103.58.148.118

Biz & Marketing news

Ξ Leave a comment

เจาะลึก 40 ปี The Body Shop จากร้านเล็กๆ สู่แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก

posted by  6,389 views

ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เน้นวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รักเพื่อนร่วมโลก แบรนด์แรกที่เรานึกถึงเลยก็คือ The Body Shop ด้วยคอนเซ็ปต์ที่มุ่งมั่นมาตลอดในจุดยืนนี้ ทำให้ เป็นแบรนด์ที่โดดเด่น แข็งแกร่ง และยืนหยัดท้าทายกาลเวลามาอย่างยาวนาน ซึ่งถ้าจะให้เปรียบเป็นคน ก็เป็นสาวเก่งที่สวยและสตรองมาก ที่สำคัญคือเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจงดงามอีกด้วย

และในปีนี้เธอผู้นี้มีอายุครบ 40 ปีพอดี และเธอมีข่าวดีจะมาบอก นั่นคือการประกาศพันธสัญญาใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกของเรา คำสัญญาที่จะทำให้เธอเป็นผู้นำธุรกิจที่เปี่ยมไปด้วยจริยธรรมสูงสุดในระดับสากล และเป็นผู้นำเทรนด์ของการรักษ์โลกมาโดยตลอด ที่สำคัญคือพันธสัญญาใหม่นี้ผูกพันต่อ The Body Shop ทั่วโลก

และเพื่อล้วงลึกให้ถึงแก่นแท้แห่งความเป็น The Body Shop ที่มาพร้มกับพันธสัญญาใหม่นี้ Marketing Oops! เราก็ได้รับเกียรติในการสัมภาษณ์พิเศษจาก คุณนฤมล ภัทรธีรานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ แบรนด์เดอะบอดี้ ช็อป ประเทศไทย ที่จะมาเผยถึงที่มาที่ไปของพันธสัญญาใหม่พร้อมกับเล่าเรื่องราวความเป็น The Body Shop ในฐานะแบรนด์ที่เปี่ยมไปด้วยจริยธรรมให้เราได้รับทราบ

body shop 17

ช่วยเล่าถึงความเป็น The Body Shop แบรนด์ความงามที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และการเข้ามาสู่ตลาดเมืองไทย?

คุณนฤมล ได้พาเราย้อนไปถึงการเริ่มต้นเป็น The Body Shop ตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเพียงร้านขายผลิตภัณฑ์เล็กๆ ของ “มิสแอนนิต้า ร็อดดิก” ที่ในเมืองไบรตัน ทางใต้ของประเทศอังกฤษ โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ทำจากส่วนผสมธรรมชาติแท้ๆ ทั้งหมด ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นร้านแรกๆ ที่เริ่มแนวคิดนี้

ด้วยความที่ “มิสแอนนิต้า” เป็นผู้หญิงที่เป็นนักอนุรักษ์ เป็นนักรณรงค์ที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคืออยากจะให้คนรอบข้างได้มีส่วนร่วมในจุดนี้ด้วย จึงทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้เติบโตขยายไปหลายสาขาและเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น จากนั้นอีกหลายปีต่อมา The Body Shop ก็เริ่มทำโครงการที่เริ่มตอบแทนธรรมชาติ ผ่านแคมเปญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญช่วยปลาโลมา แคมเปญปลูกต้นไม้ แคมเปญเพื่อผู้หญิง และแคมเปญต่อต้านสงคราม ฯลฯ และแม้ว่า “มิสแอนนิต้า” ผู้ก่อตั้งจะจากไปแล้วหลายปี แต่ด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ของ The Body Shopก็ทำให้เป็นแบรนด์เครื่องสำอาจที่เป็นทั่วโลกรู้จักดี ในฐานะแบรนด์ต้นแบบที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ The Body Shop ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลา 22 ปีแล้ว ภายใต้บริษัท เอิร์ธแคร์ จำกัด

body shop 6

กล่าวกันว่า The Body Shop เป็นแบรนด์ที่มีคุณธรรมสูง ดังนั้น อะไรคือหลักธรรมาภิบาลที่ The Body Shop ยึดถือ?

