค้าเฉพาะบุคคลได้อย่างรวดเร็ว

มองไปข้างหน้าด้วย ‘dentsu Future Mandala’ และการทลายกำแพงข้อมูลด้วย Merkle
นอกเหนือจากขั้นตอนการจัดการมีเดียในปัจจุบันแล้ว เดนท์สุยังได้นำเสนอกรอบความคิดวิเคราะห์อนาคตภายใต้ชื่อ dentsu Future Mandala (หรือ Dentsu Futures Mantra) ซึ่งคิดค้นและพัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เครื่องมือนี้เป็นการผสาน Human Intelligence และ AI เข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ 60 เทรนด์โลกที่จะเกิดขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ครอบคลุมทั้งมิติของการเดินทาง การใช้เวลาว่าง สุขภาพ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี แผนที่แห่งโอกาสนี้จะช่วยแบรนด์เปลี่ยนความซับซ้อนรอบตัวให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่ออนาคต (Future Ready)
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่เป็นข้อได้เปรียบที่ปฏิเสธไม่ได้ของเดนท์สุ คือการมี Merkle (ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data และ Customer Experience ระดับโลก) อยู่ในเครือ ทำให้มีความเชี่ยวชาญระดับสูงในการจัดการข้อมูลของลูกค้า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ตามไซโล (Silos) ต่างๆ ขององค์กรให้ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ซึ่งนี่คือ Growth Engine หรือเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับองค์กรในระยะยาวอย่างแท้จริง

บทสรุปในฐานะ Growth Partner ปลอดภัย มั่นใจ และเติบโตแบบ Double Digit
ในฝั่งของการใช้จ่ายงบประมาณโฆษณา ภาพรวมในปีนี้พบว่าแบรนด์ต่างๆ ยังคงใช้เม็ดเงินในระดับที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แบรนด์ต่างตั้งความหวังใน KPI ที่สูงขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้จ่ายงบประมาณเทคโนโลยีการตลาดสูงสุด ได้แก่ E-commerce, Finance และ Insurance ซึ่งผลลัพธ์จากการนำ AI Ecosystem เข้ามาปรับใช้นั้น สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้นในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) เลยทีเดียว
ไม่เพียงแต่สื่อดิจิทัลเท่านั้น แบรนด์ยังคงสามารถนำระบบของเดนท์สุไปจัดสรรงบประมาณและมอนิเตอร์ผลลัพธ์บน สื่อดั้งเดิม (Traditional Media) ได้เช่นกัน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อทำ Targeting บน Smart TV หรือ OTT ควบคู่ไปกับมาตรการ Brand Safety ที่รัดกุมในการตั้งค่าแคมเปญ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์ ไม่ให้ไปเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เรื่องเพศ การเมือง หรือดราม่าทางสังคม
ความร่วมมือในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในระบบนิเวศดิจิทัลและ AdTech มากมาย ไม่ว่าจะเป็น AnyMind Group, DoubleVerify (DV), IAS (Integral Ad Science), Affinity, Silverpush ตลอดจนแพลตฟอร์มความบันเทิงระดับท็อปอย่าง Tencent (Thailand), TrueID และ Viu
ทั้งหมดนี้คือการตอกย้ำว่า กลุ่มบริษัทเดนท์สุ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่เป็น Growth Partner ตัวจริงเคียงข้างทุกแบรนด์ธุรกิจ ด้วยการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ถูกปรับแต่งมาให้มีความลึกซึ้งและเข้าใจบริบทของตลาดไทยมากที่สุดในปัจจุบัน