คุณนฤมล อธิบายว่ามันคือหลักการการดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับการยึดถือคุณธรรม คำๆ นี้อาจจะฟังดูแล้วอาจค่อนข้างกว้าง แต่ในความเป็น The Body Shop คือการที่เราดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับการยึดถือความซื่อสัตย์ต่อทั้งพนักงานของเราเอง และซื่อตรงต่อลูกค้าในด้านการบริการและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงพาร์ทเนอร์หรือคู่ค้าในโครงการการค้าชุมชน ยึดถือเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมของผู้คน นำมาสู่แคมเปญการรณรงค์ต่างๆ ของเราเป็นต้น

ทำไมธุรกิจความงามกับการดูแลสิ่งแวดล้อมถึงไปด้วยกันได้?

คุณนฤมล กล่าวได้อย่างน่าสนใจมากว่า “เพราะการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องมุ่งแสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับ The Body Shop แล้วเราแตกต่างจากแบรนด์อื่น เพราะเรามีจุดยืนที่ชัดเจนว่า ธุรกิจที่เราทำจะต้องกระทบกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เราให้ผลประโยชน์ด้านความงาม และในขณะเดียวกันเราต้องทดแทนให้สิ่งที่เราได้ใช้ไปอย่างสมดุล”

body shop 4

เป็นดังเช่นที่คุณนฤมล ว่าจริงๆ เพราะเราเห็นจุดยืนดังกล่าวชัดเจนมากจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ The Body Shop ซึ่งจะเน้นการใส่ใจธรรมชาติเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมก็ดี (Rainforest Hair Care) ซึ่งเน้นว่าจะต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อน้ำ มีตรารับรองว่าไม่สะอาดไม่มีสารเคมี สามารถสระในทะเลได้โดยไม่ปนเปื้อน หรือแม้แต่การคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์มาใช้ในสโตร์ ก็จะเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ปลูกในป่าทดแทนของทาง The Body Shop เอง หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ Oils of Life ใหม่ล่าสุด เมื่อลูกค้าซื้อ 1 ชิ้นจะแลกกับการที่ The Body Shop จะปลูกต้นไม้ทดแทนในนามของลูกค้า 1 ต้นเลย เป็นการตอกย้ำจุดยืนที่ทำให้เราเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมาก

ผลงานอะไรบ้างที่ The Body Shop ได้ทำในฐานะผู้นำธุรกิจที่เปี่ยมไปด้วยจริยธรรมสูงสุด?

ทั้งนี้ อย่างที่เราทราบดีว่า The Body Shop เป็นแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก ฉะนั้น แคมเปญที่เกิดขึ้นจึงมีทุกระดับตั้งแต่ระดับโกลบอลและในท้องถิ่น ซึ่งตรงจุดนี้นั้น คุณนฤมล ได้ขยายความให้เราทราบดังนี้

“ในระดับ Global มีแคมเปญรณรงค์หลากหลายมาก ล่าสุด คือ Stop Sex Trafficking เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ผู้หญิงและเด็ก โดยให้ลูกค้าและบุคคลทั่วไปมาร่วมกันลงชื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ด้วย ผ่านทั้งช่องทางเว็บไซต์และหน้าร้าน โดยใช้เวลาเกือบ 3 ปี ซึ่งผลทีได้คือเรามีรายชื่อผู้สนับสนุนทั่วโลกในหลักล้านแล้วค่ะ รวมถึงโครงการการค้าชุมชน ซึ่งเราดำเนินการมาหลายปีในหลายประเทศด้วยกัน

นอกจากนี้ ในส่วนของประเทศไทยนั้น ซึ่งเรามีหลายแคมเปญมาก แต่ขอยกตัวอย่างแคมเปญที่เราทำอย่างต่อเนื่อง คือการที่เรามีกล่องบริจาคภายในร้านเพื่อนำเงินมาช่วย World Vision หรือมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงสินค้าบางกลุ่มพิเศษ เช่น น้ำหอม หรือเมคอัพบางรุ่น ก็จะมีการหักรายได้บางส่วนไปช่วยเหลือช้างและกวางที่กุยบุรี ร่วมกับองค์กร  WWF ประเทศไทยค่ะ”

body shop 22

โครงการที่ว่าจะช่วยการค้าชุมชนนั้นมันคืออะไร และช่วยผู้ผลิตในท้องถิ่นได้อย่างไร?

คุณนฤมล ขยายความในส่วนนี้ว่า มันคือโครงการที่เรียกว่า “โครงการการค้าชุมชน” หรือ Community Fair Trade ซึ่งเราตระเวนไปทั่วทุกมุมโลก เพื่อสรรหาส่วนผสมผ่านผู้ผลิตท้องถิ่น ซึ่งโครงการนี้จัดตั้งมานานแล้ว เป็นความร่วมมือของแบรนด์ร่วมกับกลุ่มสหกรณ์ชุมชนเล็กๆ ของเมืองนั้นๆ เช่น กลุ่มสหกรณ์ที่เก็บน้ำผึ้งในเอธิโอเปีย กลุ่มแม่บ้านปลูกทีทรีในเคนยา โดยการทำงานร่วมกันจะไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่จะพูดคุยผ่าน The Body Shop International โดยตรงเลย เพื่อให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์อย่างสูงสุด

ครบรอบ 40 ปี มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในปีนี้บ้าง?

คุณนฤมล เล่าด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจว่า สำหรับปีนี้นั้นเรามีความพิเศษเพราะว่าเป็นปีที่ The Body Shop ครบรอบ 40 ปีแล้ว ซึ่งจะว่าไปเลข 40 ถ้าเปรียบเป็นคน ก็หมายถึงวัยที่จะก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่อีกขั้นหนึ่ง เราจึงได้เปลี่ยนจากปรัชญา 5 ข้อ หรือ Core Values เดิมมาเป็น Commitment หรือ พันธสัญญา ซึ่งครอบคลุมเป้าหมายที่เราจะร่วมกันทำให้เกิดขึ้น โดยเป็นคำๆ เดียวที่เข้าใจง่าย และเราจะค่อยๆ สื่อสารให้ทุกคนได้เข้าใจมากขึ้นและมีส่วนร่วมไปกับเราด้วย ผ่านกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

body shop 23

“พันธสัญญาในฐานะครบรอบ 40 ปี ได้แก่ Enrich not Exploit – It’s in our hands คือการสร้างคุณค่าโดยไม่หวังผลประโยชน์ เป็นโกลบอล คอนเซ็ปต์และเป็น key message สำคัญที่เราตั้งใจจะสื่อสารออกไปให้กับทุกคนทราบ โดยคำว่า Enrich หมายถึงการสร้างคุณค่า และเราก็คิดต่อไปว่าแล้วเราจะสร้างคุณค่าให้กับอะไรบ้าง จึงนำมาสู่การให้คำมั่นสัญญาที่ว่า ในขณะที่เราได้รับผลประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจนั้น ขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างคุณค่าให้กับสิ่งเหล่านี้ด้วย ได้แก่ 1.คนของเราด้วย (Enrich our people)  2.สร้างคุณค่าให้กับโลกของเราให้น่าอยู่ (Enrich our planet)  และ 3.สร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ของเรา (Enrich out product) ทั้งหมดนี้เรามุ่งมั่นที่จะไม่บั่นทอนธรรมชาติ แต่เราจะช่วยรักษาไว้โดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ”

กับพันธสัญญาใหม่นี้ ในแง่การตลาดและแคมเปญต่างๆ ได้เตรียมอะไรไว้บ้าง?

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ The Body Shop เผยว่า ในด้านการตลาดนั้น เราได้มีการวางแผนกิจกรรมต่างๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ กิจกรรม CSR ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนเข้ามาร่วมด้วย และการสอดแทรกเรื่องราวผ่านการเทรนนิ่งพนักงานขายให้สื่อสารต่อไปยังลูกค้าโดยจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมไปถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ตลอดปีนี้ ซึ่งจะมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับพันธสัญญาใหม่ทั้งหมด พูดง่ายๆ ว่าปีนี้มีกิจกรรมอัดแน่นแน่นอน ส่วนจะเป็นอะไรอย่างไรนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนของการตัดสินใจเคาะโครงการต่างๆ กันอยู่

body shop 14

“อยากจะยกตัวอย่างแคมเปญที่กำลังจะลอนช์ล่าสุด คือ #หยุดใช้ความสวยทำร้ายกัน ซึ่งเราได้พยายามสื่อสารผ่านข้อความให้ลูกค้าของ The Body Shop หรือกระทั่งคนทั่วไป ได้ตระหนักและฉุกคิดว่าการที่ผู้หญิงจะสวยหรืออยากดูดี สามารถทำได้โดยการไม่เบียดเบียนใคร ซึ่งหมายถึงการที่ทุกผลิตภัณฑ์ของเราที่ลูกค้าได้เลือกแล้วนั้นจะไม่ทำร้ายธรรมชาติ ไม่ทำร้ายสัตว์ แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับตัวคุณและสิ่งแวดล้อมรอบตัว คืออยากให้ลูกค้าได้นึกถึง The Body Shop เป็นอันดับต้นๆ ทุกครั้งที่คุณอยากสวยดูดี เพราะเรามีผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่มีเรื่องราว เมื่อเข้ามาในร้านและได้ผลิตภัณฑ์กลับไปลูกค้าจะได้มีความภาคภูมิใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชุมชนที่ยากไร้ หรือช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย ตรงตามแคมเปญที่ว่า  #EnrichNotExploit  #หยุดใช้ความสวยทำร้ายกัน”

นอกจากนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับพันธสัญญาใหม่เลย ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Drops of Light เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิวสว่างใสบริสุทธิ์อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยสารสกัดจากคุณค่าสาหร่ายสีแดงที่ช่วยฟื้นฟูผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น จุดด่างดำลดเลือดพร้อมมอบผิวสวยสุขภาพดี ที่สำคัญคือเป็นโปรดักส์ที่เราภูมิใจในนโยบายที่ไม่ดัดแปลงธรรมชาติของเรา และยังเพื่อปกป้องความงามแห่งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างแท้จริงอีกด้วย โดยที่ส่วนผสมนั้นได้มาจากโครงการการค้าชุมชนประเทศนามีเบียและเม็กซิโก

body shop 11

กับการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่เน้นไปที่สื่อออนไลน์มากขึ้น ในส่วน The Body Shop ได้มีการเตรียมการไว้อย่างไรบ้าง?

คุณนฤมล ยอมรับว่ามีการเพิ่มงบฯ ในส่วนออนไลน์แน่นอน โดยระบุว่า เราเห็นแล้วว่าตลาดตอนนี้มุ่งไปที่สื่อออนไลน์มากขึ้น จากเดิมในแง่ของสื่อ The Body Shop เราอาจจะไปทางด้านสื่อพรินท์ติ้งเสียเป็นส่วนมาก แต่วันนี้เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป การลงสื่อของเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เราก็ตั้งใจที่จะลงในส่วนของออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แล้วก็จะทำในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นคลิป ไวรัลแคมเปญ หรืออย่างการร่วมงานกับบล็อกเกอร์ หรือ InfluencerOnline ต่างๆ เราก็จะเห็นการรีวิวผลิตภัณฑ์ของ The Body Shop มากขึ้น หรือแม้กระทั่งตลาด E-commerce เราก็จะมีเช่นกัน โดยอาจจะมีโปรดักส์ที่จัดโปรพิเศษสำหรับการสั่งซื้อทางออนไลน์ เป็นต้น เรียกได้ว่าเราจะมาลุยตลาดในส่วนนี้มากขึ้น

body shop 7

ในการแข่งขันของตลาดเครื่องสำอางที่ดุเดือดมาก มีหลายแบรนด์สู้กันเรื่องราคา ตรงส่วนนี้ The Body Shop เห็นว่าอย่างไรบ้าง?

คุณนฤมล ยืนยันว่าการแข่งขันกันเรื่องราคานั้น ไม่ใช่สิ่งที่ The Body Shop จะทำ เพราะเรามั่นใจในผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพของเรา ซึ่งอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า ลูกค้าที่มาซื้อกับเรานั้นจะต้องภูมิใจที่ได้ใช้ของเรา เพราะไม่ได้ผลดีแค่กับตัวเองแต่ยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้แบบยั่งยืนด้วย

“อย่างครีมบำรุงผิวมือและเล็บกลิ่นอัลมอนด์ ที่ชื่อว่า  CHANGE ซึ่งเราได้ร่วมงานกับ Ben Eine สตรีทอาร์ทติสท์ระดับโลก มาช่วยออกแบบรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นให้เรา พร้อมกับการจัดแคมเปญให้ทุกๆ การซื้อแฮนครีมรุ่นลิมิเต็ดนี้ จะเป็นการบริจาคเงิน 82 บาท ให้กับมูลนิธิ The Body Shop International โดยตั้งเป้าไว้ที่ราว 16.5 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปสร้างคุณค่าให้กับโลก, มหาสมุทร,เหล่าสัตว์และผู้คน เป็นต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกอยู่ในมือคุณอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งสำคัญที่เราต้องการบอกกับตลาดและลูกค้าว่ามาเถอะมาร่วมมือกับเราในการสร้างโลก ดีกว่าไปแข่งขันกันในตลาดแล้วก็ไม่ได้อะไรกลับมา”

body shop 21

ท้ายที่สุดกับคำถามว่าที่ว่าในช่วงเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเนือยนี้ The Body Shop คิดว่าจะฝ่าฟันไปได้อย่างไร?

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ The Body Shop กล่าวอย่างมุ่งมั่นว่า เราเข้าใจดีว่าในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับภาคธุรกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเครื่องสำอางที่การแข่งขันกันค่อนข้างสูง แต่ The Body Shop เราเป็นแบรนด์ไฮเอนด์ แต่มีราคาที่จับต้องได้ นี่คือจุดแข็งของเรา นอกจากนี้ในเรื่องของพันธสัญญา ที่เรามุ่งมั่นจะทำให้โลกดีขึ้นด้วย ไม่เพียงแค่วันนี้แต่จะดีในแบบที่ยั่งยืน ซึ่งมั่นใจความแตกต่างตรงส่วนนี้จะเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าต่อได้และผ่านวิกฤตต่างๆ ได้สำเร็จ

จากความสำเร็จที่มีมาตลอด 40 ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะนำพาธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมๆ กับการที่คอยโอบกอดโลกเอาไว้ด้วย แต่ The Body Shop ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การเป็นแบรนด์ที่สร้างธุรกิจไปพร้อมๆ กับยึดมั่นในจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ แล้วยังประสบความสำเร็จในส่วนของผลกำไรได้อีกด้วย และไม่ใช่แค่ปีหรือสองปีที่ทำตามกระแส แต่ The Body Shop ทำให้เราเห็นมาแล้วถึง 40 ปี สิ่งนี้น่าจะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นตัวจริงของผู้นำธุรกิจเครื่องสำอางอย่างThe Body Shop ได้แล้ว

body shop 16

Copyright © MarketingOops.com

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

User Name: Marketing Oops!

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ 8 = fourteen

Recent Posts

Facebook